ปุจิมันทชาดก
ว่าด้วยผู้รอบคอบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๔๒ · บรรทัด ๒๗๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงตรัสพระธรรมเทศนาน มีคำเริ่มต้นว่า อุฏฺเหิ โจร กึ เสสิ ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อพระเถระเข้าไปอาศัยนครราชคฤห์ อยู่ในกุฎีที่สร้างอยู่ในป่า มีโจรคนหนึ่งตัดที่ต่อในเรือนหลังหนึ่ง ในบ้านใกล้ประตูเมือง ถือเอาทรัพย์ทำเป็นแก่นสารซึ่งพอจะถือเอาไปได้ หนีไปเข้าบริเวณกุฎีของพระเถระ แล้วนอนที่หน้ามุขบรรณศาลาของพระเถระด้วยคิดว่า ณ ที่นี้จักคุ้มครองรักษาเราได้. พระเถระรู้ว่าโจรนั้นนอนอยู่ที่หน้ามุข จึงทำความรังเกียจโจรนั้น คิดว่า ธรรมดาว่าการเกี่ยวข้องกับโจร ย่อมไม่ควร จึงออกมาไล่ว่า เฮ้ย เอ็งอย่ามานอนที่นี้. โจรจึงออกจากที่นั้น ทิ้งแต่รอยเท้าให้หลงเหลือไว้แล้วหนีไป. มนุษย์ทั้งหลาย ถือคบเพลิงมา ณ ที่นั้น ตามแนวรอยเท้าโจรเห็นที่มา ที่ยืน และที่นอนเป็นต้นของโจรนั้น จึงกล่าวกันว่าโจรมาทางนี้ ยืนที่นี้ นั่งที่นี้ หนีไปทางนี้ แต่พวกเราไม่เห็นโจรต่างแล่นไปทางโน้นทางนี้ ก็ไม่เห็น จึงพากันกลับ. วันรุ่งขึ้นเวลาเช้า พระเถระเที่ยวบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว จึงไปยังพระเวฬุวันวิหาร กราบทูลเรื่องนั้นแต่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ มิใช่เธอเท่านั้นจะรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็รังเกียจแล้ว อันพระเถระอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา สิงอยู่ที่ต้นสะเดาในป่าอันเป็นป่าช้าแห่งพระนคร. อยู่มาวันหนึ่ง โจรกระทำโจรกรรมในบ้านใกล้ประตูเมือง แล้วเข้าไปยังป่าช้านั้น. ก็ในกาลนั้นมีต้นไม้ใหญ่ในป่าช้านั้น ๒ ต้นคือ ต้นสะเดากับต้นอัสสัตถพฤกษ์. โจรเก็บห่อภัณฑะไว้ที่โคนต้นสะเดาแล้วจึงนอน. แต่ในเวลาอื่นมนุษย์ทั้งหลายจับพวกโจรเสียบหลาวทำด้วยไม้สะเดา ครั้งนั้นเทวดานั้นคิดว่า ถ้าพวกมนุษย์จักมาจับโจรนี้ จักพากันตัดกิ่งสะเดานี้แหละ ทำเป็นหลาวเสียบโจรนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้จักพินาศเอาเถอะ เราจักนำโจรนั้นออกไปจากที่นี้. เทวดานั้นเมื่อจะเจรจาปราศัยกับโจรนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :แนะโจร เจ้าจงลุกขึ้น จะมัวนอนอยู่ทำไม เจ้าต้องการอะไรด้วยการนอนราชบุรุษอย่าจับ เจ้าผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาโน ท่านกล่าวหมายเอาพวกราชบุรุษ. บทว่า กิพฺพิสการกํ ได้แก่ ผู้กระทำโจรกรรมอันทารุณหยาบช้า. เทวดาครั้นกล่าวกะโจรนั้นดังนี้แล้ว จึงทำให้กลัวหนีไปโดยพูดว่า เจ้าจงไปที่อื่นตราบเท่าที่พวกราชบุรุษยังไม่มาจับ . ก็เมื่อโจรนั้นไปแล้ว เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นอัสสัตถพฤกษ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :พวกราชบุรุษจักจับโจรผู้กระทำโจรกรรมอันทารุณหยาบช้าในบ้านมิใช่หรือ ธุระอะไรในเรื่องนั้นของปุจิมันทเทวดาผู้เกิดอยู่ในป่าเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วเน ชาตสิส ติฏฺโต ความว่าต้นไม้ที่เกิดและตั้งอยู่ในป่า. ก็อัสสัตถพฤกษ์ เทวดา ร้องเรียกปุจิมันเทวดา โดยเฉพาะเรียกชื่อต้นไม้ เพราะปุจิมันทเทวดานั้นเกิดที่ต้นสะเดานั้น. นิมพเทวดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ก่อนอัสสัตถเทวดา ท่านไม่รู้เหตุที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ระหว่างเรากับโจรราชบุรุษทั้งหลายจับโจรผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านได้แล้ว จะเสียบโจรไว้บนหลาวไม้สะเดา. ใจของเรารังเกียจในเรื่องนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสตฺถ นี้ เทวดาผู้เกิดที่ต้นสะเดานั้น ร้องเรียก โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ. บทว่า มม โจรสฺส จนฺตรํ ได้แก่ เหตุที่เราและโจรอยู่ร่วมกันไม่ได้ บทว่า อจฺเจนฺติ นิมฺพสูลสฺมึ ความว่า เวลานี้ราชบุรุษทั้งหลายจะร้อยโจรไว้บนหลาวไม้สะเดา. บทว่า ตสฺมึ เม สงฺกเต มโน ความว่าจิตของเรารังเกียจในเหตุนั้นว่า ก็ถ้าพวกราชบุรุษจักร้อยโจรนี้ที่หลาวไซร้ วิมานของเราจักฉิบหาย ถ้าไม่ทำอย่างนั้น จักแขวนโจรไว้ที่กิ่งไม้สะเดา วิมานของเราจักมีกลิ่นซากศพ ด้วยเหตุนั้น เราจึงให้โจรนั้นหนีไปเสีย. เมื่อเทวดาเหล่านั้น เจรจาปราศัยกันและกันอยู่อย่างนี้แหละพวกเจ้าของทรัพย์ ถือคบเพลิงมาตามรอยเท้าเห็นที่ที่โจรนอน จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ก็บัดนี้ โจรลุกหนีไปแล้วพวกเราไม่ได้ตัวโจร ถ้าพวกเราจักได้ตัวโจรไซร้ จักเสียบร้อยโจรนั้นไว้บนหลาวไม้สะเดานี้ หรือแขวนไว้ที่กิ่งสะเดาแล้วจักไป แล้วแล่นไปค้นหาทางโน้นทางนี้ ไม่พบโจรจึงพากันกลับไป. อัสสัตถเทวดาได้ฟังคำของตนเหล่านั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :บัณฑิตพึงรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ พึงป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึงตัว พิจารณาดูโลกทั้งสองเพราะภัยในอนาคต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํ ความว่าอนาคตภัยมี ๒ อย่าง คือ ภัยที่เป็นไปในทิฏฐธรรมอย่างหนึ่งภัยที่เป็นไปในสัมปรายภพอย่างหนึ่ง ในอนาคตภัย ๒ อย่างนั้นบัณฑิตเมื่อเว้นบาปมิตรเสีย ชื่อว่าป้องกันภัยที่เป็นไปในทิฏฐธรรมเมื่อเว้นทุจริต ๓ เสีย ชื่อว่าป้องกันภัยที่เป็นไปในสัมปรายภพ. บทว่า อนาคตภยา ความว่า เมื่อรังเกียจภัยนั้น เหตุอนาคตภัยบทว่า ธีโร ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตย่อมไม่กระทำการเกี่ยวข้องกับปาปมิตร ย่อมไม่ประพฤติทุจริตโดยทวารทั้ง ๓. บทว่า อุโภโลเก ความว่า เพราะบัณฑิตนี้เมื่อกลัวอยู่อย่างนี้ ย่อมพิจารณาเห็นคือ ย่อมแลเห็นโลกทั้งสอง กล่าวคือโลกนี้และโลกหน้า เมื่อรังเกียจอยู่ ย่อมละเว้นปาปมิตร เพราะกลัวภัยในโลกนี้ ย่อมไม่ทำบาปกรรม เพราะกลัวภัยในโลกหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า เทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นอัสสัตถพฤกษ์ในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนเทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นสะเดาในครั้งนั้นได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปุจิมันทชวดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๔๕–๔๔๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ปุจิมนฺทวคฺควณฺณนา
ปุจิมนฺทชาตกํ
อุฏฺเฐหิ โจร กึ เสสีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เถเร กิร ราชคหํ อุปนิสฺสาย อรญฺญกุฏิกาย วิหรนฺเต เอโก โจโร นครทฺวารคาเม เอกสฺมึ เคเห สนฺธึ ฉินฺทิตฺวา หตฺถสารํ อาทาย ปลายิตฺวา เถรสฺส กุฏิปริเวณํ ปวิสิตฺวา อิธ มยฺหํ อารกฺโข ภวิสฺสตีติ เถรสฺส ปณฺณสาลปฺปมุเข นิปชฺชิ ฯ เถโร ตสฺส ปมุเข สยิตภาวํ ญตฺวา ตสฺมึ อาสงฺกิตํ กตฺวา โจรสํสคฺโค นาม น วฏฺฏตีติ นิกฺขมิตฺวา มา อิธ เร สยีติ นีหริ ฯ โจโร ตโต นิกฺขมิตฺวา ปทํ โมเหตฺวา ๑- ปลายิ ฯ มนุสฺสา อุกฺกมาทาย โจรสฺส ปทานุสาเรน ตตฺถ อาคนฺตฺวา ตสฺส อาคตฏฺฐานฐิตฏฺฐาน- สยิตฏฺฐานาทีนิ ทิสฺวา โจโร อิโต อาคโต อิธ ฐิโต อิธ นิสินฺโน อิมินา ฐาเนน ปลาโต น ทิฏฺโฐ โนติ อิโตจิโตจ ปกฺขนฺทิตฺวา อทิสฺวาว ปฏิคตา ฯ ปุนทิวเส เถโร ปุพฺพณฺหสมยํ ราชคหํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เวฬุวนํ คนฺตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สตฺถุ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข โมคฺคลฺลาน ตฺวญฺเญว อาสงฺกิตพฺพยุตฺตกํ อาสงฺกิ โปราณกปณฺฑิตาปิ อาสงฺกึสูติ วตฺวา
@เชิงอรรถ: ๑ โมเจตฺวา ฯ เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต นครสฺส สุสานวเน นิมฺพรุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อเถกทิวสํ นครทฺวาเร คาเม กตกมฺมโจโร ตํ สุสานวนํ ปาวิสิ ฯ ตทา ปน ตตฺถ นิมฺโพ จ อสฺสตฺโถ จาติ เทฺว เชฏฺฐกรุกฺขา ฯ โจโร นิมฺพรุกฺขมูเล ภณฺฑกํ ฐเปตฺวา นิปชฺชิ ฯ อญฺญสฺมึ ปน กาเล โจเร คเหตฺวา นิมฺพสูเล อุตฺตาเสนฺติ ฯ อถ สา เทวตา จินฺเตสิ สเจ มนุสฺสา อาคนฺตฺวา อิมํ โจรํ คเหสฺสนฺติ อิมสฺเสว นิมฺพสฺส สาขํ ฉินฺทิตฺวา สูลํ กตฺวา เอตํ อุตฺตาเสสฺสนฺติ เอวํ สนฺเต รุกฺโข นสฺสิสฺสติ หนฺท นํ อิโต นีหริสฺสามีติ ฯ สา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺตี ปฐมํ คาถมาห
อุฏฺเฐหิ โจร กึ เสสิ โก อตฺโถ สุปิเนน เต
มา ตํ คเหสุํ ราชาโน คาเม กิพฺพิสการกนฺติ ฯ
ตตฺถ ราชาโนติ ราชปุริเส สนฺธาย วุตฺตํ ฯ กิพฺพิสการกนฺติ ทารุณสาหสิกโจรกมฺมการกํ ฯ
อิติ นํ วตฺวา ยาว ราชปุริสา น คณฺหนฺติ ตาว อญฺญตฺถ คจฺฉาติ ภยาเปตฺวา ปลาเปสิ ฯ ตสฺมึ ปน คเต อสฺสตฺถเทวตา ทุติยํ คาถมาห
นนุ ๑- โจรํ คเหสฺสนฺติ คาเม กิพฺพิสการกํ
กึ ตตฺถ ปุจิมนฺทสฺส วเน ชาตสฺส ติฏฺฐโตติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ ยนฺนุ ฯ
ตตฺถ วเน ชาตสฺส ติฏฺฐโตติ รุกฺโข ๑- วเน ชาโต เจว ฐิโต จ ฯ เทวตา ๒- ปน ตตฺถ นิพฺพตฺตตฺตา รุกฺขสมุทาจาเรเนว สมุทาจริ ฯ
ตํ สุตฺวา นิมฺพเทวตา ตติยํ คาถมาห
น ตฺวํ อสฺสตฺถ ชานาสิ มม โจรสฺส จนฺตรํ
โจรํ คเหตฺวา ราชาโน คาเม กิพฺพิสการกํ
อจฺเจนฺติ ๓- นิมฺพสูลสฺมึ ตสฺมึ เม สงฺกเต มโนติ ฯ
ตตฺถ อสฺสตฺถาติ ปุริมนเยเนว ตสฺมึ นิพฺพตฺตเทวตา สมุทาจรติ ฯ มม โจรสฺส จนฺตรนฺติ มม จ โจรสฺส จ เอกโต อวสนการณํ ฯ อจฺเจนฺติ นิมฺพสูลสฺมีนฺติ อิมสฺมึ กาเล ราชาโน โจรํ นิมฺพสูเล อาวุณนฺติ ฯ ตสฺมึ เม สงฺกเต มโนติ ตสฺมึ การเณ มม จิตฺตํ สงฺกติ สเจ หิ อิมํ สูเล อาวุณิสฺสนฺติ วิมานํ เม นสฺสิสฺสติ อถ สาขาย โอลมฺเพสฺสนฺติ วิมาเน เม กุณปคนฺโธ ภวิสฺสติ เตนาหํ เอตํ ปลาเปสินฺติ ฯ
เอวํ ตาสํ เทวตานํ อญฺญมญฺญํ สลฺลปนฺตานญฺเญว ธนสามิกา อุกฺกาหตฺถา ปทานุสาเรนาคนฺตฺวา โจรสฺส สยิตฏฺฐานํ ทิสฺวา อมฺโภ อิทานิ โจโร อุฏฺฐาย จ ปลาโต น ลทฺโธ โน โจโร สเจ อลภิสฺสาม อิมสฺเสว นํ นิมฺพสฺส สูเล วา อาวุณิตฺวา สาขาย วา โอลมฺพิตฺวา คมิสฺสามาติ วตฺวา อิโตจิโตจ ปกฺขนฺทิตฺวา โจรํ อทิสฺวาว คตา ฯ เตสํ สุตฺวา อสฺสตฺถเทวตา จตุตฺถํ คาถมาห
@เชิงอรรถ: ๑ นิมฺโพ ฯ ๒ เทวตํ ฯ ๓ อปฺเปนฺติ ฯ
สงฺเกยฺย สงฺกิตพฺพานิ รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํ
อนาคตภยา ธีโร อุโภ โลเก อเวกฺขตีติ ฯ
ตตฺถ รกฺเขยฺยานาคตํ ภยนฺติ เทฺว อนาคตภยานิ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว สมฺปรายิกญฺจ เตสุ ปาปมิตฺเต ปริวชฺเชนฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกํ รกฺขติ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริวชฺเชนฺโต สมฺปรายิกํ รกฺขติ ฯ อนาคตภยาติ อนาคตภยเหตุ ตํ ภยํ อาสงฺกยมาโน ฯ ธีโรติ ปณฺฑิโต ปุริโส ปาปมิตฺตสํสคฺคํ น กโรติ ตีหิ ทฺวาเรหิ ทุจฺจริตํ น จรติ ฯ อุโภ โลเกติ เอวํ ภายนฺโต เหส อิธโลกปรโลกสงฺขาเต อุโภ โลเก อเวกฺขติ โอโลเกติ สงฺกยมาโน อิธโลกภเยน ปาปมิตฺเต วชฺเชติ ปรโลกภเยน ปาปกมฺมํ น กโรติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อสฺสตฺถนิพฺพตฺตเทวตา สารีปุตฺโต อโหสิ นิมฺพเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
ปุจิมนฺทชาตกํ ปฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗