ชวสกุณชาดก
ว่าด้วยผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๓๐ · บรรทัด ๒๗๑๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกรมฺหาว เต กิจฺจํ ดังนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้นแม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นนกหัวขวานอยู่ในหิมวันตประเทศ. ครั้งนั้นราชสีห์ตัวหนึ่งกินเนื้อ กระดูกติดคอจนคอบวม. ไม่สามารถจับเหยื่อกินได้ เวทนากล้าแข็งเป็นไป. ลำดับนั้น นกนั้นเที่ยวขวนขวายหาเหยื่อ เห็นราชสีห์นั้นจึงจับที่กิ่งไม้ ถามว่า สหายท่านเป็นทุกข์เพราะอะไร ราชสีห์นั้นจึงบอกเนื้อความนั้น. นกนั้นกล่าวว่า สหาย เราจะนำกระดูกนั้นออก ให้แก่ท่าน แต่เราไม่อาจเข้าไปในปากของท่าน เพราะกลัวว่า ท่านจะกินเรา. ราชสีห์กล่าวว่า ท่านอย่ากลัวเลย สหาย เราจะไม่กินท่าน . ท่านจงให้ชีวิตเราเถิด. นกนั้นรับคำว่าดีละ แล้วให้ราชสีห์นั้นนอนตะแคง แล้วคิดว่า ใครจะรู้ว่าอะไรจักมีแก่เรา จึงวางท่อนไม้ค้ำไว้ริมฝีปากทั้งข้างล่างและข้างบนของราชสีห์นั้นโดยที่มันไม่สามารถหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปาก เอาจงอยปากเคาะปลายกระดูก. กระดูกก็เคลื่อนตกไป. จากนั้นครั้นทำให้กระดูกตกไปแล้ว เมื่อจะออกจากปากราชสีห์จึงเอาจะงอยปากเคาะท่อนไม้ให้ตกลงไป แล้วบินออกไปจับที่ปลายกิ่งไม้. ราชสีห์หายโรคแล้ว วันหนึ่ง ฆ่ากระบือป่าได้ตัวหนึ่งแล้วกินอยู่. นกคิดว่า เราจักทดลองราชสีห์นั้นดู จึงจับที่กิ่งไม้ ณ ส่วนเบื้องบนราชสีห์นั้น เมื่อจะเจรจากับราชสีห์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พระยาเนื้อ ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าได้ทำกิจอย่างหนึ่งแก่ท่านตามกำลังของข้าพเจ้าที่มีอยู่ ข้าพเจ้าจะได้อะไรตอบแทนบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกรมฺหาว เต กิจฺจํ ความว่าท่านสีหะผู้เจริญ แม้เราก็ได้กระทำกิจอย่างหนึ่งแก่ท่าน บทว่า ยํ พลํ อหุวมฺหเส ความว่า กำลังใดได้มีแก่เรา เรามิได้ทำอะไร ๆ ให้เสื่อมเสียจากกิจนั้น ได้กระทำแล้วด้วยกำลังนั้นทีเดียว. ราชสีห์ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ข้อที่ท่านเข้าไปอยู่ในระหว่างฟันของข้าพเจ้าผู้มีโลหิตเป็นภักษาหารผู้กระทำกรรมหยาบเป็นนิจ ท่านยังรอดชีวิตอยู่ได้นั้นก็เป็นคุณมากอยู่แล้ว. นกได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :น่าติเตียนคนที่ไม่รู้คุณที่เขาทำแล้ว ผู้ไม่ทำคุณให้แก่ใคร ผู้ไม่ทำตอบแทนคุณที่เขาทำไว้ ความกตัญญูย่อมไม่มีในบุคคลใดการคบคนนั้นย่อมไร้ประโยชน์. บุคคลไม่ได้มิตรธรรมด้วยอุปการคุณที่ตนประพฤติต่อหน้า ในบุคคลใด บุคคลนั้นบัณฑิตไม่ต้องริษยา ไม่ต้องด่าว่า พึงค่อย ๆหลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกตญฺญุํ แปลว่า ผู้ไม่รู้คุณที่เขากระทำแล้ว. บทว่า อกตฺตารํ ได้แก่ ผู้ไม่ทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า สมฺมุขจิณฺเณน ความว่า ด้วยคุณที่ทำไว้ต่อหน้า. บทว่า อนุสฺสุยมนกฺโกสํ ความว่า บัณฑิตอย่าริษยา อย่าด่าว่าบุคคลนั้นพึงค่อยๆ หลีกออกห่างจากบุคคลนั้น. ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นกนั้นก็บินหลีกไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต ส่วนนกในครั้งนั้นได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชวสกุณชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๒๗–๔๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
javasakuṇajātakaṃ
akaramhāva te kiccanti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattassa akataññutaṃ ārabbha kathesi.
Na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto akataññūyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto himavantappadese rukkhakoṭṭakasakuṇo hutvā nibbatti. Athekassa sīhassa maṃsaṃ khādantassa aṭṭhi gale laggi. Galo uddhumāyi. Gocaraṃ gaṇhituṃ na sakkoti. Kharā vedanā vattanti. Atha naṃ so sakuṇo gocarapasuto disvā sākhāya nisinno kiṃ tvaṃ samma dukkhasīti pucchi. So tamatthaṃ ācikkhi. Ahaṃ te samma etaṃ aṭṭhiṃ apaneyyaṃ bhayena pana te samma mukhaṃ pavisituṃ na visahāmi khādeyyāsi manti. Mā bhāyi samma nāhantaṃ khādāmi jīvitaṃ me dehīti. So Sādhūti taṃ passena nipajjāpetvā ko jānāti kiṃ me 1- bhavissatīti cintetvā yathā mukhaṃ pidahituṃ na sakkoti tathā tassa adharoṭṭhe ca uttaroṭṭhe ca daṇḍakaṃ ṭhapetvā mukhaṃ pavisitvā aṭṭhikoṭiṃ tuṇḍena pahari. Aṭṭhi patitvā gataṃ. So aṭṭhiṃ pātetvā sīhassa mukhato nikkhamanto daṇḍakaṃ tuṇḍena paharitvā pātentova nikkhamitvā sākhagge nilīyi. Sīho nirogo hutvā ekadivasaṃ ekaṃ vanamahisaṃ vadhitvā khādati. Sakuṇo vīmaṃsissāmi nanti tassa uparibhāge sākhāya nilīyitvā tena saddhiṃ sallapanto paṭhamaṃ gāthamāha
akaramhāva te kiccaṃ yaṃ balaṃ ahuvamhase
migarāja namo tyatthu api kiñci labhāmaseti.
Tattha akaramhāva te kiccanti bho sīha mayampi tava ekaṃ kiccaṃ akaramhā. Yaṃ balaṃ ahuvamhaseti yaṃ amhākaṃ balaṃ ahosi tena balena tato kiñci ahāpetvā akaramhāyevāti.
Taṃ sutvā sīho dutiyaṃ gāthamāha
mama lohitabhakkhassa niccaṃ luddhāni kubbato
dantantaragato santo taṃ bahuṃ yampi jīvasīti.
Taṃ sutvā sakuṇo itarā dve gāthā abhāsi
akataññumakattāraṃ katassa appaṭikārakaṃ
yasmiṃ kataññutā natthi niratthā tassa sevanā
yassa sammukhaciṇṇena mittadhammo na labbhati
anussuyamanakkosaṃ saṇikaṃ tamhā apakkameti.
@Footnote: 1 kiṃ pesa karissati.
Tattha akataññunti kataguṇaṃ ajānantaṃ. Akattāranti yaṃ kiñci 1- akarontaṃ. Sammukhaciṇṇenāti sammukhe katena guṇena. Anussuyamanakkosanti taṃ puggalaṃ na ussuyanto na akkosanto saṇikaṃ tamhā puggalā apagaccheyyāti.
Evaṃ vatvā so sakuṇo pakkāmi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sīho devadatto ahosi sakuṇo pana ahamevāti.
Javasakuṇajātakaṃ aṭṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗