ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สีลวีมังสชาดก
ชาดกที่ ๓๐๕ · จตุกกนิบาตชาดก · กาลิงควรรค

สีลวีมังสชาดก

ว่าด้วยความลับไม่มีในโลก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๑๘ · บรรทัด ๒๖๗๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสีลวีมังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบายเครื่องข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นตฺถิ โลเก รโห นาม ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน จักมีแจ้งในปัญจาลชาดก๑ เอกาทสนิบาต. ส่วนในชาดกนี้ มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้:- ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปอยู่ในภายในพระเชตวันวิหาร พากันตรึกกามวิตกในลำดับมัชฌิมยาม. พระศาสดาทรงตรวจดู ภิกษุทั้งหลายเป็นนิตยกาล ในเวลาทั้งปวงทั้งเวลากลางคืนและกลางวัน เหมือนคนมีตาข้างเดียวรักษาตา คนผู้มีบุตรคนเดียวรักษาบุตร จามรีชาติรักษาขนหางอ่อน ด้วยความไม่ประมาทฉะนั้น. ในกาลอันเป็นส่วนราตรี พระองค์ทรงตรวจดู ในพระเชตวันวิหาร ด้วยพระจักษุอันเป็นเพียงดังทิพย์ ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นประหนึ่งโจรอันเกิดขึ้นในภายในนิเวศน์ของพระเจ้าจักรพรรดิ จึงทรงปิดพระคันธกุฎีรับสั่งเรียกพระอานันทเถระมาแล้วตรัสว่า อานนท์เธอจงให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกัน ณ ภายในหอประชุมด้านสุด แล้วจงปูลาดอาสนะที่ประตูพระคันธกุฎี. พระอานันทเถระนั้นได้การทำอย่างนั้นแล้วกราบทูลพระศาสดาให้ทรงทราบ. พระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะที่พระอานนท์ปูลาดแล้วทรงเตือนภิกษุทั้งหลายโดยรวมหมดด้วยกัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย๑. บางแห่งว่า ปารันชาดกไม่กระทำบาปด้วยคิดว่า ชื่อว่าที่ลับในการทำบาปย่อมไม่มี อันภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ได้เป็นหัวหน้ามาณพ ๕๐๐ คน เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสีนั้นนั่นแหละ. ท่านอาจารย์มีธิดาผู้กำลังเจริญวัย ท่านจึงคิดว่า เราจักทดลองศีลของมาณพเหล่านี้ แล้วจักให้ธิดานั้นแก่มาณพผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเท่านั้น. วันหนึ่ง อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นเรียกมาณพทั้งหลายแล้วกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ธิดาของเราเจริญวัยแล้ว เราจักทำการวิวาหมงคลแก่เธอ ควรจะได้ผ้าและเครื่องอลังการเธอทั้งหลาย เมื่อพวกญาติของตน ๆ ไม่เห็น จงลักเอาผ้าและเครื่องอลังการมา ผ้าและเครื่องอลังการที่ใคร ๆ ไม่เห็นเท่านั้น เราจึงรับเอาผ้าและเครื่องอลังการที่ใคร ๆ เห็นแล้วเอามา เราจะไม่รับ. มาณพเหล่านั้นรับคำจำเดิมแต่นั้นมา เมื่อพวกญาติไม่ทันเห็น จึงจักนำเอาผ้าและเครื่องประดับทั้งหลายมา. อาจารย์ก็วางสิ่งของที่พวกมาณพนำมา ๆ ไว้เป็นพวก ๆ. พระโพธิสัตว์ไม่นำอะไร ๆ มาเลย. ที่นั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เธอเล่าไม่ไปนำอะไร ๆ มาหรือ. พระโพธิสัตว์กล่าวร่า ขอรับท่านอาจารย์. อาจารย์ถามว่าเพราะอะไรพ่อ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านไม่รับของที่เอามา เมื่อใคร ๆ เห็น แม้กระผมก็ไม่เห็นที่ลับในการทำบาป เมื่อจะแสดงความจึงกล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :ข้อว่าที่ลับในโลก ย่อมไม่มีแก่คนผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่าเป็นความลับ. ข้าพเจ้าย่อมไม่เห็นที่ลับ หรือแม้ที่ว่างเปล่าก็ไม่มี ในที่ใดว่างเปล่า ข้าพเจ้าไม่เห็นใคร ที่นั้นก็ย่อมไม่ว่างเปล่าจากตัวข้าพเจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโห ได้แก่ ที่กำบัง. บทว่าวนภูตานิ ได้แก่ ทั้งเกิดและมีอยู่ในป่า. บทว่า ตํ พาโล ความว่าคนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่า เราทำในที่ลับ . ด้วยบทว่า สุญฺํ วาปิ นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า แม้ที่ที่ว่างเปล่าจากสัตว์ทูลหลายไม่มี. อาจารย์เลื่อมใสต่อพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ ในเรือนของเราไม่มีทรัพย์สินอะไร แต่เรามีความประสงค์จะให้ธิดาของเราแก่ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีล เมื่อจะทดลองมาณพทั้งหลายเหล่านั้น จึงได้ทำอย่างนี้ ธิดาของเราเหมาะสมแก่ท่านเท่านั้น แล้วประดับตกแต่งธิดามอบให้แก่พระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวกะมาณพทั้งหลายนอกนี้ว่า สิ่งของที่พวกเธอนำมาแล้ว ๆ จงนำไปยังเรือนของเธอทั้งหลายเถิด. พระศาสดาตรัส ดังนั้นแล มาณพผู้ทุศีลเหล่านั้น จึงไม่ได้สตรีนั้น เพราะความที่ตนเป็นคนทุศีล มาณพผู้เป็นบัณฑิตคนเดียวเท่านั้นได้ เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีล พระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :มาณพผู้ใหญ่ ๖ คนนั้น คือ ทุชัจจะ ๑สุชัจจะ ๑ จัณฑะ ๑ สุขวัจฉิตะ ๑ เวชฌสันธะ ๑ สีลี ๑ มีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย. ส่วนพราหมณ์มาณพ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง มีปัญญา มีความเพียรเครื่องก้าวไปในสัจจธรรม ตามรักษาธรรมอยู่ จะพึงละสตรีลาภเสียอย่างไรเล่า. ในพระคาถานั้น พระศาสดาทรงถือเอาชื่อของมาณพผู้ใหญ่๖ คน มีอาทิว่า มาณพทุชัจจะ ดังนี้. พระองค์ไม่ทรงระบุชื่อของมาณพทั้งหลายที่เหลือ จึงตรัสโดยรวมเอาทั้งหมดทีเดียวว่า มาณพเหล่านั้นมีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ได้แก่ มาณพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะคือการได้เฉพาะสตรี. บทว่า ชหุมตฺถิกา ตัดบทเป็น ชหุํ อตฺถิกา แปลเหมือนในคาถา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. ส่วน ม อักษรท่านกล่าวด้วยอำนาจการเชื่อมพยัญชนะ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า มาณพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นผู้มีความต้องการธิดาของอาจารย์นั้นเท่านั้น พากันละสภาวะคือการได้เฉพาะสตรีนั้น เพราะความที่ตนเป็นคนทุศีล. บทว่า พฺราหฺมโณ จ ความว่าส่วนพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลนอกนี้ บทว่า กถํ ชเห ความว่าเพราะเหตุไร จักละการได้สตรีนั้น บทว่า สพฺพธมฺมานํ ความว่าในที่นี้ ศีล ๕ ศีล ๘ สุจริต ๓ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่าธรรมทั้งปวงพราหมณ์มาณพนั้น ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปารคูผู้ถึงฝั่ง. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันมีประการดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ซึ่งพราหมณ์มาณพคุ้มครอง คือ รักษาอยู่ บทว่าธิติมา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญารักษาศีล. บทว่า สจฺจนิกฺกโม ได้แก่ เป็นผู้มีสัจจะเป็นสภาวะ คือ ประกอบด้วยความเพียรเครื่องก้าวไปในศีลธรรมตามที่กล่าวแล้ว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นตั้งอยู่ในพระอรหัต. แล้วทรงประชุมชาดกว่า อาจารย์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรส่วนมาณพผู้บัณฑิตได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๐๗–๔๑๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

sīlavīmaṃsajātakaṃ

natthi loke raho nāmāti idaṃ satthā jetavane viharanto kilesaniggahaṃ ārabbha kathesi.

Vatthu ekādasanipāte pañcālajātake 1- āvibhavissati. Ayaṃ panettha saṅkhepattho. Pañcasatā bhikkhū antojetavane vasantā majjhimayāmasamanantare kāmavitakkaṃ vitakkayiṃsu. Satthā sabbarattindivaṃ sabbakāle yathā ekacakkhuko cakkhuṃ ekaputto puttaṃ cāmarī bālaṃ appamādena rakkhati evaṃ niccakālaṃ bhikkhū oloketi. So

@Footnote: 1 pānīyajātake. Rattibhāge dibbacakkhunā jetavane olokento cakkavattirañño antonivesane uppannacore viya te bhikkhū disvā gandhakuṭiṃ vivaritvā ānandattheraṃ pakkositvā ānanda antokoṭisanthāre bhikkhū sannipātetvā gandhakuṭidvāre āsanaṃ paññapehīti āha. So tathā katvā satthu paṭivedesi. Satthā paññattāsane nisīditvā sabbasaṅgāhikavasena āmantetvā bhikkhave porāṇakapaṇḍitā pāpakaraṇe raho nāma natthīti pāpaṃ na kariṃsūti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto tattheva bārāṇasiyaṃ disāpāmokkhassa ācariyassa santike pañcamāṇavasatānaṃ jeṭṭhako hutvā sippaṃ uggaṇhati. Ācariyassa vayappattā dhītā atthi. So cintesi imesaṃ māṇavakānaṃ sīlaṃ vīmaṃsitvā sīlasampannasseva taṃ dassāmīti. So ekadivasaṃ māṇave āmantetvā tātā mayhaṃ dhītā vayappattā vivāhamassā karissāmi vatthālaṅkāraṃ laddhuṃ vaṭṭati tumhe attano ñātakānaṃ apassantānaṃ thenetvā vatthālaṅkāraṃ āharatha kenaci adiṭṭhameva gaṇhāmi dassetvā ābhataṃ na gaṇhāmīti āha. Te sādhūti sampaṭicchitvā tato paṭṭhāya ñātakānaṃ apassantānaṃ thenetvā vatthapilandhanādīnī āharanti. Ācariyo ābhatābhataṃ visuṃ visuṃ ṭhapesi. Bodhisatto na kiñci āhari. Atha naṃ ācariyo āha tvaṃ pana tāta gantvā na kiñci Āharasīti. Āma ācariyāti. Kasmā tātāti. Tumhe kassaci passantassa ābhataṃ na gaṇhatha ahampi pāpakammakaraṇe raho na passāmīti dīpento imā dve gāthā āha

natthi loke raho nāma pāpakammaṃ pakubbato

passanti vanabhūtāni taṃ bālo maññate raho

ahaṃ raho na passāmi suññaṃ vāpi na vijjati

yattha suññaṃ 1- na passāmi asuññaṃ hoti taṃ mayāti.

Tattha rahoti paṭicchannaṭṭhānaṃ. Vanabhūtānīti vane nibbattabhūtāni. Taṃ bāloti taṃ pāpakammaṃ raho mayā katanti bālo maññati. Suññaṃ vāpīti yaṃ vā ṭhānaṃ sattehi suññaṃ tucchaṃ bhaveyya tampi natthīti āha.

Ācariyo tassa pasīditvā tāta na mayhaṃ gehe dhanaṃ natthi ahaṃ pana sīlasampannassa dhītaraṃ dātukāmo ime māṇavake vīmaṃsanto evamakāsiṃ mama dhītā tuyhaṃyeva anucchavikāti dhītaraṃ alaṅkaritvā bodhisattassa adāsi. Sesamāṇavake tumhehi ābhatābhataṃ tumhākaṃ gehameva nethāti āha.

Satthā iti kho bhikkhave te dussīlamāṇavā attano dussīlatāya taṃ itthiṃ na labhiṃsu itaro paṇḍitamāṇavo sīlasampannatāya labhīti vatvā abhisambuddho hutvā itarā dve gāthā abhāsi

@Footnote: 1 aññaṃ.

Dujjacco ca sujacco 1- ca caṇḍo 2- ca sukhavacchito 3-

vejjhasandho ca sīlī ca 4- te dhammaṃ jahumatthikā

brāhmaṇo ca kathaṃ jahe sabbadhammāna pāragū

yo dhammaṃ anupāleti dhitimā saccanikkamoti.

Tattha dujjaccoti ādayo cha jeṭṭhakamāṇavā tesaṃ nāmaṃ gaṇhi. Avasesānaṃ nāmaṃ aggahetvā sabbasaṅgāhikavaseneva te dhammaṃ jahumatthikāti āha. Tattha teti sabbepi te māṇavā. Dhammanti itthīpaṭilābhasabhāvaṃ. Jahumatthikāti jahuṃ atthikāti. Ayameva vā pāṭho. Makāro pana byañjanasandhivasena vutto. Idaṃ vuttaṃ hoti sabbepi te māṇavā tāya atthikāva hutvā attano dussīlatāya taṃ itthīpaṭilābhasabhāvaṃ jahiṃsu. Brāhmaṇo cāti itaro pana sīlasampanno brāhmaṇo. Kathaṃ jaheti kena kāraṇena taṃ itthīpaṭilābhaṃ jahissati. Sabbadhammānanti imasmiṃ ṭhāne lokiyāni pañca sīlāni aṭṭha sīlāni tīṇi sucaritāni sabbadhammā nāma tesaṃ so pāragatoti pāragū. Dhammanti vuttappakārameva dhammaṃ yo pāleti rakkhati. Dhitimāti sīlarakkhanadhitiyā samannāgato. Saccanikkamoti saccasabhāvabhūto 5- yathāvutte sīladhamme nikkamena samannāgato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ

@Footnote: 1 ajacco . 2 nando . 3 sukhavacchano . 4 vajjho addhuvasīlo ca . 5 sacce

@sabhāvabhūte. Samodhānesi. Saccapariyosāne tāni pañca bhikkhusatāni arahatte patiṭṭhahiṃsu. Tadā ācariyo sārīputto ahosi. Paṇḍitamāṇavo pana ahamevāti.

Sīlavīmaṃsajātakaṃ pañcamaṃ

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๐๔. ทัททรชาดกชาดกถัดไป๓๐๖. สุชาตาชาดก