ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปลาสชาดก
ชาดกที่ ๓๐๗ · จตุกกนิบาตชาดก · กาลิงควรรค

ปลาสชาดก

ว่าด้วยขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๒๖ · บรรทัด ๒๖๙๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปลาสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาทรงบรรทม ณ เตียงปรินิพพาน ทรงปรารภพระอานันทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อเจตนํ พฺราหฺมณ อสุณนฺตํ ดังนี้. ได้ยินว่า ท่านผู้มีอายุนั้น ทราบว่า ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งแห่งราตรีวันนี้ พระศาสดาจักปรินิพพาน ก็นึกถึงตนว่า ก็เราแลยังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำ แต่พระศาสดาของเราจักปรินิพพานการอุปัฏฐากบำรุงที่เรากระทำแก่พระศาสดามาตลอดเวลา ๒๕ ปี น่าจักไร้ผลถูกความเศร้าโศกครอบงำ จึงเหนี่ยวไม้สลักประตูห้องน้อยในอุทยานร้องไห้อยู่. พระศาสดาเมื่อไม่ทรงเห็นท่านพระอานนท์ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน ครั้นได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาประทานโอวาท แล้วตรัสว่าอานนท์ เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว จงหมั่นประกอบความเพียรเธอจักหมดอาสวะโดยเร็วพลัน เธออย่าได้คิดเสียใจไปเลย การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เราในบัดนี้ เพราะเหตุไรเล่าจักไร้ผล การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เรา แม้ในกาลที่เรายังไม่มีราคะเป็นต้น ในชาติก่อนก็ยังมีผล แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาต้นทองกวาว ในที่ไม่ใกล้พระนครพาราณสี. ในกาลนั้น ชาวเมืองพาราณสี พากันถือเทวดามงคล จึงขวนขวายในการทำพลีกรรมเป็นต้นเป็นนิตยกาล. ครั้งนั้น มีพราหมณ์เข็ญใจคนหนึ่งคิดว่า แม้เราก็จักปรนนิบัติเทวดาองค์หนึ่ง จึงทำโคนต้นทองกวาวใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งยืนต้นอยู่ในพื้นที่สูงให้ราบเตียนปราศจากหญ้า แล้วล้อมรั้ว เกลี่ยทรายปัดกวาด แล้วเจิมด้วยของหอมที่ต้นไม้ บูชาด้วยดอกไม้ ของหอมและธูป ตามประทีปแล้วกล่าวว่า ท่านจงอยู่เป็นสุขสบาย แล้วทำประทักษิณต้นไม้แล้วหลีกไป. เช้าตรู่วันที่สองพราหมณ์นั้นไปถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย. อยู่มาวันหนึ่ง รุกขเทวดาคิดว่า พราหมณ์นี้ปฏิบัติเรายิ่งนัก เราจักทดลองพราหมณ์นั้นดู แกปฏิบัติบำรุงเราด้วยเหตุอันใด ก็จักให้เหตุอันนั้น เมื่อพราหมณ์นั้นมาปัดกวาดโคนไม้ จึงยืนอยู่ใกล้ ๆ ด้วยเพศของพราหมณ์แก่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่าต้นทองกวาวนี้ไม่มีจิตใจ ไม่ได้ยินเสียงและไม่รู้สึกอะไร เพราะเหตุไรท่านจึงเพียรพยายาม มิได้มีความประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่เสมอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุณนฺตํ แปลว่า ไม่ได้ยินเสียงได้แก่ ชื่อว่าไม่ได้ยินเสียง เพราะไม่มีเจตนาเลย. บทว่า ชาโนแปลว่า รู้อยู่ ได้แก่ ท่านเป็นผู้รู้อยู่. บทว่า ธุวํ อปฺปมตฺโต แปลว่า ไม่มีความประมาทเป็นนิจ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิตย์. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ต้นทองกวาวใหญ่ปรากฏไปในที่ไกลตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทองกวาวนี้ และเทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้ด้วย เพราะเหตุแห่งทรัพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุโต ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ต้นไม้นี้ปรากฏไปในที่ไกล มิใช่ปรากฏอยู่ในที่ใกล้ ๆ. บทว่า พฺรหาว แปลว่า ใหญ่. บทว่า เทเส ิโต ได้แก่ ยืนต้นอยู่ในภูมิประเทศอันสูง ราบเรียบ. บทว่า ภูตนิวาสรูโป ได้แก่มีสภาวะเป็นที่อยู่อาศัยของเทวดา คือ เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่จักสิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้แน่. บทว่า เต จ ธนสฺส เหตุ ความว่า เรานอบน้อมต้นไม้นี้ และเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นี้ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ มิใช่เพราะไม่มีเหตุ. รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้น มีความเลื่อมใสพราหมณ์ จึงปลอบ. โยนพราหมณ์นั้นให้เบาใจว่า พราหมณ์ เราเป็นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ ท่านอย่ากลัวไปเลยเราจะให้ทรัพย์แก่ท่าน แล้วยืนในอากาศที่ประตูวิมานของตน ด้วยเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวคาถา ๒คาถานอกนี้ว่า :ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นมาเพ่งถึงความกตัญญู จักทำการทดแทนคุณท่านตามสมควรแก่อานุภาพ การที่ท่านดิ้นรนมายังสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย จะพึงเปล่าประโยชน์ได้อย่างไรเล่า. ไม้เลียบต้นใด อยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับเขาล้อมไว้ มหาชนเคยบูชายัญกันมาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแล ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถามุภาวํ ได้แก่ ตามสามารถคือ ตามกำลัง. บทว่า ภตญฺญุตํ ความว่า รู้คุณที่ท่านทำไว้แก่เราชื่อว่าเพ่งถึงความกตัญญูซึ่งมีอยู่ในตนนั้น. บทว่า อาคมฺม แปลว่ามาแล้ว บทว่า สตํ สกาเส ได้แก่ ในสำนักของสัตตบุรุษทั้งหลาย. บทว่า โมฆา แปลว่า เปล่า. บทว่า ปริยนฺทิตานิ ความว่าดิ้นรนด้วยวาจาด้วยการถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย และดิ้นรนด้วยกายด้วยการทำการปัดกวาดเป็นต้น จักไม่เป็นผลแก่ท่านได้อย่างไร. บทว่า โย ตินฺทุรุกฺขสฺส ความว่า รุกขเทวดายืนที่ประตูวิมานนั่นแหละ เหยียดมือแสดงว่า ต้นเลียบนั้นได้ตั้งอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ. ในบทว่า ปริวาริโต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :ที่โคนต้นเลียบนั้น ต้นเลียบนี้ชื่อว่า เขาล้อมไว้ เพราะเขาฝังทรัพย์ไว้รอบโคนต้นไม้นั้น ชื่อว่า เขาเคยบูชายัญ เพราะทรัพย์เกิดขึ้นแก่พวกเจ้าของตนแรก ๆ ด้วยอำนาจยัญที่เขาบูชาแล้วในกาลก่อนชื่อว่ายิ่งใหญ่ เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยมีหม้อขุมทรัพย์มิใช่น้อยชื่อว่าเขาฝังไว้ ชื่อว่าไม่มีทายาท เพราะบัดนี้ทายาททั้งหลายไม่มี. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ขุมทรัพย์ใหญ่นี้เราฝังไว้ โดยหม้อขุมทรัพย์เอาคอจดคอติด ๆ กันรอบโคนต้นไม้นี้ ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไป จงขุดขุมทรัพย์นั้นเอาไป. ก็แหละเทวดานั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทแก่พราหมณ์ว่า พราหมณ์ ท่านขุดเอาขุมทรัพย์นั้นไปจักลำบากเหน็ดเหนื่อย ท่านจงไปเถิด เราเองจักนำขุมทรัพย์นั้นไปยังเรือนของท่านแล้วจักฝังไว้ ณ ที่โน้นและที่โน้น ท่านจงใช้สอยทรัพย์นั้นจนตลอดชีวิต จงให้ทาน รักษาศีลเถิด แล้วยังทรัพย์นั้นให้ไปประดิษฐานอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้น ด้วยอานุภาพของตนพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๒๐–๔๒๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

palāsajātakaṃ

acetanaṃ brāhmaṇa asuṇantanti idaṃ satthā parinibbānamañce nipanno ānandattheraṃ ārabbha kathesi.

So hāyasmā ajja rattiyā paccūsasamaye satthā parinibbāyissatīti ñatvā ahañcamhi sekho sakaraṇīyo satthu ca me parinibbānaṃ bhavissati pañcavīsati vassāni satthu kataṃ upaṭṭhānaṃ nipphalaṃ bhavissatīti sokābhibhūto uyyānovarake kapisīsaṃ ālambitvā parodi. Satthā taṃ apassanto kahaṃ bhikkhave ānandoti pucchitvā tamatthaṃ sutvā taṃ pakkosāpetvā ovaditvā katapuññosi tvaṃ ānanda padhānamanuyuñja khippaṃ hohisi anāsavo mā cintayi idāni tayā mama kataṃ upaṭṭhānaṃ kiṃkāraṇā nipphalaṃ bhavissati yassa te pubbe sarāgādikālepi mama kataṃ upaṭṭhānaṃ nipphalaṃ nāhosīti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto bārāṇasito avidūre palāsarukkhadevatā hutvā nibbatti. Tadā bārāṇasīvāsino devatāmaṅgalikā ahesuṃ niccaṃ balīkaraṇādīsu payuttā. Atheko duggatabrāhmaṇo ahampekaṃ devataṃ paṭijaggissāmīti ekassa unnatappadese ṭhitassa mahato palāsarukkhassa mūlaṃ samaṃ nittiṇaṃ katvā parikkhipitvā vālukaṃ okīritvā sammajjitvā rukkhe gandhapañcaṅgulikāni datvā mālāgandhadhūpehi pūjetvā dīpaṃ jāletvā sukhaṃ sayathāti vatvā rukkhaṃ padakkhiṇaṃ katvā pakkamati. Dutiyadivase pātova gantvā sukhaseyyaṃ pucchati. Athekadivasaṃ rukkhadevatā cintesi ayaṃ brāhmaṇo ativiya maṃ paṭijaggati imaṃ brāhmaṇaṃ vīmaṃsitvā yena kāraṇena maṃ paṭijaggi taṃ dassāmīti. Sā tasmiṃ brāhmaṇe āgantvā rukkhamūle sammajjante mahallakabrāhmaṇavesena samīpe ṭhatvā paṭhamaṃ gāthamāha

acetanaṃ brāhmaṇa asuṇantaṃ

jāno ajānantaṃ imaṃ palāsaṃ

Āraddhaviriyo dhuvaṃ appamatto

sukhaseyyaṃ pucchasi kissa hetūti.

Tattha asuṇantanti acetanattāva asuṇantaṃ. Jānoti tuvaṃ jānamāno hutvā. Dhuvaṃ appamattoti niccaṃ appamatto.

Taṃ sutvā brāhmaṇo dutiyaṃ gāthamāha

dūre suto ceva brahāva rukkho

dese ṭhito bhūtanivāsarūpo

tasmā namassāmi imaṃ palāsaṃ

ye cettha bhūtā te ca dhanassa hetūti.

Tattha dūre sutoti brāhmaṇa ayaṃ rukkho dūre suto vissuto na āsannaṭṭhāneyeva pākaṭo. Brahāvāti mahantova. Dese ṭhatoti unnate same bhūmippadese ṭhito. Bhūtanivāsarūpoti devatānivāsanasabhāvo addhā ettha mahesakkhā devatā nivuṭṭhā bhavissati. Te ca dhanassa hetūti imañca rukkhaṃ ye cettha rukkhe nivuṭṭhabhūtā te ca dhanassa hetu namassāmi na nikkāraṇāti.

Taṃ sutvā rukkhadevatā brāhmaṇassa pasannā ahaṃ brāhmaṇa imasmiṃ rukkhe nivuṭṭhadevatā mā bhāyi dhanaṃ te dassāmīti taṃ assāsetvā attano vimānadvāre mahantena devatānubhāvena ākāse ṭhatvā itarā dve gāthā abhāsi

so te karissāmi yathānubhāvaṃ

kataññutaṃ brāhmaṇa pekkhamāno

Kathaṃ hi āgamma sataṃ sakāse

moghā te assu pariphanditāni

yo tindurukkhassa paro pilakkho

parivārito pubbayañño uḷāro

tasseva mūlasmi nidhī nikhāto

adāyādo gaccha naṃ uddharāhīti.

Tattha yathānubhāvanti yathāsatti yathābalaṃ. Kataññutanti tayā mayhaṃ kataṃ guṇaṃ jānanto taṃ attani vijjamānaṃ kataññutaṃ pekkhamāno. Āgammāti āgantvā. Sataṃ sakāseti sappurisānaṃ santike. Moghāti moghāni. Pariphanditānīti sukhasayanapucchanavasena vācāphanditāni sammajjanādikaraṇena kāyaphanditāni ca tava kathaṃ aphalāni bhavissanti. Yo tindurukkhassāti yo eso tindukarukkhassa parato pilakkharukkho ṭhitoti vimānadvāre ṭhitāva hatthaṃ pasāretvā dasseti. Parivāritoti ādīsu tassa pilakkharukkhassa mūle esa taṃ rukkhamūlaṃ parikkhipitvā nihitatāya parivārito pubbe yiṭṭhayaññavasena purimasāmikānaṃ uppannattā pubbayañño anekanidhikumbhībhāvena mahantattā uḷāro bhūmiṃ khaṇitvā nihitattā nikhāto idāni dāyādānaṃ abhāvato adāyādo. Idaṃ vuttaṃ hoti esa etaṃ rukkhamūlaṃ parikkhipitvā gīvāya gīvaṃ paharantīnaṃ nidhikumbhīnaṃ vasena mahānidhi nikhāto assāmiko gaccha naṃ uddharitvā gaṇhāhīti.

Evañcapana vatvā sā devatā brāhmaṇa tvaṃ etaṃ Uddharitvā gaṇhanto kilamissasi gaccha tvaṃ ahameva taṃ tava gharaṃ netvā asukasmiñca asukasmiñca ṭhāne nidahissāmi tvaṃ yāvajīvaṃ etaṃ dhanaṃ paribhuñjanto dānaṃ dehi sīlaṃ rakkhāhīti brāhmaṇassa ovādaṃ datvā taṃ dhanaṃ attano ānubhāvena tassa ghare patiṭṭhāpesi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā brāhmaṇo ānando ahosi rukkhadevatā pana ahamevāti.

Palāsajātakaṃ sattamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๐๖. สุชาตาชาดกชาดกถัดไป๓๐๘. ชวสกุณชาดก