ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มตโรทนชาดก
ชาดกที่ ๓๑๗ · จตุกกนิบาตชาดก · ปุจิมันทวรรค

มตโรทนชาดก

ว่าด้วยร้องไห้ถึงคนตาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๖๖ · บรรทัด ๒๘๓๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมตโรทนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประโยคทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฏุมพีในนครสาวัตถีคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มตมตเมว โรทถ ดังนี้. ได้ยินว่า พี่ชายของกฎุมพีนั้น ได้ทำกาลกิริยาตายไป เขาถูกความโศกครอบงำ เพราะกาลกิริยาของกฎุมพีนั้น ไม่อาบน้ำ ไม่บริโภคอาหาร ไม่ลูบไล้ ไปป่าช้าแต่เช้าตรู่ ถึงความเศร้าโศกร้องไห้อยู่. พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาปัจจุสมัย ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของพี่ชายแห่งกฎุมพีนั้น จึงทรงพระดำริว่า เราควรนำอดีตเหตุมาระงับความเศร้าโศก แล้วให้โสดาปัตติผลแก่พี่ชายกฎุมพีนี้ เว้นเราเสียใคร ๆ อื่นผู้สามารถ ย่อมไม่มี เราเป็นที่พึ่งอาศัยของพี่ชายแห่งกฏุมพีนี้ จึงจะควร. ในวันรุ่งขึ้นเสด็จกลับจากบิณบาตภายหลังภัตแล้ว ทรงพาปัจฉาสมณะไปยังประตูเรือนของพี่ชายกฎุมพีนั้น ผู้อันกฎุมพีพี่ชายได้ฟังว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงปูลาดอาสนะแล้วนิมนต์ให้เสด็จเข้ามา พระองค์จึงเสด็จไปแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ฝ่ายกฎุมพีก็มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะกุฎุมพีนั้นว่า ดูก่อนกฎุมพี ท่านคิดเสียใจอะไรหรือ. กฎุมพีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์คิดเสียใจตั้งแต่เวลาที่พี่ชายของข้าพระองค์ตายไป. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนผู้มีอายุ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งที่ควรจะแตกทำลาย ก็แตกทำลายไป ไม่ควรคิดเสียใจในเรื่องนั้น แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อพี่ชายตายไป ก็ไม่ได้คิดเสียใจว่า. สิ่งที่ควรจะแตกทำลาย ได้แตกทำลายไปแล้ว อันกฏุมพีนั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ. เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็ได้ทำกาลกิริยาตายไป. เมื่อมารดาบิดานั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว พี่ชายของพระโพธิสัตว์จึงจัดแจงทรัพย์สมบัติแทน. พระโพธิสัตว์อาศัยพี่ชายนั้นเป็นอยู่ ในกาลต่อมา พี่ชายนั้นได้ทำกาลกิริยาตายไปด้วยความป่วยไข้เห็นปานนั้น. ญาติมิตร และอำมาตย์ทั้งหลายพากันประคองแขนคร่ำครวญร้องไห้ แม้คนเดียวก็ไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ ส่วนพระโพธิสัตว์ไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้ คนทั้งหลายพากันติเตียนพระโพธิสัตว์ว่า ดูเอาเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อพี่ชายของผู้นี้ตายไปแล้วอาการแม้สักว่าหน้าสยิ้วก็ไม่มี เขามีใจแข็งกระด้างมาก เห็นจะอยากให้พี่ชายตายด้วยคิดว่า เราเท่านั้นจักได้ใช้สอยทรัพย์สมบัติ ทั้งสองส่วน. ฝ่ายญาติทั้งหลายก็ติเตียนพระโพธิสัตว์นั้นเหมือนว่า เมื่อพี่ชายตายเจ้าไม่ร้องไห้. พระโพธิสัตว์นั้นได้ฟังคำของญาติเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายไม่รู้จักโลกธรรม ๘ ประการ เพราะความที่ตนเป็นคนบอดเขลา จึงพากันร้องไห้ว่า พี่ชายของเราตาย แม้เราเองก็จักตาย เพราะเหตุไรท่านทั้งหลายจึงไม่ร้องไห้ถึงเราบ้างว่า ผู้นี้ก็จักตาย แม้ท่านทั้งหลายก็จักตาย เพราะเหตุไรจึงไม่ร้องให้ถึงตนเองบ้างว่า แม้เราทั้งหลายก็จักตาย ๆ สังขารทั้งปวงย่อมเป็นของไม่เที่ยง แม้สังขารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถดำรงอยู่ตามสภาวะนั้นนั่นแหละย่อมไม่มี ท่านทั้งหลายเป็นผู้บอดเขลา ไม่รู้จักโลกธรรม ๘ ประการจึงพากันร้องไห้ เพราะความไม่รู้ เราจักร้องไห้เพื่ออะไรกัน แล้วกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :ท่านทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงแต่คนที่คายแล้ว ๆ ทำไมจึงไม่ร้องไห้ถึงคนที่จักตายบ้างเล่า สัตว์ทุกจำพวกผู้ครองสรีระไว้ ย่อมละทิ้งชีวิตไปโดยลำดับ. เทวดา มนุษย์ สัตว์จตุบาท หมู่ปักษีชาติ และพวกงู ไม่มีอิสระในสรีระร่างกายนี้ถึงจะอภิรมย์อยู่ในร่างกายนั้น ก็ต้องละทิ้งชีวิตไปทั้งนั้น. สุขทุกข์ที่เพ่งเล็งกันอยู่ในหมู่มนุษย์เป็นของผันแปรไม่มั่นคงอยู่อย่างนี้ ความคร่ำครวญ ความร่ำไห้ ไม่เป็นประโยชน์เลยเพราะเหตุไร กองโศกจึงท่วมทับท่านได้. พวกนักเลง และพวกคอเหล้า ผู้ไม่ทำความเจริญ เป็นพาล ห้าวหาญ ไม่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญนักปราชญ์ว่าเป็นคนพาล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตมตเมว แปลว่า ตายไปแล้ว ๆเท่านั้น. บทว่า อนุปุพฺเพน ความว่า เมื่อประจวบคราวตายของตน ๆสัตว์ทั้งหลายย่อมละชีวิตไปโดยลำดับ ๆ คือสัตว์ทั้งปวงไม่ใช่พากันตายพร้อมกัน ถ้าจะตายพร้อมกันอย่างนั้น ความเป็นไปของโลกก็จะขาดศูนย์ไป. บทว่า โภคิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยขนาดร่ายกายใหญ่โต. บทว่า รมมานา ความว่า สัตว์ทั้งหลายมีเทวดาเป็นต้นเหล่านี้แม้ทั้งหมดผู้บังเกิดในภพนั้นๆ ถึงจะชื่นชมคือไม่เดือดร้อนรำคาญในที่เกิดของตน ๆ ก็ย่อมละทิ้งชีวิตไป. บทว่า เอวํ จลิตํ ความว่าสุขทุกข์ชื่อว่ายักย้ายไปไม่ดำรงอยู่ เพราะไม่มีความหยุดนิ่ง และความตั้งมั่นอยู่ในภพทั้ง ๓ อย่างนั้น. บทว่า กึ โว โสกคุณาภิกีรเรเพราะเหตุไร กองแห่งความโศกจึงครอบงำ คือท่วมทับท่านทั้งหลาย. บทว่า ธุตฺตา โสณฺฑา จ อกตา ความว่า นักเลงหญิง นักเลงสุรานักเลงการพนัน นักดื่ม นักกินเป็นต้น เป็นผู้ไม่ทำความเจริญทั้งขาดการศึกษา. บทว่า พาลา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเขลาคือ ผู้ไม่รู้. บทว่า สูรา อโยคิโน ความว่า ชื่อว่าผู้ห้าวหาญ เพราะไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ชื่อว่าผู้ไม่มีความเพียร เพราะความเป็นผู้ไม่ประกอบความเพียร. บาลีว่า อโยธิโน ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ผู้ไม่สามารถรบกับกิเลสมาร. บทว่า ธีรํ มญฺนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทา ความว่า พวกนักเลงเป็นต้นเห็นปานนั้นเป็นผู้ไม่รู้โลกธรรม ๘ ประการ เมื่อทุกขธรรมแม้มีประมาณน้อยเกิดขึ้นแล้ว ก็เสียใจคร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะไม่รู้โลกธรรม ๘ โดยถ่องแท้จึงสำคัญนักปราชญ์ คือบัณฑิตผู้เช่นกับเราผู้ไม่คร่ำครวญไม่ร้องไห้ในการตายของญาติเป็นต้นว่า ผู้นี้เป็นพาลไม่ร้องไห้. พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรมแก่ญาติเหล่านั้น ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ได้กระทำญาติแม้ทั้งหมดนั้นให้หายโศกแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ กฎุมพีดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. บัณฑิตผู้แสดงธรรมแก่มหาชนแล้วกระทำให้หายโศกเศร้าในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถามตโรทนชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๙๑–๔๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๑๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มตโรทนชาตกํ

มตมตเมว โรทถาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ สาวตฺถิยํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺส กิร ภาตา กาลมกาสิ ฯ โส ตสฺส กาลกิริยาย โสกาภิภูโต น นฺหายติ น ภุญฺชติ น วิลิมฺปติ ปาโตว สุสานํ คนฺตฺวา โสกปฺปตฺโต โรทติ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โวโลเกนฺโต ตสฺส โสตาปตฺติผลุปนิสฺสยํ ทิสฺวา อิมสฺส อตีตํ การณํ อาหริตฺวา โสกํ วูปสเมตฺวา โสตาปตฺติผลํ ทาตุํ วฏฺฏติ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ โกจิ สมตฺโถ นตฺถิ อิมสฺส มยา อวสฺสเยน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ ปุนทิวเส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ปจฺฉาสมณํ อาทาย ตสฺส ฆรทฺวารํ คนฺตฺวา สตฺถา อาคโตติ สุตฺวา อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ปวิสถาติ กุฏุมฺพิเกน วุตฺโต ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ กุฏุมฺพิโกปิ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถ นํ สตฺถา กึ กุฏุมฺพิก จินฺเตสีติ อาห ฯ อาม ภนฺเต มม ภาตุ มตกาลโต ปฏฺฐาย จินฺเตมีติ ฯ อาวุโส สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ภิชฺชิตพฺพยุตฺตกํ ภิชฺชติ ตตฺถ น จินฺเตตพฺพํ โปราณกปณฺฑิตาปิ ภาตริ มเต ภิชฺชิตพฺพยุตฺตกํ ภิชฺชีติ น จินฺตยึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภเว เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส วยปฺปตฺตสฺส มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ เตสุ กาลกเตสุ โพธิสตฺตสฺส ภาตา กุฏุมฺพํ วิจาเรสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ นิสฺสาย ชีวติ ฯ โส อปรภาเค ตถารูเปน พฺยาธินา กาลมกาสิ ฯ ญาติมิตฺตามจฺจา สนฺนิปติตฺวา พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺติ โรทนฺติ ฯ เอโกปิ สกภาเวน สณฺฐาตุํ นาสกฺขิ ฯ โพธิสตฺโต ปน เนว กนฺทติ น โรทติ ฯ มนุสฺสา ปสฺสถ โภ อิมสฺส ภาตริ มเต มุขสงฺโกจนมตฺตมฺปิ นตฺถิ อติวิย ถทฺธหทโย เทฺวปิ โกฏฺฐาเส อหเมว ภุญฺชิสฺสามีติ ภาตุ มรณํ อิจฺฉติ มญฺเญติ โพธิสตฺตํ ครหึสุ ฯ ญาตกาปิ นํ ตฺวํ ภาตริ มเต น โรทสีติ ครหึสุเยว ฯ โส เตสํ วจนํ สุตฺวา ตุมฺเห อตฺตโน อนฺธพาลภาเวน อฏฺฐ โลกธมฺเม อชานนฺตา มม ภาตา มโตติ โรทถ อหมฺปิ มริสฺสามิ มมฺปิ อยมฺปิ มริสฺสตีติ กสฺมา น โรทถ ตุมฺเหปิ มริสฺสถ อตฺตานมฺปิ มยมฺปิ มริสฺสาม มริสฺสามาติ กสฺมา น โรทถ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา หุตฺวา โหนฺติ เตเนว สภาเวน สณฺฐาตุํ สมตฺโถ เอกสงฺขาโรปิ นตฺถิ ตุมฺเห อนฺธพาลา อญฺญาณตาย อฏฺฐ โลกธมฺเม อชานิตฺวา โรทถ อหํ กิมตฺถํ โรทิสฺสามีติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

มตมตเมว โรทถ น หิ ตํ โรทถ โย มริสฺสติ

สพฺเพว สรีรธาริโน อนุปุพฺเพน ชหนฺติ ชีวิตํ

เทวา มนุสฺสา จตุปฺปทา ปกฺขิคณา อุรคา จ โภคิโน

ยมฺหิ ๑- สรีเร อนิสฺสรา รมมานาว ชหนฺติ ชีวิตํ

เอวํ จลิตํ อสณฺฐิตํ สุขทุกฺขํ มนุเชสุ อเปกฺขิยํ

กนฺทิตํ รุณตํ ๒- นิรตฺถกํ กึ โว โสกคุณาภิกีรเร

ธุตฺตา โสณฺฑา จ อกตา พาลา สูรา อโยคิโน

ธีรํ มญฺญนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ ฯ

ตตฺถ มตมตเมวาติ มตมตํเยว ฯ อนุปุพฺเพนาติ อตฺตโน อตฺตโน มรณวาเร สมฺปตฺเต ปฏิปาฏิยา ชหนฺติ ชีวิตํ น เอกโตว สพฺเพ มรนฺติ ยทิ เอวํ มเรยฺยุํ โลกปฺปวตฺติ อุจฺฉิชฺเชยฺย ฯ โภคิโนติ มหนฺเตน สรีรโภเคน สมนฺนาคตา ฯ รมมานาติ ตตฺถ ตตฺถ

@เชิงอรรถ: ๑ อสฺมึ ฯ ๒ กนฺทิตรุทิตํ ฯ นิพฺพตฺตา สพฺเพปิ เอเต เทวาทโย สตฺตา อตฺตโน อตฺตโน นิพฺพตฺตฏฺฐาเน อภิรมมานาว อนุกฺกณฺฐิตาว ชีวิตํ ชหนฺติ ฯ เอวํ จลิตนฺติ เอวํ ตีสุ ภเวสุ นิจฺจลภาวสฺส จ สณฺฐิตภาวสฺส จ อภาวา จลิตํ อสณฺฐิตํ ฯ กึ โว โสกคุณาภิกีรเรติ กึการณา ตุมฺเห โสกราสี อภิกีรนฺติ อชฺโฌตฺถรนฺติ ฯ ธุตฺตา โสณฺฑา จ อกตาติ อิตฺถีธุตฺตา สุราธุตฺตา อกฺขธุตฺตา จ สุราโสณฺฑา จ ภตฺตโสณฺฑาทโย โสณฺฑา จ อกตวุฑฺฒิโน ๑- อสิกฺขิตกา จ ฯ พาลาติ พาเลฺยน สมนฺนาคตา อวิทู ฯ สูรา อโยคิโนติ อโยนิโสมนสิกาเรน สูรา โยเคน อยุตฺตตาย อโยคิโน ฯ อโยธิโนติปิ ปาโฐ ฯ กิเลสมาเรน สทฺธึ ยุชฺฌิตุํ อสมตฺถาติ อตฺโถ ฯ ธีรํ มญฺญนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ เย เอวรูปา ธุตฺตาทโย อฏฺฐวิธสฺส โลกธมฺมสฺส อโกวิทา เต อปฺปมตฺตเกปิ ทุกฺขธมฺเม อุปฺปนฺเน อนตฺตมนา กนฺทมานา โรทมานา อฏฺฐ โลกธมฺเม ตตฺตโต ๒- อชานิตฺวา ญาติมรณาทีสุ อกนฺทนฺตํ อโรทนฺตํ มาทิสํ ธีรํ ปณฺฑิตํ พาโล อยํ น โรทตีติ มญฺญนฺตีติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต เตสํ ธมฺมํ เทเสตฺวา สพฺเพปิ เต อโสเก อกาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ อกตพุทฺธิโน ฯ ๒ ตตฺตฺวโต ฯ

นิสฺโสกภาวกรปณฺฑิโต อหเมวาติ ฯ

มตโรทนชาตกํ สตฺตมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑๖. สสปัณฑิตชาดกชาดกถัดไป๓๑๘. กณเวรชาดก