มุณิกชาดก
ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐ · บรรทัด ๑๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มา มุณิกสฺส ดังนี้.
เรื่องการประเล้าประโลมนั้น จักมีแจ้งในจุลลนารทกัสสปชาดกเตรสนิบาต. ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ ? ภิกษุนั้นทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระศาสดาตรัสถามว่า เพราะอาศัยอะไร ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอาศัยการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เด็กหญิงอ้วนนั้นการทำความพินาศแก่เธอในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ในวันวิวาห์ของเด็กหญิงอ้วนนี้ เธอก็ถึงความสิ้นชีวิต ถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน แล้วทรงน้ำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดโคในบ้านของกุฎุมพีคนหนึ่งในหมู่ บ้านแห่งหนึ่งโดยมีชื่อว่า มหาโลหิต ฝ่ายน้องชายของพระโพธิสัตว์ ได้เป็นผู้ชื่อว่าจูฬโลหิต ธุระการงานในตระกูลนั้นนั่นแล ย่อมดำเนินไปได้เพราะอาศัยโค๒ ตัวพี่น้องนั้นนั่นเอง ก็ในตระกูลนั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่ง. กุลบุตรชาวเมืองคนหนึ่ง ขอเด็กหญิงนั้นเพื่อบุตรของตน. บิดามารดาของเด็กหญิงนั้น ให้ข้าวยาคูและภัตเลี้ยงดูสุกรชื่อว่า มุณิกะ ด้วยหวังว่าแกงอ่อมจักมีเพื่อแขกทั้งหลายผู้มาในวันวิวาห์ของเด็กหญิง โคจูฬโลหิตเห็นดังนั้นจึงถามพี่ชายว่า ธุระการงานในตระกูลนี้เมือจะดำเนินไป ก็อาศัยเราพี่น้องทั้งสองจึงดำเนินไปได้ แต่คนเหล่านี้ ให้เฉพาะแต่หญ้าและใบไม้แก่พวกเรา กลับปรนเปรอสุกรด้วยข้าวยาคูและภัต ด้วยเหตุไรหนอ สุกรนี้จึงได้ยาคูและภัตนั้น. ลำดับนั้น โคผู้พี่จึงกล่าวแก่โดยจูฬโลหิตผู้น้องว่า ดูก่อนพ่อจูฬโลหิต เจ้าอย่าริษยาโภชนะของสุกรนั้นเลย สุกรนี้กำลังบริโภคภัตเป็นเหตุตาย ในวันวิวาห์ของกุมาริกาสุกรนี้จักเป็นแกงอ่อมสำหรับแขกผู้มา เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงเลี้ยงดูสุกรนี้ โดยล่วงไป ๒-๓ วัน แต่นี้ไปคนทั้งหลายจักพากันมา เมื่อเป็นอย่างนั้นเจ้าจักได้เห็นสุกรนั้นถูกจับที่เท้าทั้งหลายดึงออกมาจากใต้เตียง ถูกเขาฆ่าการทำแกงและกับข้าวเพื่อแขกทั้งหลาย แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
ท่านอย่าริษยาหมูมุณีกะเลย มันกินอาหารอัน เป็นเหตุให้เดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวาย น้อย กินแต่แกลบเถิด นี้เป็นลักษณะแห่งความเป็น ผู้มีอายุยืน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา มุณิกสฺส ปิหยิ ความว่า ท่านอย่ายังความริษยาให้เกิดขึ้นในโภชนะของหมูมุณิกะ คืออย่าริษยาต่อหมูมุณิกะว่า หมูนี้บริโภคโภชนะดี ได้แก่ อย่าปรารถนาเป็นอย่างหมูมุณิกะว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะมีความสุขอย่างนี้ เพราะหมูมุณิกะนี้บริโภคอาหารอันเป็นเหตุเดือดร้อน. บทว่า อาตุรนฺนานิ ได้แก่ โภชนะเป็นเหตุให้ตาย. บทว่า อปฺโปสฺสุโก ภุสงฺขาท ความว่า ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในโภชนะของหมูมุณิกะนั้น จงบริโภคแกลบที่ตนได้เถิด. บทว่า เอตํ ทีฆายุลกฺขณํ ความว่า นี่เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน.
แต่นั้น ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็พากันมา. ฆ่าหมูมุณิกะแล้วแทงโดยประการต่าง ๆ. พระโพธิสัตว์กล่าวกะโคจูฬโลหิตว่า พ่อ เจ้าเห็นหมูมุณิกะแล้วหรือ. โคจูฬโลหิตกล่าวว่า ข้าแต่พี่ ผลแห่งการบริโภคของหมูมุณิกะฉันเห็นแล้ว ของสักว่าหญ้า ใบไม้ และแกลบเท่านั้น ของพวกเราอุดม ไม่มีโทษ และเป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน กว่าภัตของหมูมุณิกะโดยร้อยเท่าพันเท่า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็อาศัยกุมาริกานี้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน ด้วยประการอย่างนี้แล. ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันอยากสึก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้พระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดกว่า มุณิกสุกรในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุผู้กระสันจะสึก กุมาริกานี้แหละ ได้เป็นกุมาริกาอ้วนโคจูฬโลหิต ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนโคมหาโลกหิต ได้เป็นเราแล.
จบมุณิชาดกที่ ๑๐ จบกุรุงควรรคที่ ๓
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุรุงคมิคชาดก ๒. กุกกุรชาดก ๓. โภชาชานียชาดก๓. อาชัญญชาดก ๕. ติตถชาดก ๖. มหิฬามุขชาดก ๗. อภิณหชาดก๘. นันทิวิสาลชาดก ๙. กัณหชาดก ๑๐. มุณิกชาดก.
๔. กุลาวกวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๑๗–๓๒๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ มุณิกชาตกํ
มา มุณิกสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ถุลฺลกุมาริกปฺปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ เตรสนิปาเต จุลฺลนารทกสฺสปชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ กึ นิสฺสายาติ ฯ ถุลฺลกุมาริกปฺปโลภนํ ภนฺเตติ ฯ สตฺถา น อิทาเนว ภิกฺขุ เอสา ตว อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ อิมิสฺสา วิวาหทิวเส ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา มหาชนสฺส อุตฺตริภงฺคภาวํ ปตฺโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ คามเก เอกสฺส กุฏุมฺพิกสฺส เคเห โคโยนิยํ นิพฺพตฺติ มหาโลหิโตติ นาเมน ฯ กนิฏฺฐภาตาปิสฺส จูฬโลหิโต นาม อโหสิ ฯ เตเยว เทฺว ภาติเก นิสฺสาย ตสฺมึเยว กุเล กมฺมธุรํ วตฺตติ ฯ ตสฺมึ ปน กุเล เอกา กุมาริกา อตฺถิ ฯ ตํ เอโก นครวาสี กุลปุตฺโต อตฺตโน ปุตฺตสฺส วาเรสิ ฯ ตสฺสา มาตาปิตโร กุมาริกาย วิวาหกาเล อาคตานํ ปาหุนกานํ อุตฺตริภงฺโค ภวิสฺสตีติ ยาคุภตฺตํ ทตฺวา มุณิกนฺนาม สูกรํ โปเสสุํ ฯ ตํ ทิสฺวา จูฬโลหิโต ภาตรํ ปุจฺฉิ อิมสฺมึ กุเล กมฺมธุรํ วตฺตมานํ อมฺเห เทฺว ภาติเก นิสฺสาย วตฺตติ อิเม ปน อมฺหากํ ติณปลาสาทีเนว เทนฺติ สูกรํ ยาคุภตฺเตน โปเสนฺติ เกน นุ โข การเณเนส เอตํ ลภตีติ ฯ อถสฺส ภาตา ตาต จูฬโลหิต มา ตฺวํ เอตสฺส โภชนํ ปิหยิ อยํ สูกโร มรณภตฺตํ ภุญฺชติ เอติสฺสาปิ กุมาริกาย วิวาหกาเล อาคตปาหุนกานํ อุตฺตริภงฺโค ภวิสฺสตีติ อิเม เอตํ สูกรํ โปเสนฺติ อิโต กติปาหจฺจเยน เต มนุสฺสา อาคมิสฺสนฺติ อถ นํ สูกรํ ปาเทสุ คเหตฺวา กฑฺฒิยมานํ เหฏฺฐามญฺจโต นีหริตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ปาหุนกานํ สูปพฺยญฺชนํ กริยมานํ ปสฺสิสฺสสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
มา มุณิกสฺส ปิหยิ อาตุรนฺนานิ ภุญฺชติ
อปฺโปสฺสุโก ภุสงฺขาท เอตํ ทีฆายุลกฺขณนฺติ ฯ
ตตฺถ มา มุณิกสฺส ปิหยีติ มุณิกสฺส โภชเน ปิหํ มา อุปฺปาทยิ เอส สุโภชนํ ภุญฺชตีติ มา มุณิกสฺส ปิหยิ กทา นุ โข อหมฺปิ เอวํ สุขิโต ภเวยฺยนฺติ มา มุณิกภาวํ ปฏฺฐยิ อยญฺหิ อาตุรนฺนานิ ภุญฺชติ ฯ อาตุรนฺนานีติ มรณโภชนานิ ฯ อปฺโปสฺสุโก ภุสงฺขาทาติ ตสฺส โภชเน นิรุสฺสุกฺโก หุตฺวา อตฺตนา ลทฺธํ ภุสงฺขาท ฯ เอตํ ทีฆายุลกฺขณนฺติ เอตํ ทีฆายุภาวสฺส การณํ ฯ
ตโต นจิรสฺเสว เต มนุสฺสา อาคมึสุ ฯ มุณิกํ ฆาเตตฺวา นานปฺปกาเรหิ ปจึสุ ฯ โพธิสตฺโต จูฬโลหิตํ อาห ทิฏฺโฐ เต ตาต มุณิโกติ ฯ ทิฏฺฐํ เม ภาติก มุณิกสฺส โภชนผลํ เอตสฺส ภตฺตโต สตคุเณน สหสฺสคุเณน อมฺหากํ ติณปลาสภุสมตฺตเมว อุตฺตมญฺจ อนวชฺชญฺจ ทีฆายุลกฺขณญฺจาติ ฯ
สตฺถา เอวํ โข ตฺวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพปิ อิมํ กุมาริกํ นิสฺสาย ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา มหาชนสฺส อุตฺตริภงฺคภาวํ คโตติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มุณิกสูกโร อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อโหสิ ถุลฺลกุมาริกา เอสาเอว จูฬโลหิโต อานนฺโท มหาโลหิโต ปน อหเมวาติ ฯ
มุณิกชาตกํ ทสมํ ฯ
กุรุงฺควคฺโค ตติโย ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗