ทัททรชาดก
ว่าด้วยไม่ควรถือตัวในที่ที่เขาไม่รู้จัก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๑๔ · บรรทัด ๒๖๕๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มักโกรธรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอิมานิ มํ ททฺทร ตาปยนฺติ ดังนี้. เรื่องได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล. ก็ครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องที่ภิกษุนี้เป็นคนขี้โกรธ ในโรงธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่าเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงรับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นคนขี้โกรธจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุนี้ก็เป็นคนขี้โกรธเหมือนกัน ก็เพราะความเป็นคนขี้โกรธของเธอ โบราณกบัณฑิตทั้งหลายแม้ตั้งอยู่ในความเป็นนาคราชผู้บริสุทธิ์ ก็ได้อยู่ในพื้นที่เปื้อนคูถซึ่งเต็มไปด้วยคูถถึง ๓ ปี แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นโอรสของพระยาทัททรนาคราชผู้ครองราชสมบัติอยู่ในทัททรนาคภพ อันมีอยู่ ณ เชิงเขาทัททรบรรพต ในหิมวันตประเทศ ได้มีนามว่า มหาทัททระ ส่วนน้องชายของมหาทัททรนาคราชนั้นชื่อว่าจุลลทัททระ. จุลลทัททรนาคนั้น มักโกรธ หยาบคาย เที่ยวด่า เที่ยวประหารพวกนาคมาณพอยู่. พระยานาคราชรู้ว่าจุลลทัททรนาคนั้นเป็นผู้หยาบช้า จึงสั่งให้นำจุลลทัททรนาคนั้นออกจากนาคภพ. แต่มหาทัททรนาคขอให้บิดาอดโทษแล้วทัดทานห้ามไว้. แม้ครั้งที่สองพระยานาคทรงกริ้วต่อจุลลทัททรนาคนั้น. แม้ครั้งที่สอง มหาทัททรนาคนั้นก็ทูลขอให้อดโทษไว้. แต่ในวาระที่สาม พระยานาคผู้บิดาตรัสว่า เจ้าข้ามมิให้พ่อขับไล่มันผู้ประพฤติอนาจาร เจ้าแม้ทั้งสองไป จงออกจากนาคภพนี้ไปอยู่ที่พื้นเปื้อนคูถ ในนครพาราณีกำหนด ๓ ปี แล้วให้ฉุดคร่าออกจากนาคภพ. นาคพี่น้องทั้งสองนั้นจึงไปอยู่ที่พื้นเปื้อนคูถในเมืองพาราณสีนั้น. ครั้งนั้น พวกเด็กชาวบ้านเห็นนาคพี่น้องทั้งสองนั้นเที่ยวหาเหยื่ออยู่ที่ชายน้ำใกล้พื้นที่เปื้อนคูถ จึงพากันประหารขว้างปาท่อนไม้และก้อนดินเป็นต้น. พากันคำว่าคำหยาบเป็นต้นว่า นี้ตัวอะไรหัวใหญ่ หางเหมือนเข็ม มีกบเขียดเป็นภักษาหาร. จุลลทัททรนาคอดกลั้นการดูหมิ่นของพวกเด็กชาวบ้านเหล่านั้นไม่ได้ เพราะตนเป็นผู้ดุร้ายหยาบช้าจึงกล่าวว่า ข้าแต่พี่เจ้าพวกเด็กเหล่านี้ดูหมิ่นพวกเรา ไม่รู้ว่าพวกเราเป็นผู้มีพิษร้าย น้องไม่อาจอดกลั้นการดูหมิ่นของพวกมันได้ น้องจะทำพวกมันให้ฉิบหายด้วยลมจมูก เมื่อจะเจรจากับพี่ชาย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :พี่ทัททระ คำว่าหยาบคายทั้งหลายในมนุษยโลกเหล่านี้ ย่อมทำข้าพเจ้าให้เดือดร้อน พวกเด็กชาวบ้านผู้ไม่มีพิษฤทธิ์เดชพากันสาปแช่งว่า เราผู้มีพิษร้ายว่าเป็นสัตว์กินกบกินเขียด และว่าเป็นสัตว์น้ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาปยนฺติ แปลว่า ย่อมทำให้ลำบาก. บทว่า มณฺฑูกภกฺขา อุทกนฺตเสวี ความว่า พวกเด็กชาวบ้านผู้ไม่มีพิษฤทธิ์เดชเหล่านั้นกล่าวกันว่า สัตว์กินกบกินเขียดและว่าเป็นสัตว์น้ำ สาปแช่งคือคำว่าเราซึ่งเป็นผู้มีพิษร้าย. มหาทัททรนาคผู้พี่ได้ฟังคำของจุลลทัททรนาคผู้น้องนั้นแล้วจึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :บุคคลถูกขับไล่จากแว่นแคว้นของตนไปอยู่ยังถิ่นอื่น ควรทำฉางใหญ่ไว้ เพื่อเก็บคำหยาบคายทั้งหลาย. บุคคลอยู่ในหมู่ชนผู้ไม่รู้จักตน ไม่ควรทำการถือตัวในที่ที่ไม่มีคนรู้จักตน โดยชาติหรือโดยวินัย. บุคคลผู้มีปัญญาแม้เปรียบเสมอด้วยไฟเมื่อไปอยู่ต่างถิ่นไกลพึงอดทน แม้คำขู่ตะคอกของทาส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุรุตฺตานํ นิเธตเว ความว่าชนทั้งหลายสร้างฉางใหญ่ไว้เพื่อเก็บข้าวเปลือก ทำฉางให้เต็มไว้เมื่อกิจเกิดขึ้น ก็ใช้สอยข้าวเปลือก ฉันใด บุรุษผู้เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไปต่างถิ่นพึงสร้างฉางใหญ่ไว้ภายในหทัย เพื่อเก็บคำหยาบคาย ครั้นเก็บคำหยาบคายเหล่านั้นไว้ในหทัยนั้นแล้วกลับจักกระทำกิจที่ควรทำในเวลาอันเหมาะแก่ตน. บทว่า ชาติยาวินเยน วา ความว่า ในที่ใด ชนทั้งหลายย่อมไม่รู้จักตนโดยชาติหรือโดยวินัยว่า ผู้นี้เป็นกษัตริย์ ผู้นี้เป็นพราหมณ์ หรือว่าเป็นผู้มีศีลเป็นพหูสูตร เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณธรรม. บทว่า มานํ ความว่าไม่พึงกระทำการถือตัวว่า เขาเรียกเรารู้เห็นปานนี้ด้วยโวหารอันลามก ไม่สักการะ ไม่เคารพ. บทว่า วสํ อญฺาตเก ชเนความว่า อยู่ในสำนักของคนผู้ไม่รู้จักชาติและโคตรของตน. บทว่าวสโต แก้เป็น วสตา แปลว่า อยู่. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เป็น (ศัพท์ว่า วสตา) ดังนี้เหมือนกัน. นาคพี่น้องทั้งสองนั้นอยู่ ณ ที่นั้น สิ้นกำหนด ๓ ปี ด้วยอาการอย่างนี้. ลำดับนั้น พระยานาคผู้บิดาให้เรียกนาคพี่น้องทั้งสองนั้นมา. ตั้งแต่นั้นมานาคพี่น้องทั้งสองนั้น ก็สิ้นมานะการถือตัว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้มักโกรธได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล. แล้วทรงประชุมชาดกว่า จุลลทัททรนาคในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุผู้มักโกรธในบัดนี้ ส่วนมหาทัททรนาคในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทัททรชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๐๑–๔๐๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ททฺทรชาตกํ
อิมานิ มํ ททฺทร ตาปยนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โกธนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ เหฏฺฐา กถิตเมว ฯ ตทา หิ ธมฺมสภายํ ตสฺส โกธนภาวกถาย สมุฏฺฐิตาย สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ โกธโนติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส โกธโนเยว โกธนภาเวน ปนสฺส โปราณกปณฺฑิตา ปริสุทฺธนาคราชภาเว ฐิตาปิ ตีณิ วสฺสานิ คูถภริตาย อุกฺการภูมิยํ วสึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส ททฺทรปพฺพตปาเท ททฺทรนาคภวนํ นาม อตฺถิ ตตฺถ รชฺชํ กาเรนฺตสฺส ททฺทรรญฺโญ ๑- ปุตฺโต มหาททฺทโร นาม อโหสิ ฯ กนิฏฺฐภาตา ปนสฺส จุลฺลททฺทโร นาม ฯ โส โกธโน ผรุโส นาคมาณวเก อกฺโกสนฺโต ปหรนฺโต วิจรติ ฯ นาคราชา ตสฺส ผรุสภาวํ ญตฺวา ตํ นาคภวนโต นีหราเปตุํ อาณาเปสิ ฯ มหาททฺทโร ปน ปิตรํ ขมาเปตฺวา นิวาเรสิ ฯ ทุติยมฺปิ ราชา ตสฺส กุชฺฌิ ฯ ทุติยมฺปิ ขมาเปสิ ฯ ตติยวาเร ปน ตฺวํ มํ อิมํ อนาจารํ นีหราเปนฺตํ วาเรสิ คจฺฉถ เทฺวปิ ตุมฺเห อิมมฺหา นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา พาราณสิยํ อุกฺการภูมิยํ ตีณิ วสฺสานิ วสถาติ นาคภวนา นิกฺกฑฺฒาเปสิ ฯ เต ตตฺถ คนฺตฺวา วสึสุ ฯ อถ เต อุกฺการภูมิยํ อุทกปริยนฺเต โคจรํ ปริเยสมาเน คามทารกา ทิสฺวา ปหรนฺตา เลฑฺฑุทณฺฑาทโย ขิปนฺติ ฯ เก อิเม ปุถุลสีสา สูจินงฺคุฏฺฐา อุทกมณฺฑูกภกฺขาติ ๒- อาทีนิ วตฺวา อกฺโกสนฺติ ฯ จุลฺลททฺทโร จณฺฑผรุสตาย เตสํ ตํ อวมานํ อสหนฺโต ภาติก อิเม ทารกา อมฺเห ปริภวนฺติ อาสีวิสภาวํ โน น ชานนฺติ อหํ เอเตสํ อวมานํ สหิตุํ น สกฺโกมิ นาสาวาเตน เน นาเสยฺยามีติ ภาตรา
@เชิงอรรถ: ๑ สูรททฺทรรญฺโญ ฯ ๒ อุทกเทฑฺฑุภา ฯ สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อิมานิ มํ ททฺทร ตาปยนฺติ
วาจาทุรุตฺตานิ มนุสฺสโลเก
มณฺฑูกภกฺขา อุทกนฺตเสวี
อาสีวิสํ มํ อวิสา สปนฺตีติ ฯ
ตตฺถ ตาปยนฺตีติ ทุกฺขาเปนฺติ ฯ มณฺฑูกภกฺขา อุทกนฺตเสวีติ มณฺฑูกภกฺขาติ จ อุทกนฺตเสวีติ จ วทนฺตา เอเต อวิสา คามทารกา มํ อาสีวิสํ สมานํ สปนฺติ อกฺโกสนฺตีติ ฯ
ตสฺส วจนํ สุตฺวา มหาททฺทโร เสสคาถา อภาสิ
สกา รฏฺฐา ปพฺพาชิโต อญฺญํ ชนปทํ คโต
มหนฺตํ โกฏฺฐํ กยิราถ ทุรุตฺตานํ นิเธตเว
ยตฺถ โปสํ น ชานนฺติ ชาติยา วินเยน วา
น ตตฺถ มานํ กยิราถ วสํ อญฺญาตเก ชเน
วิเทสวาสํ วสโต ชาตเวทสเมนปิ
ขมิตพฺพํ สปญฺเญน อปิ ทาสสฺส ตชฺชิตนฺติ ฯ
ตตฺถ ทุรุตฺตานํ นิเธตเวติ ยถา ธญฺญานํ นิธานตฺถาย มหนฺตํ โกฏฺฐํ กตฺวา ปูเรตฺวา กิจฺเจ อุปฺปนฺเน ธญฺญํ พลญฺเชนฺติ เอวเมว วิเทสํ คโต อนฺโตหทเย ปณฺฑิโต โปโส ทุรุตฺตานํ นิธานตฺถาย มหนฺตํ โกฏฺฐํ กยิราถ ตตฺถ ตานิ ทุรุตฺตานิ นิทหิตฺวา ปุน อตฺตโน ปโหนกกาเล กตฺตพฺพํ กริสฺสติ ฯ ชาติยา วินเยน วาติ อยํ ขตฺติโย อยํ พฺราหฺมโณติ วา สีลวา พหุสฺสุโต คุณสมฺปนฺโนติ วา เอวํ ยตฺถ ชาติยา วินเยน วา น ชานนฺตีติ อตฺโถ ฯ มานนฺติ เอวรูปํ มํ ลามกโวหาเรน โวหรนฺติ น สกฺกโรนฺติ น ครุกโรนฺตีติ มานํ น กเรยฺย ฯ วสํ อญฺญาตเก ชเนติ อตฺตโน ชาติโคตฺตานิ อชานนฺตสฺส ชนสฺส สนฺติเก วสนฺโต ฯ วสโตติ วสตา ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ
เอวนฺเต ตตฺถ ตีณิ วสฺสานิ วสึสุ ฯ อถ เน ปิตา ปกฺโกสาเปสิ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย นีหฏมานา ชาตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โกธโน ภิกฺขุ อนาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา จุลฺลททฺทโร โกธโน ภิกฺขุ อโหสิ ฯ มหาททฺทโร ปน อหเมวาติ ฯ
ททฺทรชาตกํ จตุตฺถํ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗