มังสชาดก
ว่าด้วยวาทศิลป์ของคนขอ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๕๘ · บรรทัด ๒๘๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภบิณฑบาตอันมีรสที่พระสารีบุตรเถระ ให้แก่ภิกษุทั้งหลายที่ดื่มยาถ่ายจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ผรุสา วต เต วาจา ดังนี้. ได้ยินว่า ในกาลนั้น ภิกษุบางพวกในพระวิหารเชตวันพากันดื่มยาถ่ายอันปรุงด้วยยางเหนียว ภิกษุเหล่านั้นจึงมีความต้องการด้วยบิณฑบาตอันมีรส. ภิกษุผู้เป็นคิลานุปัฏฐากทั้งหลายคิดว่า จักนำภัตตาหารอันมีรสมา จึงเข้าไปในนครสาวัตถี แม้จะเที่ยวบิณฑบาตไปในถนนที่มีบ้านเรือนสมบูรณ์ด้วยข้าวสุก ก็ไม่ได้ภัตตาหารอันมีรสจึงพากันกลับ. พระเถระเข้าไปบิณฑบาตในตอนสายเห็นภิกษุเหล่านั้นจึงถามว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ทำไมจึงกลับสายนัก. ภิกษุเหล่านั้นจึงบอกเนื้อความนั้น. พระเถระกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงมา แล้วพาภิกษุเหล่านั้นไปยังถนนนั้นนั่นแหละ. คนทั้งหลายได้ถวายภัตตาหารอันมีรสจนเต็มบาตร. พวกภิกษุผู้เป็นคิลานุปัฏฐากนำมายังพระวิหารแล้วได้ถวายแก่พวกภิกษุไข้. ภิกษุไข้เหล่านั้นไข้บริโภครสเป็นที่ยินดี. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า พระอุปัฏฐากของพวกภิกษุผู้ดื่มยาถ่ายไม่ได้ภัตตาหารอันมีรสจึงกลับออกมา พระเถระจึงพาเที่ยวไปในถนนที่มีบ้านเรือนซึ่งมีข้าวสุก ส่งบิณฑบาตอันมีรสเป็นอันมากไปให้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายสารีบุตรได้เนื้ออันประเสริฐ ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลายผู้มีวาจาอ่อนโยนฉลาดกล่าวถ้อยคำที่น่ารัก ก็ได้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรเศรษฐี. อยู่มาวันหนึ่ง นายพรานเนื้อคนหนึ่งได้เนื้อมาเป็นอันมาก จึงบรรทุกเต็มยานน้อยมายังนครด้วยหวังใจว่าจักขาย. ในกาลนั้น บุตรเศรษฐี ๔ คนชาวเมืองพาราณสีออกจากนครแล้วนั่งสนทนากันถึงเรื่องที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังมาบางเรื่องณ สถานที่ที่มีหนทางมาบรรจบกัน. บรรดาเศรษฐีบุตร ๔ คนนั้นเศรษฐีบุตรคนหนึ่งเห็นพรานเนื้อนั้นบรรทุกเนื้อมา จึงกล่าวว่า เราจะให้นายพรานนั้นนำชิ้นเนื้อมา. เศรษฐีบุตรเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงไปให้นำมาเถิด. เศรษฐีบุตรนั้นเข้าไปหานายพรานเนื้อแล้วกล่าวว่าเฮ้ยพราน จงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้าบ้าง. นายพรานกล่าวว่า ธรรมดาผู้จะขออะไร ๆ กะผู้อื่น ต้องเป็นผู้มีคำพูดอันเป็นที่น่ารัก ท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่วาจาที่ท่านกล่าว แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :วาจาของท่านหยาบคายจริงหนอ ท่านขอเนื้อ วาจาของท่านเช่นกับพังผืด ดูก่อนสหาย เราจะให้พังผืดแก่ท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิโลมสทิสี ความว่า ชื่อว่าเช่นกับพังผืด เพราะเป็นวาจาหยาบ. บทว่า กิโลมํ สมฺม ททามิเต ความว่า นายพรานกล่าวว่า เอาเถอะ ท่านจงถือเอา เราจะให้พังผืดนี้อันเป็นเช่นกับวาจาของท่าน แล้วยกชิ้นเนื้อพังผืดอันไม่มีรสให้ไป. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรอีกคนหนึ่งถามเศรษฐีบุตรคนนั้นว่าท่านพูดว่าอย่างไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า เราพูดว่าเฮ้ยแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขา แล้วไปกล่าวว่า พี่ชาย ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง. นายพรานกล่าวว่า ท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :คำว่า พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงนี้เป็นส่วนประกอบของมนุษย์ทั้งหลาย อันเขากล่าวกันอยู่ในโลก วาจาของท่านเป็นเช่นกับส่วนประกอบ ดูก่อนสหาย เราจะให้ชิ้นเนื้อแก่ท่าน. คำที่เป็นคาถานั้น มีอธิบายความดังนี้ :- คำว่าพี่น้องชายพี่น้องหญิงนี้ ชื่อว่าเป็นส่วนประกอบ เพราะเป็นเช่นกับอวัยวะของมนุษย์ในโลกนี้ เพราะฉะนั้น วาจานี้ของท่านเป็นเช่นกับอวัยวะดังนั้น เราจะให้เฉพาะชิ้นเนื้อเท่านั้นอันสมควรแก่วาจานี้ของท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงให้ยกเนื้ออันเป็นอวัยวะส่วนประกอบให้ไป. เศรษฐีบุตรอีกคนหนึ่งถามเศรษฐีบุตรคนนั้นว่า ท่านพูดว่าอย่างไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า เราพูดว่าพี่ชายแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขาแล้วไปกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง นายพรานกล่าวว่าท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ว่า :บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจของพ่อหวั่นไหว วาจาของท่านเช่นกับน้ำใจดูก่อนสหาย เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงได้ยกเนื้ออันอร่อยพร้อมกับเนื้อหัวใจให้ไป. เศรษฐีบุตรคนที่ ๔ จึงถามเศรษฐีบุตรคนนั้นว่าท่านพูดว่ากระไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรคนนั้นกล่าวว่า เราพูดว่าพ่อแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรคนที่ ๔ นั้นจึงกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขาแล้วจึงไปพูดว่า สหาย ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง. นายพรานกล่าวว่า ท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ในบ้านของผู้ใดไม่มีเพื่อน บ้านของผู้นั้นก็เป็นเหมือนกับป่า วาจาของท่านเป็นเช่นกับสมบัติทั้งมวล ดูก่อนสหาย เราจะให้เนื้อทั้งหมดแก่ท่าน. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ในบ้านของบุรุษใดไม่มีเพื่อนกล่าวคือชื่อว่าสหาย เพราะไปร่วมกันในสุขและทุกข์ สถานที่นั้นของบุรุษนั้น ย่อมเป็นเหมือนป่าไม่มีมนุษย์ ดังนั้น วาจาของท่านนี้จึงเป็นเช่นกับสมบัติทั้งหมด คือ เป็นเช่นกับสมบัติอันเป็นของ ๆ ตนทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราจะให้ยานบรรทุกเนื้ออันเป็นของ ๆ เรานี้ทั้งหมดเลยแก่ท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงกล่าวว่า มาเถิดสหาย ข้าพเจ้าจักนำยานบรรทุกเนื้อนี้ทั้งหมดทีเดียวไปยังบ้านของท่าน. เศรษฐีบุตรให้นายพรานนั้นขับยานไปยังเรือนของตน ให้ขนเนื้อลง กระทำสักการะสัมมานะแก่นายพราน ให้เรียกแม้บุตรและภรรยาของนายพรานนั้นมา ให้เลิกจากกรรมอันหยาบช้า ให้อยู่ในท่ามกลางกองทรัพย์สมบัติของตน เป็นสหายที่แน่นแฟ้นกับนายพรานนั้น อยู่สมัครสมานกันจนตลอดชีวิต. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนเศรษฐีบุตรผู้ได้เนื้อทั้งหมดในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามังสชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๗๖–๔๘๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
maṃsajātakaṃ
pharusā vata te vācāti idaṃ satthā jetavane viharanto sārīputtattherena pītavirecanānaṃ dinnarasapiṇḍapātaṃ ārabbha kathesi.
Tadā kira jetavane ekacce bhikkhū sinehavirecanaṃ piviṃsu. Tesaṃ rasapiṇḍapātena attho hoti. Gilānupaṭṭhākā rasabhattaṃ āharissāmāti sāvatthiyaṃ pavisitvā odanīyagharavīthiyaṃ piṇḍāya caritvāpi rasabhattaṃ alabhitvā nivattiṃsu. Thero divātaraṃ piṇḍāya pavisamāno te bhikkhū disvā kiṃ āvuso atipageva nivattitthāti pucchi. Te tamatthaṃ ārocesuṃ. Thero tenahi ethāti te gahetvā tameva vīthiṃ agamāsi. Manussā pūretvā pūretvā rasabhattaṃ adaṃsu. Gilānupaṭṭhākā vihāraṃ āharitvā gilānānaṃ adaṃsu. Te rasaṃ paribhuñjiṃsu. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso thero kira pītavirecanānaṃ upaṭṭhāke rasabhattaṃ alabhitvā nikkhamante gahetvā odanīyagharavīthiyaṃ caritvā bahurasapiṇḍapātaṃ pesesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti Pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva sārīputto varamaṃsaṃ labhi pubbepi muduvācā piyavacanaṃ vattuṃ chekā paṇḍitā labhiṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto seṭṭhiputto ahosi. Athekadivasaṃ eko migaluddako bahumaṃsaṃ labhitvā yānakaṃ pūretvā vikkīṇissāmīti nagaraṃ āgacchati. Tadā bārāṇasīvāsikā cattāro seṭṭhiputtā nagarā nikkhamitvā ekasmiṃ maggasabhāge ṭhāne kiñci diṭṭhaṃ sutaṃ samullapantā nisīdiṃsu. Etesu eko seṭṭhiputto taṃ maṃsayānakaṃ disvā etaṃ luddakaṃ maṃsakhaṇḍaṃ āharāpemīti pucchi. Gaccha āharāpehīti. So taṃ upasaṅkamitvā are luddaka dehi me maṃsakhaṇḍanti āha. Luddako paraṃ kiñci yācantena nāma piyavacanena bhavitabbaṃ tayā kathitavācāya anucchavikaṃ maṃsakhaṇḍaṃ labhissasīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
pharusā vata te vācā maṃsaṃ yācanako asi
kilomasadisī vācā kilomaṃ samma dadāmi teti.
Tattha kilomasadisīti pharusatāya kilomasadisī . Kilomaṃ samma dadāmi teti handa gaṇha idante vācāya sadisaṃ kilomaṃ dammīti nīrasaṃ kilomakhaṇḍaṃ ukkhipitvā adāsi.
Atha naṃ aparo seṭṭhiputto kinti vatvā yācasīti pucchi. Areti vatvāti. So ahampi naṃ yācissāmīti vatvā gantvā jeṭṭhakabhātika maṃsakhaṇḍaṃ me dehīti āha. Itaro tava vacanassa Anucchavikaṃ labhissasīti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
aṅgametaṃ manussānaṃ bhātā loke pavuccati
aṅgassa sadisī vācā aṅgaṃ samma dadāmi teti.
Tassattho imasmiṃ loke manussānaṃ aṅgasadisattā aṅgametaṃ yadidaṃ bhātā bhaginīti tasmā tavesā aṅgasadisī vācāti etissā anucchavikaṃ aṅgameva dadāmi teti.
Evañca pana vatvā aṅgamaṃsaṃ ukkhipitvā adāsi. Taṃ aparo seṭṭhiputto kinti vatvā yācasīti pucchi. Bhātikāti vatvāti. So ahampi naṃ yācissāmīti vatvā gantvā tāta maṃsakhaṇḍaṃ me dehīti āha. Luddo tava vacanānurūpaṃ lacchasīti vatvā tatiyaṃ gāthamāha
tātāti putto vadamāno kampeti hadayaṃ pitu
hadayassa sadisī vācā hadayaṃ samma dadāmi teti.
Evañca pana vatvā hadayamaṃsena saddhiṃ madhuramaṃsaṃ ukkhipitvā adāsi. Taṃ catuttho seṭṭhiputto kinti vatvā yācasīti pucchi. So tātāti vatvāti. So ahampi naṃ yācissāmīti vatvā gantvā sahāya maṃsakhaṇḍaṃ me dehīti āha. Luddo tava vacanānurūpaṃ labhissasīti vatvā catutthaṃ gāthamāha
yassa gāme sakhā natthi yathāraññaṃ tatheva taṃ
sabbassa sadisī vācā sabbaṃ samma dadāmi teti.
Tassattho yassa purisassa gāme sukhadukkhesu saha ayanato Sahāyasaṅkhāto sakhā natthi tassa taṃ ṭhānaṃ yathā amanussaṃ araññaṃ tatheva hoti iti ayaṃ tava vācā sabbassa sadisīti sabbena attano santakena vibhavena sadisī tasmā sabbameva idaṃ mama santakaṃ maṃsayānakaṃ dadāmi teti.
Evañca pana vatvā ehi samma sabbamevidaṃ maṃsayānakaṃ tava gehaṃ harissāmīti āha. Seṭṭhiputto tena yānakaṃ pājāpento attano gharaṃ gantvā maṃsaṃ otārāpetvā luddassa sakkārasammānaṃ katvā puttadārampi tassa pakkosāpetvā luddakammato apanetvā attano kuṭumbamajjhe vasāpento tena saddhiṃ abhejjasahāyo hutvā yāvajīvaṃ samaggasaṃvāsaṃ vasi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā luddako sārīputto ahosi sabbamaṃsalābhī seṭṭhiputto pana ahamevāti.
Maṃsajātakaṃ pañcamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗