สุชาตาชาดก
ว่าด้วยได้รับโทษเพราะประมาท
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๒๒ · บรรทัด ๒๖๘๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึอณฺฑภา อิเม เทว ดังนี้. ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระราชาได้มีการวิวาทโต้เถียงเรื่องสิริกับพระนางมัลลิกาเทวี. บางอาจารย์กล่าวว่า ทรงทะเลาะเรื่องที่บรรทมดังนี้ก็มี. พระราชาทรงกริ้วถึงกับไม่สนพระทัยกับพระนาง. ฝ่ายพระนางมัลลิกาเทวีก็ทรงพระดำริว่า พระศาสดาเห็นจะไม่ทรงทราบว่าพระราชาทรงพิโรธเรา. แม้พระศาสดาก็ทรงทราบ ทรงดำริว่าจักกระทำพระราชาและพระเทวีนี้ให้สมัครสมานกัน ในเวลาเช้าจึงทรงนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร มีภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นบริวาร เสด็จเข้ากรุงสาวัตถีแล้วได้เสด็จไปที่ประตูพระราชนิเวศน์. พระราชาทรงรับบาตรของพระตถาคตแล้วทูลนิมนต์เสด็จเข้าพระนิเวศน์ ให้ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทรงนำข้าวยาคูและของควรเคี้ยวมาถวาย. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรแล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระเทวีเสด็จไปไหน. พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์อะไรด้วยพระเทวีนั้นผู้มัวเมาด้วยยศของตน. พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงประทานยศยกมาตุคามขึ้นด้วยพระองค์เอง แล้วไม่ทรงอดโทษความผิดที่พระเทวีนั้นกระทำ ดูไม่สมควร. พระราชาทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกพระเทวีมา. พระเทวีเสด็จมาทรงอังคาสพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า ควรที่พระองค์ทั้งสองจะเป็นผู้สามัคคีปรองดองกันและกัน ได้ตรัสพรรณนาสามัคคีรสแล้ว เสด็จหลีกไป. จำเดิมแต่นั้น พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ก็ทรงอยู่ด้วยความสามัคคีปรองดองกัน. ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาได้ทรงกระทำพระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ให้สมัครสมานกัน ด้วยพระดำรัสข้อเดียวเท่านั้น พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราตถาคตก็ได้ทำให้ท้าวเธอทั้งสองนี้มีความสามัคคีปรองดองกัน ด้วยวาทะข้อเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สั่งสอนอรรถธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตนั้น อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดบานพระแกรใหญ่ได้ประทับทอดพระเนตรพระลานหลวง. ขณะนั้น ธิดาคนเก็บผักคนหนึ่ง มีรูปสวย ตั้งอยู่ในประถมวัย เทินกระเช้าพุทราไว้บนศีรษะ. เดินร้องขายไปทางหน้าพระลานหลวงว่า ซื้อพุทราเจ้าข้า ซื้อพุทราเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับเสียงของนางนั้นแล้วทรงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ ทรงทราบว่านางยังไม่มีสามี. จึงรับสั่งให้เรียกมาแล้วทรงตั้งนางนั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี แล้วได้ประทานยศอันยิ่งใหญ่แก่นาง. นางนั้นได้เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระราชา. อยู่มาวันหนึ่งพระราชาประทับนั่งหยิบผลพุทราในจานทองเสวยอยู่ พระสุชาดาเทวีได้ทรงเห็นพระราชาเสวยผลพุทรา เมื่อจะทูลถามว่า ข้าแต่มหาราช นี่คือผลอะไร พระองค์ทรงเสวยอยู่ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พระราชสามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่เก็บไว้ในจานทองนี้ เป็นไข่อะไร ลูกกลมเกลี้ยงมีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์ถึงสิ่งนั้น ขอพระองค์ตรัสบอกด้วย. ด้วยบทว่า กิอณฺฑกา นี้ ในคาถานั้น พระนางสุชาดาเทวีทูลว่า นี้ชื่อผลอะไร แต่เป็นดุจไข่ โดยมันกลม. บทว่า กํสมลฺลเก ได้แก่ ในจานทองคำ. บทว่า อุปโลหิตกา แปลว่า มีสีแดง บทว่า วคฺคู ได้แก่ งาม คือไม่มีมลทิน. พระราชาทรงกริ้วตรัสว่า นางแม่ค้าพุทราสุก ลูกสาวคนเก็บผัก ช่างไม่รู้จัก แม้ผลพุทราอันเป็นของประจำตระกูลของตน แล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :ดูก่อนพระเทวี เมื่อก่อนเธอเป็นหญิงหัวโล้นนุ่งผ้าท่อนเก่า ๆ จับท่อพก เลือกเก็บผลไม้ใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทานอยู่ ณบัดนี้ เป็นผลไม้นั้น เป็นผลไม้ประจำตระกูลของเธอ. หญิงทรามเมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์ โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมละเขาไปเสียสิ้น หญิงนี้จักเลือกเก็บผลไม้ประจำตระกูลได้ในที่ใด ท่านทั้งหลายจงช่วยนำหญิงนั้นคืนไปไว้ในที่นั้นนั่นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณฺฑุ แปลว่า เป็นผู้มีศีรษะโล้นบทว่า นนฺตกวาสินี ได้แก่ ผู้นุ่งผ้าท่อนเก่า. บทว่า อจฺฉงฺคหตฺถา ปจินาสิ ความว่า เธอเข้าดงเอาขอเหนี่ยวกิ่งลงมา เอามือหยิบผลที่เลือกเก็บแล้วเป็นผู้จับห่อพก โดยใส่เข้าไปในพกเลือกคัดเก็บเอาไป. บทว่า ตสฺสา เต โกลิยํ ผลํ ความว่า เมื่อเธอนั้นเลือกเก็บอยู่อย่างนี้ บัดนี้ เรากินผลไม้ใด ผลไม้นี้เป็นผลไม้ประจำตระกูล คือเป็นผลไม้ที่ตระกูลให้เธอ. บทว่า อุทยฺหเต น รมติความว่า หญิงลามกนี้เมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์เหมือนโยนลงในโลหกุมภีนรก. บทว่า โภคา ได้แก่ ราชโภคทรัพย์ย่อมละหญิงนี้ผู้ไม่มีบุญ. ด้วยบทว่า ยตฺถ โลกํ ปจิสฺสติ นี้พระราชาตรัสว่า หญิงนี้ไปในที่ใด แล้วเลือกเก็บพุทรานั่นแหละค้าขายเลี้ยงชีวิตได้อีก ท่านทั้งหลายจงนำหญิงนั้นไปในที่นั้นนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์คิดว่า เว้นเราเสีย คนอื่นจักไม่สามารถทำท้าวเธอทั้งสองนี้ให้สามัคคีปรองดองกัน เราจักทูลให้พระราชาทรงยินยอมแล้วกระทำมิให้ขับไล่พระเทวีนี้ไป จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ข้าแต่มหาราช โทษผิดเหล่านี้ ย่อมมีแก่นารีผู้ได้รับยศ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระองค์โปรดอดโทษแก่พระนางสุชาดา ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้เลย. คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช โทษเพราะความประมาทเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ ย่อมมีเฉพาะแก่นารีผู้ได้รับยศ การแต่งตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งสูงเห็นปานนี้ แล้วไม่ทรงอดโทษผิดมีประมาณเท่านี้ ณ บัดนี้ ดูจะไม่สมควรแก่พระองค์ ข้าแต่สมมติเทพ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์ได้โปรดอดโทษ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นใหญ่ในพลรถ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ทรงพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้. พระราชาทรงอดกลั้นความผิดนั้นแก่พระเทวี เพราะถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้น จึงทรงแต่งตั่งไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นเอง. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ด้วยความสมัครสมานปรองดองกันแล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าโกศลพระนางสุชาดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระนางมัลลิกา ส่วนอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๑๓–๔๑๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
sujātājātakaṃ
kiṃaṇḍakā ime devāti idaṃ satthā jetavane viharanto mallikaṃ deviṃ ārabbha kathesi.
Ekadivasaṃ kira rañño tāya saddhiṃ sirivivādo ahosi. Sayanakalahotipi vadantiyeva. Rājā kujjhitvā tassā atthibhāvampi na jānāti. Mallikā devīpi satthā rañño mayi kuddhabhāvaṃ na jānāti maññeti cintesi. Satthāpi ñatvā imesaṃ samaggabhāvaṃ karissāmīti pubbaṇhasamayaṃ nivāsetvā pattacīvaramādāya pañcabhikkhusataparivāro sāvatthiyaṃ pavisitvā rājadvāraṃ agamāsi. Rājā tathāgatassa pattaṃ gahetvā nivesanaṃ pavesetvā paññattāsane nisīdāpetvā buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa dakkhiṇodakaṃ datvā yāgukhajjakaṃ āhari. Satthā pattaṃ hatthena pidahitvā mahārāja kahaṃ devīti āha. Kiṃ bhante tāya attano yasena mattāyāti. Mahārāja sayameva yasaṃ datvā mātugāmaṃ ukkhipitvā tāya katassa aparādhassa asahanaṃ nāma na yuttanti. Rājā satthu vacanaṃ sutvā taṃ pakkosāpesi. Sā satthāraṃ parivisi. Satthā aññamaññaṃ Samaggehi bhavituṃ vaṭṭatīti sāmaggīrasavaṇṇaṃ kathetvā pakkāmi. Tato paṭṭhāya ubho samaggasaṃvāsaṃ vasiṃsu. Bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso satthā ekavacaneneva ubho samagge akāsīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepāhaṃ ete ekavādeneva samagge akāsinti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tasseva atthadhammānusāsako amacco ahosi. Athekadivasaṃ rājā mahāvātapānaṃ vivaritvā rājaṅgaṇaṃ olokayamāno aṭṭhāsi. Tasmiṃ khaṇe ekā paṇṇikadhītā abhirūpā paṭhamavaye ṭhitā badarapacchiṃ sīse katvā badarāni gaṇhatha badarāni gaṇhathāti vadamānā rājaṅgaṇena gacchati. Rājā tassā saddaṃ sutvā paṭibaddhacitto hutvā assāmikabhāvaṃ ñatvā pakkosāpetvā taṃ aggamahesiṭṭhāne ṭhapetvā mahantaṃ yasaṃ adāsi. Sā rañño piyā manāpā ahosi. Athekadivasaṃ rājā suvaṇṇataṭṭake badarāni gahetvā khādanto nisīdi. Sujātā devī rājānaṃ badarāni khādantaṃ disvā mahārāja kiṃ nāmetaṃ tumhe khādathāti pucchantī paṭhamaṃ gāthamāha
kiṃaṇḍakā ime deva nikkhittā kaṃsamallake
upalohitakā vaggū taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Tattha kiṃaṇḍakāti kiṃphalāni nāmetāni parimaṇḍalavasena pana aṇḍakāti āha. Kaṃsamallaketi sovaṇṇataṭṭake. Upalohitakāti rattavaṇṇā. Vaggūti pokkhā 1- nimmalā.
Rājā kujjhitvā badarapakkabāṇijake paṇṇikagahapatikassa dhīte attano kulasantakāni badarānipi na jānāsīti vatvā dve gāthā abhāsi
yāni pure tuvaṃ devi bhaṇḍu nantakavāsinī
ucchaṅgahatthā pacināsi tassā te koliyaṃ phalaṃ
udayhate na ramati bhogā vippajahanti taṃ
tattheva taṃ paṭinetha yattha kolaṃ pacissatīti.
Tattha bhaṇḍūti muṇḍasīsā hutvā. Nantakavāsinīti jiṇṇapilotikanivatthā. Ucchaṅgahatthā pacināsīti aṭaviṃ pavisitvā aṅkusakena sākhaṃ onāmetvā ocitocitaṃ hatthena gahetvā ucchaṅge pakkhipanavasena ucchaṅgahatthā hutvā pacināsi ocināsi. Tassā te koliyaṃ phalanti tassā tava evaṃ pacinantiyā yaṃ mayaṃ idāni khādāma idaṃ koliyaṃ kuladattiyaṃ phalanti attho. Udayhate na ramatīti ayaṃ jammī imasmiṃ rājakule vasamānā lohakumbhiyaṃ pakkhittā viya dayhati nābhiramati. Bhogāti rājabhogā imaṃ alakkhikaṃ vippajahanti. Yattha kolaṃ pacissatīti yattha gantvā puna badarameva pacinitvā vikkīṇantī jīvitaṃ kappessati tattheva naṃ nethāti vadati.
Bodhisatto ṭhapetvā maṃ añño ime samagge kātuṃ na sakkhissati rājānaṃ saññāpetvā imissā anikkaḍḍhanaṃ karissāmīti
@Footnote: 1 vokkhā. Cintetvā catutthaṃ gāthamāha
honti hete mahārāja iddhippattāya nāriyā
khama deva sujātāya māssā kujjha rathesabhāti.
Tassattho mahārāja ete evarūpā pamādadosā yasaṃ pattāya nāriyā hontieva evarūpe uccaṭṭhāne ṭhapetvā idāni ettakassa aparādhassa asahanaṃ na yuttaṃ tumhākaṃ tasmā khama deva etissā sujātāya mā kujjhi rathesabha rathajeṭṭhakāti attho.
Rājā tassa vacanena deviyā taṃ aparādhaṃ sahitvā yathāṭṭhāneyeva ṭhapeti. Tato paṭṭhāya ubho samaggasaṃvāsaṃ vasiṃsūti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā bārāṇasīrājā kosalarājā ahosi sujātā mallikā amacco pana ahamevāti.
Sujātājātakaṃ chaṭṭhaṃ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗