ฉวชาดก
ว่าด้วยการนั่งที่ไม่สมควร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๓๔ · บรรทัด ๒๗๒๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุพวกฉัพพัคคีย์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ อิทญฺจ มริกตํ ดังนี้. เรื่องนี้มีมาแล้วโดยพิสดารในพระวินัยนั่นแล. ส่วนในชาดกนี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :- พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุพวกฉัพพัคคีย์มาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอนั่งบนอาสนะต่ำแล้วแสดงธรรมแก่ผู้นั่งบนอาสนะสูงจริงหรือ ? เมื่อพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการที่พวกเธอไม่กระทำความเคารพในธรรมของเรา ไม่สมควร ด้วยว่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ได้ติเตียนอาจารย์นั่งอาสนะต่ำ บอกแม้มนต์แก่ชนพวกพากเพียร แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้. ๑. ในพระสูตรเป็น ฉวชาดก. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล พอเจริญวัยแล้วก็ตั้งตัวได้. ภรรยาของบุรุษจัณฑาลนั้น แพ้ท้องอยากมะม่วง จึงกล่าวกะเขาว่า ข้าแต่นาย ดิฉันอยากกินมะม่วง. สามีกล่าวว่า นางผู้เจริญ ในฤดูกาลนี้ มะม่วงไม่มี พี่จักนำผลไม้เปรี้ยวอย่างอื่นมาให้. ภรรยากล่าวว่า ข้าแต่นาย ดิฉันอยากได้ผลมะม่วงเท่านั้น จักมีชีวิตรอดอยู่ได้ เมื่อดิฉันไม่ได้. ชีวิตก็จะหาไม่. สามีนั้นเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ภรรยานั้น จึงคิดว่า เราจักได้มะม่วงที่ไหนหนอ. ก็สมัยนั้นแล ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี ได้มีต้นมะม่วงมีผลเป็นประจำ บุรุษจัณฑาลนั้น จึงคิดว่า เราจักนำผลมะม่วงสุกจากพระราชอุทยานนั้น มาระงับความแพ้ท้องของภรรยานี้ ในตอนกลางคืนจึงไปยังพระราชอุทยาน ขึ้นต้นมะม่วงแอบซ่อนตัวอยู่ เที่ยวมองดูผลมะม่วงกิ่งนั้นกิ่งนี้อยู่. เมื่อบุรุษจัณฑาลนั้นกระทำอยู่อย่างนี้แหละราตรีก็รุ่งสว่าง. เขาคิดว่า เราจักลงไปในบัดนี้ คนเผาพระราชอุทยานเห็นเราเข้าก็จักจับเราว่าเป็นโจร เราจักไปในตอนกลางคืน ที่นั้นเขาจึงปีนขึ้นยังค่าคบแห่งหนึ่งแอบซ่อนอยู่. ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงเรียนมนต์ในสำนักของปุโรหิต. พระองค์จึงเสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานประทับนั่งบนอาสนะสูง ณ ที่โคนต้นมะม่วงให้อาจารย์นั่งอาสนะต่ำ แล้วทรงเรียนมนต์. พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ข้างบนคิดว่า พระราชานี้ประทับนั่งอยู่บนอาสนะสูงเรียนมนต์ ไม่ทรงเคารพในธรรม แม้พราหมณ์ผู้นั่งอาสนะต่ำสอนมนต์ ก็ไม่เคารพในธรรมแม้เราผู้ไม่คำนึงถึงชีวิตของเรา บอกภรรยาว่า จะลักมะม่วง เพราะเหตุแห่งมาตุคามก็เป็นผู้ไม่เคารพในธรรม พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อจะลงจากต้นมะม่วง จึงจับกิ่งห้อยอยู่กิ่งหนึ่งลงยืน เฉพาะอยู่ในระหว่างพระราชาและปุโรหิตแม้ทั้งสองนั้น แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชข้าพระบาทเป็นคนฉิบหายแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้เขลา ปุโรหิตเป็นคนตายแล้ว ถูกพระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :กิจทั้งหมดที่เราทั้งหลายทำแล้วนี้ เป็นกิจลามก คนทั้งสองไม่เห็นธรรม คนทั้งสองเคลื่อนจากปกติเดิม คือ อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำบอกมนต์ และศิษย์นั่งบนอาสนะสูงเรียนมนต์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ อิทญฺจ มริกตํ ความว่ากิจทั้งหมดที่เราทั้งหลาย คือที่ชนทั้ง ๓ กระทำเป็นกิจลามก คือไร้มารยาท ไม่เป็นธรรม. ก็พระโพธิสัตว์ติเตียนความที่ตนเป็นโจรและความที่พระราชา และปุโรหิตเหล่านั้นไม่เคารพในมนต์ทั้งหลายแล้ว เมื่อจะติเตียนเฉพาะพระราชาและปุโรหิตทั้งสองนอกนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คนทั้งสองไม่เห็นธรรม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า อุโภ ความว่า ชนแม้ทั้งสองย่อมไม่เห็นโบราณกธรรมอันควรแก่การทำความเคารพ และเป็นผู้คลาดเคลื่อนจากปกติในธรรมนั้น. เพราะว่าธรรม ชื่อว่าปกติ เพราะเกิดขึ้นก่อน. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :ธรรมแลปรากฏขึ้นก่อน อธรรมเกิดขึ้นในโลก ต่อภายหลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จายํ ความว่า ปุโรหิตนี้นั่งบนอาสนะต่ำให้ท่องมนต์ และพระราชานี้นั่งบนอาสนะสูงได้เรียนเอา. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :เราบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันสะอาดปรุงด้วยเนื้อ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ส้องเสพธรรมนั้น อันฤๅษีทั้งหลายซ่องเสพแล้ว. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ท่านผู้เจริญก็เราบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันเป็นของแห่งพระราชานี้ อันขาวสะอาด อันปรุงเจือด้วยเนื้อราดรสด้วยชนิดแห่งเนื้อมีประการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ผูกพันเยื่อใยในท้อง จึงไม่ได้ส้องเสพธรรมนี้ ที่พวกฤๅษีทั้งหลายผู้แสวงหาคุณเสพแล้ว. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ท่านจงหลีกไปเสียเถิด โลกยังกว้างใหญ่ แม้คนอื่น ๆ ก็ยังหุงต้มกิน เพราะเหตุนั้น อธรรมที่ท่านประพฤติมา แล้วอย่าได้ทำลายท่านเสียเลย เหมือนก้อนหินต่อยหม้อให้แตกฉะนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศการได้ทรัพย์ และการเลี้ยงชีวิตด้วยการทำตนให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริพฺพช ความว่า ท่านจงจากที่นี้ไปที่อื่น. บทว่า มหา ความว่า ชื่อว่าโลกนี้เป็นของใหญ่. บทว่า ปจนฺตญฺเปิ ความว่า คนแม้อื่นๆ ในชมพูทวีปนี้ก็หุงต้ม มิใช่พระราชาพระองค์เดียวนี้เท่านั้น. บทว่า ตสฺมา ภุมฺภมิว ความว่าเหมือนหินต่อยหม้อฉะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ท่านไม่ไปที่อื่น ยังประพฤติอธรรมอยู่ในที่นี้ อธรรมนั้นอันท่านประพฤติแล้วอย่างนั้น อย่าได้ทำลายท่านเลย เหมือนก้อนหินต่อยหม้อแตกฉะนั้น. คาถาที่ว่า ธิรตฺถุ เป็นต้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนคือครหานินทา การได้ยศและทรัพย์ของท่านอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะลาภที่ท่านได้แล้วนี้ และความถึงพร้อมด้วยเหตุอันเป็นเครื่องให้ตกไปในอบายทั้งหลายต่อไป ชื่อว่าเป็นการประพฤติเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรม จะประโยชน์อะไรด้วยการเลี้ยงชีพซึ่งสำเร็จด้วยการทำตนให้ตกต่ำต่อไปนี้ หรือด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรมนี้ ด้วยเหตุนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้กะท่าน. ลำดับนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสถามว่า บุรุษผู้เจริญ เธอเป็นชาติอะไร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนจัณฑาล พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่าท่านผู้เจริญ ถ้าเธอจักได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติไซร้ เราจักได้ให้ราชสมบัติแก่เธอ ก็ตั้งแต่นี้ไป เราจักเป็นพระราชาตอนกลางวันเธอจงเป็นพระราชาตอนกลางคืน แล้วประทานพวงดอกไม้ เครื่องประดับพระศอของพระองค์ให้ประดับคอของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วได้ทรงกระทำพระโพธิสัตว์นั้น ให้เป็นผู้รักษาพระนคร. นี้เป็นธรรมเนียมของการประดับพวงดอกไม้แดงที่คอของตนผู้รักษาพระนคร. จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์นั้นทรงทำความเคารพในฐานอาจารย์ ประทับนั่งบนอาสนะต่ำแล้วทรงเรียนมนต์พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนบุตรคนจัณฑาล คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาฉวกชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๓๑–๔๓๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
chavakajātakaṃ
sabbaṃ idañca marikatanti idaṃ satthā jetavane viharanto chabbaggiye bhikkhū ārabbha kathesi.
Vatthu vinaye vitthārato āgatameva. Ayaṃ panettha saṅkhepo. Satthā chabbaggiye pakkosāpetvā saccaṃ kira tumhe bhikkhave nīce āsane nisīditvā ucce āsane nisinnassa dhammaṃ sāvethāti pucchitvā evaṃ bhanteti vutte te bhikkhū garahitvā ayuttaṃ bhikkhave tumhākaṃ mama dhamme agāravakaraṇaṃ porāṇakapaṇḍitā hi nīce āsane nisīditvā bāhirakamantepi vācente garahiṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto caṇḍālayoniyaṃ nibbattitvā vayappatto kuṭumbaṃ saṇṭhapesi.
@Footnote: 1 sayaṃ kiñci. Tassa bhariyā ambadohaḷinī hutvā taṃ āha icchāmihaṃ sāmi ambaṃ khāditunti. Bhadde imasmiṃ kāle ambaṃ natthi aññaṃ kiñcipi ambilaphalaṃ āharissāmīti. Sāmi ambaṃ labhamānāva jīvissāmi alabhamānāya me jīvitaṃ natthīti. So tassā paṭibaddhacitto kahaṃ nukho ambaṃ labhissāmīti cintesi. Tena kho pana samayena bārāṇasīrañño uyyāne ambo dhuvaphalo ahosi. So tato ambapakkaṃ āharitvā imissā dohaḷaṃ paṭippassambhessāmīti rattibhāge uyyānaṃ gantvā ambaṃ abhirūhitvā 1- nilīno sākhāya sākhaṃ ambaṃ olokento vicari. Tassa tathā karontasseva ratti vibhāyi. So cintesi sace idāni otaritvā gamissāmi disvā maṃ coroti gahessanti rattibhāge gamissāmīti. Athekaṃ viṭapaṃ abhirūhitvā nilīno acchi. Tadā bārāṇasīrājā purohitassa santike mante uggaṇhāti. So uyyānaṃ pavisitvā ambarukkhamūle uccāsane nisīditvā ācariyaṃ nīce āsane nisīdāpetvā mante uggaṇhi. Bodhisatto upari nisinno cintesi yāva adhammiko ayaṃ rājā yo uccāsane nasīditvā mante uggaṇhāti brāhmaṇopi adhammiko yo nīcāsane nisīditvā mante vāceti ahampi adhammiko yo mātugāmassa vāhasā 2- mama jīvitaṃ agaṇetvā ambaṃ harāmīti avacanti. So rukkhato otaranto ekaṃ olambanasākhaṃ gahetvā tesaṃ ubhinnampi antare patiṭṭhāya mahārāja ahaṃ naṭṭho tvaṃ muḷho purohito
@Footnote: 1 āharitvā . 2 vasaṃ gantvā. Matoti āha. So raññā kiṃkāraṇāti puṭṭho paṭhamaṃ gāthamāha
sabbaṃ idañca 1- marikataṃ ubho dhammaṃ na passare
ubho pakatiyā cutā yo cāyaṃ mantajjhāpeti 2-
yo ca mantaṃ adhīyatīti.
Tattha sabbaṃ idañca marikatanti yaṃ amhehi tīhi janehi kataṃ sabbaṃ idaṃ kiccaṃ lāmakaṃ na mariyādaṃ adhammikaṃ. Evaṃ attano corabhāvaṃ tesañca mantesu agāravabhāvaṃ garahitvā puna itare dveyeva garahanto ubho dhammaṃ na passareti ādimāha. Tattha ubhoti dvepi janā garukārārahaṃ porāṇakadhammaṃ na passanti tato ca dhamme pakatito cutā. Dhammo hi paṭhamuppattivasena pakati nāma. Vuttampi cetaṃ
dhammo have pāturahosi pubbe
pacchā adhammo udapādi loketi. Yo cāyanti yo ca ayaṃ nīcāsane nisīditvā mante sajjhāpeti yo ca ucce nisīditvā adhīyatīti.
Taṃ sutvā brāhmaṇo dutiyaṃ gāthamāha
sālīnaṃ odanaṃ bhuñje suci maṃsupasecanaṃ
tasmā etaṃ na sevāmi dhammaṃ isībhi sevitanti.
Tassattho ahaṃ hi bho imassa rañño santakaṃ sālīnaṃ odanaṃ suci paṇḍaraṃ nānappakārāya maṃsavikatiyā sittaṃ maṃsupasecanaṃ
@Footnote: 1 idaṃ carimavataṃ . 2 sajjhāpayati. Bhuñjāmi tasmā udare baddho hutvā etaṃ esitaguṇehi isīhi sevitaṃ dhammaṃ na sevāmīti.
Taṃ sutvā itaro dve gāthā abhāsi
paribbaja mahā loko pacantaññepi pāṇino
mā tvaṃ adhammo ācarito tasmā kumbhamivābhidā
dhiratthu taṃ yasalābhaṃ dhanalābhañca brāhmaṇa
yā vutti vinipātena adhammacaraṇena vāti.
Tattha paribbajāti ito aññattha gaccha. Mahāti ayaṃ loko nāma mahā. Pacantaññepīti imasmiṃ jambūdīpe aññepi pāṇino pacanti na ayameveko rājā. Tasmā kumbhamivāti pāsāṇo ghaṭaṃ viya. Idaṃ vuttaṃ hoti yaṃ tvaṃ aññattha agantvā idha vasanto adhammaṃ ācarasi so adhammo evaṃ ācarito pāsāṇo ghaṭaṃ viya mā taṃ bhindi. Dhiratthūti gāthāya ayaṃ saṅkhepattho brāhmaṇa yo esa evaṃ tava yasalābho dhanalābho ca dhiratthu taṃ garahāma mayaṃ kasmā yasmāyaṃ tayā laddhalābho āyatiṃ apāyesu vinipātanahetunā sampatti ca adhammacaraṇena jīvitavutti nāma hoti yā cesā vutti iminā āyatiṃ vinipātena iminā adhammacaraṇena vā nippajjati kiṃ tāya tena taṃ evaṃ vadāmāti.
Athassa dhammakathāya rājā pasīditvā bho purisa kiṃjātikosīti pucchi. Caṇḍālo ahaṃ devāti. Bho sace jātisampanno abhavissa rajjante adassaṃ ito paṭṭhāya panāhaṃ divā rājā bhavissāmi tvaṃ Rattiṃ rājā hohīti attano kaṇṭhe pilandhanaṃ pupphadāmaṃ tassa gīvāyaṃ pilandhāpetvā taṃ nagaraguttikaṃ akāsi. Ayaṃ nagaraguttikānaṃ kaṇṭhe rattapupphadāmapilandhanassa vaṃso. Tato paṭṭhāya rājā tassovāde ṭhatvā ācariyagāravaṃ katvā nīce āsane nisinno mante uggaṇhi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi caṇḍālaputto pana ahamevāti.
Chavakajātakaṃ navamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗