ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ขันติวาทิชาดก
ชาดกที่ ๓๑๓ · จตุกกนิบาตชาดก · ปุจิมันทวรรค

ขันติวาทิชาดก

ว่าด้วยโทษที่ทำร้ายพระสมณะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๕๐ · บรรทัด ๒๗๘๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากขันติวาทิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มักโกรธรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าโย เต หตฺเถ จ ปาเท จ ดังนี้. เรื่องได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ก็ในที่นี้ พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า เธอบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ไม่โกรธ เพราะเหตุไร จึงกระทำความโกรธเล่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อเครื่องประหารตั้งพันตกลงบนร่างกาย เมื่อถูกเขาตัดมือเท้า หู และจมูก ก็ยังไม่กระทำความโกรธแก่คนอื่น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระเจ้ากาสีพระนามว่ากลาปุทรงครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นมาณพชื่อว่ากุณฑลกุมารเจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา แล้วรวบรามทรัพย์สมบัติตั้งตัว เมื่อบิดามารดาล่วงลับไป. จึงมองดูกองทรัพย์แล้วคิดว่า ญาติทั้งหลายของเราทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นแล้วไม่ถือเอาไปเลยแต่เราควรจะถือเอาทรัพย์นั้นไป จึงจัดแจงทรัพย์ทั้งหมด ให้ทรัพย์แก่คนที่ควรให้ ด้วยอำนาจการให้ทาน แล้วเข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวชยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลาผลไม้ อยู่เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงนครพาราณสีโดยลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน. วันรุ่งขึ้น เที่ยวภิกขาจารไปในนคร ถึงประตูนิเวศน์ของเสนาบดี. เสนาบดีเลื่อมใสในอิริยาบถของพระโพธิสัตว์นั้น จึงให้เข้าไปยังเรือนโดยลำดับ ให้บริโภคโภชนะที่เขาจัดไว้เพื่อตน ให้รับปฏิญญาแล้วให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้นนั่นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงมึนเมาน้ำจัณฑ์ มีนางนักสนมห้อมล้อมเสด็จไปยังพระราชอุทยานด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ ให้ลาดพระที่บรรทมบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล แล้วบรรทมเหนือตักของหญิงที่ทรงโปรดคนหนึ่ง หญิงนักฟ้อนทั้งหลายผู้ฉลาดในการขับร้อง การประโคม และการฟ้อนรำ ก็ประกอบการขับร้องเป็นต้น. พระเจ้ากลาปุได้มีสมบัติดุจของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงบรรทมหลับไป. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น พากันกล่าวว่า พวกเราประกอบการขับร้องเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด พระราชานั้นก็ทรงบรรทมหลับไปแล้ว ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา. ด้วยการขับร้องเป็นต้น จึงทิ้งเครื่องดนตรีมีพิณเป็นต้นไว้ในที่นั้น ๆ เอง แล้วหลีกไปยังพระราชอุทยาน ถูกดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้เป็นต้นล่อใจ จึงอภิรมย์อยู่ในพระราชอุทยาน. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ดุจช้างซับมันตัวประเสริฐ. ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในบรรพชาอยู่ ณ โคนต้นสาละมีดอกบานสะพรั่งในพระราชอุทยานนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นหลีกไปยังพระราชอุทยานแล้วเที่ยวไปอยู่ ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวกันว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราเป็นบรรพชิตนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเราจักนั่งฟังอะไร ๆ ในสำนักของพระผู้เป็นเจ้านั้น ตราบเท่าที่พระราชายังไม่ทรงตื่นบรรทม จึงได้ไปไหว้นั่งล้อมแล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดกล่าวอะไร ๆ ที่ควรกล่าวแก่พวกดิฉันเถิด. พระโพธิสัตว์จึงกล่าวธรรมแก่หญิงเหล่านั้น ครั้งนั้น หญิงคนนั้นขยับตัวทำให้พระราชาตื่นบรรทม. พระราชาทรงตื่นบรรทมแล้วไม่เห็นหญิงพวกนั้น จึงตรัสว่า พวกหญิงถ่อยไปไหน. หญิงคนโปรด นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิงเหล่านั้นไปนั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง. พระราชาทรงกริ้วถือพระขรรค์ได้รีบเสด็จไปด้วยตั้งพระทัยว่า จักตัดหัวของชฎิลโกงนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นเห็นพระราชาทรงกริ้วกำลังเสด็จมา ในบรรดาหญิงเหล่านั้น หญิงคนที่โปรดมากไปแย่งเอาพระแสงดาบจากพระหัตถ์ของพระราชาให้พระราชาสงบระงับ. พระราชานั้นเสด็จไปประทับยืนในสำนักของพระโพธิสัตว์แล้วตรัสถามว่า สมณะ แกมีวาทะว่ากระไร ? พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตรอาตมามี ขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติ พระราชาที่ชื่อว่าขันตินั้น คืออะไร ? พระโพธิสัตว์ คือความไม่โกรธในเมื่อเขาด่าอยู่ ประหารอยู่ เย้ยหยันอยู่. พระราชาตรัสว่า ประเดี๋ยว เราจักเห็นความมีขันติของแก แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรมา. เพชฌฆาตนั้นถือขวานและแซ่หนามตามจารีตของตน นุ่งผ้ากาสาวะสวมพวงมาลัยแดง มาถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะทำอะไร พระเจ้าข้า ? พระราชาตรัสว่า เจ้าจงจับดาบสชั่วเยี่ยงโจรนี้ ฉุดให้ล้มลงพื้นแล้วเอาแซ่หนามเฆี่ยนสองพันครั้งในข้างทั้งสี่ คือข้างหน้า ข้างหลัง และด้านข้าง ๆ ทั้งสองด้าน เพชฌฆาตนั้นได้กระทำเหมือนรับสั่งนั้น. ผิวของพระโพธิสัตว์ขา หนังขาด เนื้อขาดโลหิตไหล. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามีวาทะว่ากระไร . พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตร อาตมามีวาทยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญว่าขันติมีในระหว่างหนังของอาตมา ขันติไม่ได้มีในระหว่างหนังของอาตมา มหาบพิตร ก็ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย ซึ่งพระองค์ไม่อาจแลเห็น. เพชฌฆาตทูลถามอีกว่า ข้าพระองค์จะทำอะไร ? พระราชาตรัสว่า จงตัดมือทั้งสองข้างของดาบสโกงผู้นี้. เพชฌฆาตนั้น. จับขวานตัดมือทั้งสองข้างแต่ข้อมือ. ทีนั้น พระราชาตรัสกะเพชฌฆาตนั้นว่า จงตัดเท้าทั้งสองข้าง. เพชฌฆาตก็ตัดเท้าทั้งสองข้าง. โลหิตไหลออกจากปลายมือและปลายเท้า เหมือนรดน้ำครั่งไหลออกจากหม้อทะลุฉะนั้น. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตรอาตมามีวาทะยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีอยู่ที่ปลายมือปลายเท้าของอาตมา ขันตินั่นไม่มีอยู่ที่นี้เพราะขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันสถานที่ลึกซึ้ง. พระราชานั้นตรัสว่า จงตัดหูและจมูกของดาบสนี้. เพชฌฆาตก็ตัดหูและจมูก. ทั่วทั้งร่างกายมีแต่โลหิต. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามีวาทะกระไร ? พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ แต่พระองค์ได้สำคัญว่า ขันติตั้งอยู่เฉพาะที่ปลายหู ปลายจมูกขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันลึก. พระราชาตรัสว่า เจ้าชฏิลโกง เจ้าเท่านั้นจงนั่งยกเชิดชูขันติของเจ้าเถิด แล้วเอาพระบาทกระทืบยอดยกแล้วเสด็จหลีกไป. เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว เสนาบดีเช็ดโลหิตจากร่างกายของพระโพธิสัตว์ แล้วเก็บรวบรวมปลายมือปลายเท้า ปลายหู และปลายจมูกไว้ที่ชายผ้าสาฎกค่อย ๆ ประคองให้พระโพธิสัตว์นั่งแล้วไหว้ ได้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านจะโกรธ ควรโกรธพระราชาผู้ทำผิดในท่านไม่ควรโกรธผู้อื่น เมื่อจะอ้อนวอนจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใดให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาวีร แปลว่า ผู้มีความเพียรใหญ่หลวง. บทว่า มา รฏฺํ วินสฺส อิทํ ความว่า ท่านอย่าทำกาสิกรัฐอันหาความผิดมิได้นี้ให้พินาศ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้าหู และจมูกของอาตมภาพ ขอพระราชาพระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน บัณฑิตทั้งหลาย เช่นกับอาตมภาพย่อมไม่โกรธเคืองเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาทิสา ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งขันติเช่นกับอาตมา ย่อมไม่โกรธว่า ผู้นี้ด่าบริภาษ เย้ยหยัน ประหารเรา ตัดอวัยวะทำลายเรา. ในกาลที่พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ลับคลองจักษุของพระโพธิสัตว์เท่านั้น มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์นี้ก็แยกออก ประดุจผ้าสาฎกทั้งกว้างทั้งแข็งแตกออกฉะนั้น. เปลวไฟจากอเวจีนรก แลบออกมาจับพระราชาเหมือนห่มด้วยผ้ากัมพลแดงที่ตระกูลมอบให้. พระราชาเข้าสู่แผ่นดินที่ประตูพระราชอุทยานนั่นเองแล้วตั้งอยู่เฉพาะในอเวจีมหานรก. พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำกาละในวันนั้นเอง. ราชบุรุษและชาวนครทั้งหลายถือของหอม ดอกไม้ ประทีปและธูป มากระทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์. ส่วนเกจิอาจารย์กล่าวว่า พระโพธิสัตว์กลับไปยังหิมวันตประเทศนั่นเอง. คำของเกจิอาจารย์นั้นไม่จริง. มีอภิสัมพุทธคาถาทั้งสองคาถานี้อยู่ว่า :สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาในอดีตกาลนั้นแล้ว พระเจ้ากาสีได้รับสั่งให้ห้ำหั่นสมณะนั้นผู้ดำรงอยู่เฉพาะในขันติธรรม. พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรก เสวยวิบากอันเผ็ดร้อนของกรรมที่หยาบช้านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมทฺธานํ แปลว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน. บทว่า ขนฺติทีปโน ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยอธิวาสนขันติ. บทว่า อเฉทยิ ได้แก่ รับสั่งให้ฆ่า. แต่พระเถระพวกหนึ่งกล่าวว่า มือและเท้าของพระโพธิสัตว์ต่อติดได้อีก. คำนั้นไม่จริงเหมือนกัน. บทว่า สมปฺปิโต ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ขี้โกรธบรรลุพระอนาคามิผล. พระเจ้ากาสีพระนามว่ากลาปุในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต เสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนดาบสผู้มีวาทะยกย่องขันติในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาขันติวาทิชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๕๘–๔๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ขนฺติวาทิชาตกํ

โย เต หตฺเถ จ ปาเท จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โกธนํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา กถิตเมว ฯ สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ กสฺมา ตฺวํ อกฺโกธนสฺส พุทฺธสฺส สาสเน ปพฺพชิตฺวา โกธํ กโรสิ โปราณกปณฺฑิตา สรีเร ปหารสหสฺเส ปตนฺเต หตฺถปาทกณฺณนาสาสุ ฉิชฺชมานาสุ ปรสฺส โกธํ น กรึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ กลาปุ นาม กาสิกราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภเว พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา กุณฺฑลกุมาโร ๑- นาม มาณโว หุตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา มาตาปิตูนํ อจฺจเยน ธนราสึ โอโลเกตฺวา อิมํ ธนํ อุปฺปาเทตฺวา มม ญาตกา อคฺคเหตฺวาว คตา มยา ปเนตํ คเหตฺวา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ สพฺพํ ธนํ วิเจยฺย ทานวเสน โย ยํ อรหติ ตสฺส ตํ ทตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตฺวา ผลาผเลน ยาเปนฺโต จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย มนุสฺสปถํ คนฺตฺวา อนุปุพฺเพน พาราณสึ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิ ฯ ปุนทิวเส นคเร ภิกฺขาย จรนฺโต เสนาปติสฺส นิเวสนทฺวาเร สมฺปาปุณิ ฯ เสนาปติ ตสฺส อิริยาปเถ ปสีทิตฺวา อนุปุพฺเพน ฆรํ ปเวเสตฺวา อตฺตโน ปฏิยาทิตโภชนํ โภเชตฺวา ปฏิญฺญํ คาหาเปตฺวา ตตฺเถว ราชุยฺยาเน วสาเปสิ ฯ อเถกทิวสํ

@เชิงอรรถ: ๑ กุณฺฑกกุมาโร ฯ กลาปุ ราชา สุรามทมตฺโต นาฏกปริวุโต มหนฺเตน ยเสน ราชุยฺยานํ คนฺตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ สยนํ อตฺถราเปตฺวา เอกิสฺสา มนาปาย อิตฺถิยา องฺเก สยติ ฯ คีตวาทิตนจฺเจสุ เฉกา นาฏกิตฺถิโย คีตาทีนิ ปโยชยึสุ ฯ สกฺกสฺส เทวรญฺโญ วิย สมฺปตฺติ อโหสิ ฯ ราชา นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ อถ ตา อิตฺถิโย ยสฺสตฺถาย มยํ คีตาทีนิ ปโยชยาม โส นิทฺทํ อุปคโต กินฺโน คีตาทีหีติ วีณาทีนิ ตุริยานิ ตตฺถ ตตฺเถว ฉฑฺเฑตฺวา อุยฺยานํ ปกฺกนฺตา ปุปฺผผลปลฺลวาทีหิ ปโลภิยมานา อุยฺยาเน อภิรมึสุ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ อุยฺยาเน สุปุปฺผิตสาลมูเล ปพฺพชฺชาสุเขน วีตินาเมนฺโต มตฺตวรวารโณ วิย นิสินฺโน โหติ ฯ อถ ตา อิตฺถิโย อุยฺยานํ ปกฺกนฺตา จรมานา ตํ ทิสฺวา เอถ อยฺโย โน เอกสฺมึ รุกฺขมูเล ปพฺพชิโต นิสินฺโน ยาว ราชา น ปพุชฺฌติ ตาวสฺส สนฺติเก กิญฺจิ สุณมานา นิสีทิสฺสามาติ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปริวาเรตฺวา นิสินฺนา อมฺหากํ กเถตพฺพยุตฺตกํ กิญฺจิ กเถถาติ วทึสุ ฯ โพธิสตฺโต ตาสํ ธมฺมํ กเถสิ ฯ อถ สา อิตฺถี องฺคํ จาเลตฺวา ราชานํ ปโพเธสิ ฯ ราชา ปพุทฺโธ ตา อปสฺสนฺโต กหํ คตา วสลิโยติ อาห ฯ เอตา มหาราช คนฺตฺวา เอกํ ตาปสํ ปริวาเรตฺวา นิสีทึสูติ ฯ ราชา กุปิโต ขคฺคํ คเหตฺวา สีสมฺปิ ตสฺส กูฏชฏิลสฺส ฉินฺทิสฺสามีติ เวเคน อคมาสิ ฯ อถ ตา อิตฺถิโย ราชานํ กุทฺธํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ตาสุ วลฺลภตรา คนฺตฺวา รญฺโญ หตฺถา อสึ คเหตฺวา ราชานํ วูปสเมสุํ ฯ โส อาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติเก ฐตฺวา กึวาที ตฺวํ สมณาติ ปุจฺฉิ ฯ ขนฺติวาที มหาราชาติ ฯ กา เอสา ขนฺติ นามาติ ฯ อกฺโกสนฺเตสุ ปหรนฺเตสุ ปริภวนฺเตสุ อกุชฺฌนภาโวติ ฯ ราชา ปสฺสิสฺสามิทานิ เต ขนฺติยา อตฺถิภาวนฺติ โจรฆาตกํ ปกฺโกสาเปสิ ฯ โส อตฺตโน จาริตฺเตน ผรสุญฺจ กณฺฏกกสญฺจ อาทาย กาสาวนิวาสโน รตฺตมาลาธโร อาคนฺตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา กึ กโรมีติ อาห ฯ อิมํ โจรทุฏฺฐตาปสํ คเหตฺวา กฑฺฒิตฺวา ภูมิยํ ปาเตตฺวา กณฺฏกกสํ คเหตฺวา ปุรโต จ ปจฺฉโต จ อุโภสุ ปสฺเสสุ จาติ จตูสุ ปสฺเสสุ เทฺว ปหารสหสฺสานิ เทหีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส ฉวิ ฉิชฺชิ จมฺมํ ฉิชฺชิ มํสํ ฉิชฺชิ โลหิตํ ปคฺฆรติ ฯ ปุน ราชา กึวาที ตฺวนฺติ อาห ฯ ขนฺติวาที มหาราช ตฺวํ ปน มยฺหํ จมฺมนฺตเร ขนฺตีติ มญฺญสิ น มยฺหํ จมฺมนฺตเร ขนฺติ ตยา ปน ทฏฺฐุํ อสกฺกุเณยฺเย หทยพฺภนฺตเร มม ขนฺติ ปติฏฺฐิตา มหาราชาติ ฯ ปุน โจรฆาตโก กึ กโรมีติ ปุจฺฉิ ฯ อิมสฺส กูฏชฏิลสฺส อุโภ หตฺเถ ฉินฺทาติ ฯ โส ผรสุํ คเหตฺวา คณฺฐิกายํ ฐเปตฺวา หตฺเถ ฉินฺทิ ฯ อถ นํ ปาเท ฉินฺทาติ อาห ฯ ปาเทปิ ฉินฺทิ ฯ หตฺถปาทโกฏีหิ ฆฏจฺฉิทฺเทหิ ลาขารโส วิย โลหิตํ ปคฺฆรติ ฯ ปุน ราชา กึวาทีติ ปุจฺฉิ ฯ ขนฺติวาที มหาราช ตฺวํ ปน มยฺหํ หตฺถปาทโกฏีสูติ มญฺญสิ นตฺเถสา เอตฺถ มยฺหํ หิ ขนฺติ คมฺภีรฏฺฐาเน หทยพฺภนฺตเร ปติฏฺฐิตาติ ฯ โส กณฺณนาสมสฺส ฉินฺทาติ อาห ฯ อิตโร กณฺณนาสํ ฉินฺทิ ฯ สกลสรีเร โลหิตํ อโหสิ ฯ ปุน กึวาที ตฺวนฺติ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช ขนฺติวาทีติ ฯ มา โข ปน ตฺวํ กณฺณนาสิกโกฏีสุ ปติฏฺฐิตา ขนฺตีติ มญฺญสิ มม ขนฺติ คมฺภีเร หทยพฺภนฺตเร ปติฏฺฐิตาติ ฯ ราชา กูฏชฏิล ตว ขนฺตึ ตฺวเมว อุกฺขิปิตฺวา นิสีทาติ โพธิสตฺตสฺส หทยํ ปาเทน ปหริตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตสฺมึ คเต เสนาปติ โพธิสตฺตสฺส สรีรโต โลหิตํ ปุญฺฉิตฺวา หตฺถปาทกณฺณนาสโกฏิโย สาฏกกณฺเณ กตฺวา โพธิสตฺตํ สณิกํ นิสีทาเปตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา สเจ ภนฺเต ตุมฺเห กุชฺฌิตุกามา ตุมฺเหสุ กตาปราธสฺส รญฺโญ กุชฺเฌยฺยาถ มา อญฺเญสนฺติ ยาจนฺโต ปฐมํ คาถมาห

โย เต หตฺเถ จ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉทยิ

ตสฺส กุชฺฌ มหาวีร มา รฏฺฐํ วินสฺส อิทนฺติ ฯ

ตตฺถ มหาวีราติ มหาวีริย ฯ มา รฏฺฐํ วินสฺส อิทนฺติ อิทํ นิรปราธํ กาสิกรฏฺฐํ มา วินาเสหีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ทุติยํ คาถมาห

โย เม หตฺเถ จ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉทยิ

จิรํ ชีวตุ โส ราชา น หิ กุชฺฌนฺติ มาทิสาติ ฯ

ตตฺถ มาทิสาติ มม สทิสา ขนฺติพเลน สมนฺนาคตา ปณฺฑิตา อยํ มํ อกฺโกสิ ปริภาสิ ปริภวิ ปหริ ฉินฺทิ ภินฺทีติ น กุชฺฌนฺตีติ ฯ

รญฺโญ อุยฺยานา นิกฺขมนฺตสฺส โพธิสตฺตสฺส จกฺขุปถํ วิชหนกาเลเยว อยํ จตุนหุตาธิกทฺวิโยชนสตสหสฺสพหลา มหาปฐวี ขลิถทฺธสาฏโก ๑- วิย ผลิตา ฯ อวีจิโต ชาลา นิกฺขมิตฺวา ราชานํ กุลทตฺติเกน รตฺตกมฺพเลน ปารุปนฺตี วิย คณฺหิ ฯ โส อุยฺยานทฺวาเรเยว ปฐวึ ปวิสิตฺวา อวีจิมหานิรเย ปติฏฺฐหิ ฯ โพธิสตฺโต ตํทิวสํเยว กาลมกาสิ ฯ ราชปุริสา จ นาครา จ คนฺธมาลาทีปธูปหตฺถา อาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส สรีรกิจฺจํ กรึสุ ฯ เกจิ ปนาหํสุ โพธิสตฺโต ปุน หิมวนฺตเมว คโตติ ฯ ตํ อภูตํ ฯ

อหุ อตีตมทฺธานํ สมโณ ขนฺติทีปโน

ตํ ขนฺติยาเยว ฐิตํ กาสิราชา อเฉทยิ

ตสฺส กมฺมสฺส ผรุสสฺส วิปาโก กฏุโก อหุ

ยํ กาสิราชา เวเทสิ นิรยมฺหิ สมปฺปิโตติ อิมา เทฺวปิ อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ

ตตฺถ อตีตมทฺธานนฺติ อตีเต อทฺธาเน ฯ ขนฺติทีปโนติ อธิวาสนขนฺติสมฺปนฺโน ฯ อเฉทยีติ มาราเปสิ ฯ เอกจฺเจ ปน เถรา โพธิสตฺตสฺส ปุน หตฺถปาทา ฆฏิตาติ วทนฺติ ฯ ตํ อภูตเมว ฯ สมปฺปิโตติ ปติฏฺฐิโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โกธโนภิกฺขุ อนาคามิผลํ สมฺปาปุณิ ฯ ตทา กลาปุ กาสิกราชา เทวทตฺโต อโหสิ ฯ เสนาปติ สารีปุตฺโต ฯ ขนฺติวาที ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

ขนฺติวาทิชาตกํ ตติยํ

@เชิงอรรถ: ๑ ปลิตฺถทฺธสาฏโก ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑๒. กัสสปมันทิยชาดกชาดกถัดไป๓๑๔. โลหกุมภิชาดก