ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กณเวรชาดก
ชาดกที่ ๓๑๘ · จตุกกนิบาตชาดก · ปุจิมันทวรรค

กณเวรชาดก

ว่าด้วยหญิงหลายผัว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๗๐ · บรรทัด ๒๘๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกณเวรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของภรรยาเก่าของภิกษุ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ยนฺตํ วสนฺตสมเย ดังนี้. เรื่องราวปัจจุบันจักมีแจ้งในอินฺทฺริยชาดก ส่วนในที่นี้ พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อชาติก่อนเธออาศัยหญิงนี้จึงได้รับการตัดศีรษะด้วยดาบ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร. พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดฤกษ์โจรในเรือนของคฤหบดีคนหนึ่งในกาสิกคาม พอเจริญวัยแล้ว กระทำโจรกรรมเลี้ยงชีวิต จนปรากฏในโลก เป็นผู้กล้าหาญ มีกำลังดุจช้างสาร ใคร ๆ ไม่สามารถจับพระโพธิสัตว์นั้นได้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นตัดที่ต่อเรือนในเรือนของเศรษฐีแห่งหนึ่งลักทรัพย์มาเป็นอันมาก. ชาวพระนครพากันเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มหาโจรคนหนึ่งปล้นพระนคร ขอพระองค์โปรดให้จับโจรนั้น. พระราชาทรงสั่งเจ้าหน้าที่รักษาพระนครให้จับมหาโจรนั้น. ในตอนกลางคืน เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้น ได้วางผู้คนไว้เป็นพวก ๆ ในที่นั้น ๆ ให้จับมหาโจรนั้น๑. ในพระสูตรเป็น กณเวรชาดก. ได้พร้อมทั้งของกลาง แล้วกราบทูลแก่พระราชา. พระราชาทรงสั่งเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้นนั่นแหละว่า จงตัดศีรษะมัน. เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครมัดมือไพล่หลังมหาโจรนั้นอย่างแน่นหนา แล้วคล้องพวงมาลัยดอกยี่โถแดงที่คอของมหาโจรนั้น แล้วโรยผงอิฐบนศีรษะเฆี่ยนมหาโจรนั้นด้วยหวายครั้งละ ๔ รอย จึงนำไปยังตะแลงแกงด้วยปัณเฑาะว์อันมีเสียงแข็งกร้าว พระนครทั้งสิ้นก็ลือกระฉ่อนไปว่าได้ยินว่า โจรผู้ทำการปล้นในนครนี้ ถูกจับแล้ว ครั้งนั้น ในนครพาราณสี มีหญิงคณิกาชื่อว่าสามา มีค่าตัวหนึ่งพัน เป็นผู้โปรดปรานของพระราชา มีวรรณทาสี ๕๐๐ คนเป็นบริวาร ยืนเปิดหน้าต่างอยู่ที่พื้นปราสาท เห็นโจรนั้นกำลังถูกนำไปอยู่ ก็โจรนั้นเป็นผู้มีรูปงามน่าเสน่หา ถึงความงามเลิศยิ่ง มีผิวพรรณดุจเทวดา ปรากฏเด่นกว่าคนทั้งปวง. นางสามาเห็นเข้าก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่คิดอยู่ว่าเราจะกระทำบุรุษนี้ให้เป็นสามีของเราได้ด้วยอุบายอะไรหนอ รู้ว่ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง จึงมอบทรัพย์พันหนึ่งในมือหญิงคนใช้คนหนึ่งผู้กระทำตามความต้องการของตนได้ เพื่อส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร โดยให้พูดว่า โจรนี้เป็นพี่ชายของนางสามา เว้นนางสามาเสีย ผู้อื่นที่จะเป็นที่อาศัยของโจรนี้ย่อมไม่มีนัยว่า ท่านรับเอาทรัพย์หนึ่งพันนี้แล้วปล่อยโจรนี้ หญิงคนใช้นั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครกล่าวว่า โจรนี้เป็นโจรโด่งดัง เราไม่อาจปล่อยโจรนี้ได้ แต่เราได้คนอื่นแล้วอาจให้โจรนี้นั่งในยานอันมิดชิดแล้วจึงส่งไปได้. หญิงคนใช้นั้นจึงไปบอกแก่นางสามานั้น. ก็ในกาลนั้น มีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันนางสามา ให้ทรัพย์พันหนึ่งทุกวัน. แม้วันนั้น เศรษฐีบุตรนั้นก็ได้เอาทรัพย์หนึ่งพันไปยังเรือนนั้น ในเวลาพระอาทิตย์อัศดงคต. ฝ่ายนางสามารับทรัพย์พันหนึ่งแล้ววางที่ขาอ่อนแล้วนั่งร้องไห้ เมื่อเศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า นางผู้เจริญ นี่เรื่องอะไรกัน จึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย โจรนี้เป็นพี่ชายของดิฉัน เขาไม่มายังสำนักของดิฉัน ด้วยคิดว่า เราทำกรรมต่ำช้า เมื่อดิฉันส่งข่าวแก่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร ๆ ส่งข่าวมาว่า เราได้ทรัพย์พันหนึ่งจึงจักปล่อยตัวไป บัดนี้ ฉันได้ทรัพย์หนึ่งพันนี้แล้ว แต่ไม่ได้โอกาสที่จะไปยังสำนักของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร. เพราะมีจิตปฏิพัทธ์ในนาง เศรษฐีบุตรนั้นจึงกล่าวว่า ฉันจักไปเอง. นางสามากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอาทรัพย์ที่นำมานั่นแหละไปเถิด. เศรษฐีบุตรนั้นถือทรัพย์พันหนึ่งนั้นไปยังเรือนของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร. เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้นพักเศรษฐีบุตรนั้นไว้ในที่อันมิดชิด แล้วให้โจรนั่งในยานอันปกปิดมิดชิดแล้งไปให้นางสามา แล้วทำการอ้างว่า โจรนี้เป็นโจรโด่งดังในแว่นแคว้น ต้องรอให้มืดค่ำเสียก่อน ทีนั้นพวกเราจึงจักฆ่าโจรนั้นในเวลาปลอดคน แล้วยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อปลอดคนแล้ว จึงนำเศรษฐีบุตรไปยังตะแลงแกงด้วยการอารักขาอย่างแข็งแรง แล้วเอาดาบตัดศีรษะเสียบร่างไว้ที่หลาวแล้ว เข้าไปยังพระนคร. ตั้งแต่นั้นมา นางสามามิได้รับอะไร ๆ จากมือของคนอื่น ๆเที่ยวอภิรมย์ชมชื่นอยู่กับโจรนั้นนั่นแหละ โจรนั้นคิดว่า ถ้าหญิงนี้จักมีจิตปฏิพัทธ์ในชายอื่นไซร้ แม้เรา นางก็จักให้ฆ่าแล้วอภิรมย์กับชายนั้นเท่านั้น หญิงนี้เป็นผู้มักประทุษร้ายมิตรโดยส่วนเดียว เราอยู่ในที่นี้ ควรรีบหนีไปที่อื่น แต่เมื่อจะไปจะไม่ไปมือเปล่า จักถือเอาห่อเครื่องอาภรณ์ของหญิงนี้ไปด้วย วันหนึ่ง จึงกล่าวกะนางสามานั้นว่า นางผู้เจริญ เราทั้งหลายอยู่เฉพาะในเรือนเป็นประจำ เหมือนไก่อยู่ในกรง พวกเราจักเล่นในสวนสักวันหนึ่ง. นางสามานั้นรับคำแล้วจัดแจงสิ่งของทั้งปวงมีของควรเคี้ยว และของควรบริโภคเป็นต้นประดับประดาด้วยอาภรณ์ทั้งปวง นั่งในยานอันมิดชิดกับโจรนั้นแล้วไปยังสวนอุทยาน. โจรนั้นเล่นอยู่กับนางสามานั้นในสวนอุทยานนั้นจึงคิดว่า เราควรหนีไปเดี๋ยวนี้ จึงทำทีเหมือนต้องการจะร่วมอภิรมย์ด้วยกิเลสฤดีกับนางสามานั้น จึงพาเข้าไประหว่างพุ่มต้นยี่โถแห่งหนึ่งทำที่เหมือนสวมกอดนางสามานั้น แล้วจึงกดลงทำให้สลบล้มลงแล้วปลดเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง เอาผ้าห่มของนางนั่นแหละผูกแล้ววางห่อมีภัณฑะไว้ที่คอ โดดข้ามรั้วอุทยานหลบหลีกไป. ฝ่ายนางสามานั้นกลับได้สัญญาความทรงจำ จึงลุกขึ้นมายังสำนักของพวกหญิงรับใช้แล้วถามว่า ลูกเจ้าไปไหน พวกหญิงรับใช้กล่าวว่า พวกดิฉันไม่ทราบเลย แม่เจ้า. นางสามาคิดว่า สามีของเราสำคัญเราว่าตายแล้วจึงกลัวแล้วหลบหนีไป เสียใจ จึงจากสวนอุทยานนั้นนั่นแลไปบ้านคิดว่า ตั้งแต่เวลาที่เรายังไม่พบเห็นสามีที่รัก เราจักไม่นอนบนที่นอนที่ประดับตกแต่ง จึงนอนอยู่ที่พื้น. ตั้งแต่นั้นมา นางไม่นุ่งผ้าสาฎกที่ชอบใจ ไม่บริโภคภัตตาหาร ๒ หน ไม่แตะต้องของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น คิดว่า เราจักแสวงหาพ่อลูกเจ้าด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งบ้างแล้วให้เรียกกลับมา จึงให้เชิญพวกคนนักฟ้อนมาแล้วได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง. เมื่อพวกนักฟ้อนรำกล่าวว่า แม่เจ้า พวกเราจะทำอะไรให้บ้าง. นางจึงกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าสถานที่ที่พวกท่านยังไม่ได้ไป ย่อมไม่มี ท่านทั้งหลายเมื่อเที่ยวไปยังคามนิคม และราชาธานี แสดงการเล่นพึงขับเพลงขับบทนี้ขึ้นก่อนทีเดียว ในมณฑลสำหรับแสดงการเล่น เมื่อจะให้พวกฟ้อนรำศึกษาเอา จึงกล่าวคาถาที่หนึ่ง แล้วสั่งว่า เมื่อพวกท่านขับเพลงขับบทนี้ ถ้าหากพ่อลูกเจ้าจักอยู่ในภายในบริษัทนั้น เขาจักกล่าวกับพวกท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านพึงบอกถึงความที่เราสบายดีแก่เขา แล้วพาเขามา ถ้าเขาไม่มา พวกท่านพึงให้เขาส่งข่าวมา ดังนี้แล้วมอบสะเบียงเดินทางให้แล้วส่งพวกนักฟ้อนรำไป. พวกนักฟ้อนเหล่านั้นออกจากนครพาราณสีกระทำการเล่นอยู่ในที่นั้น ๆ ได้ไปถึงบ้านปัตจันตคามแห่งหนึ่ง. โจรแม้คนนั้นก็หนีไปอยู่ในบ้านปัตจันตคามนั้น. พวกนักฟ้อนเหล่านั้น เมื่อจะแสดงการเล่นในที่นั้น จึงพากันขับร้องเพลงขับบทนี้ก่อนทีเดียวว่า :ท่านกอดรัดนางสามาด้วยแขน ในสมัยที่อยู่ในกอชบามีสีแดง เธอได้สั่งความไม่มีโรคนายังท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณเวเรสุ คือกณวีเรสุ แปลว่าดอกชบา. บทว่า ภาณุสุ ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยสีแสงแห่งดอกแดง ๆ. บทว่า สามํ ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนั้น. บทว่า ปิเฬสิ ความว่า ท่านบีบรัด เหมือนคนผู้ประสงค์ร่วมภิรมย์ด้วยกิเลสฤดีสวมกอดอยู่ฉะนั้น. บทว่า สา ตํ ความว่า นางสามานั้นหาโรคมิได้ แต่ท่านสำคัญว่านางตาย จึงกลัวหลบหนีไป นางนั้นได้บอกกล่าว คือแจ้งถึงความที่ตนไม่มีโรค. โจรได้ฟังเพลงขับนั้นจึงเข้าไปหานักฟ้อนแล้วกล่าวว่า ท่านพูดว่า สามายังมีชีวิต แต่เราหาเธอไม่ เมื่อจะเจรจากับนักฟ้อนนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนท่านผู้เจริญ ข่าวที่ว่า ลมพึงพัดภูเขาไปได้ ใคร ๆ คงไม่เชื่อถือ ถ้าลมจะพึงพัดเอาภูเขาไปได้ แม้แผ่นดินทั้งหมดก็พัดไปได้ เพราะเหตุไร นางสามาตายแล้ว จะสั่งความไม่มีโรคถึงเราได้. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ท่านนักฟ้อนผู้เจริญ ข่าวที่ว่าลมพัดเอาภูเขาไปเหมือนหญ้าและใบไม้นี้ ใคร ๆ คงไม่เชื่อ ถ้าแม้ลมจะพึงพัดเอาภูเขาไปได้ แผ่นดินแม้ที่หมดก็คงพัดเอาไปได้ ก็ข้อนี้ใคร ๆ ไม่พึงเชื่อถือเหมือนเราไม่เชื่อข่าวนางสามานั่น. บทว่า ยตฺถ สามา กาลกตา ความว่า นางสามาทำกาละไปแล้ว จะถามความไม่มีโรคถึงเราได้เอง. ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่เชื่อ ? ตอบว่า เพราะธรรมดาคนที่ตายแล้ว จะส่งข่าวสาส์นแก่ใคร ๆ ไม่ได้. นักฟ้อนได้ฟังคำของโจรนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :นางสามานั้นยังไม่ตาย และไม่ปรารถนาชายอื่น ได้ยินว่า นางจะมีผัวคนเดียว ยังหวังเฉพาะท่านเท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเมว อภิกงฺขติ ความว่า นางไม่ปรารถนาชายอื่น ยังหวัง คือต้องการ ปรารถนาเฉพาะท่านเท่านั้น. โจรได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า นางจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม เราไม่ต้องการนาง แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :นางสามาได้เปลี่ยนเราผู้ยังไม่เคยเชยชิดสนิทสนม กับบุรุษที่นางเคยเชยชิดสนิทสนมมานาน เปลี่ยนเราผู้ไม่เป็นขาประจำกับบุรุษผู้เป็นขาประจำ นางสามาคงจะเปลี่ยนบุรุษอื่นแม้กับเราอีก เราจักไปเสียจากที่นี้ให้ไกลแสนไกล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺถุตํ ได้แก่ ผู้ยังไม่ได้ทำการสังสรรค์. บทว่า จิรสนฺถุเตน แปลว่า ผู้ได้ทำการสังสรรค์กันมานาน. บทว่า นิมินิ แปลว่า แลกเปลี่ยน. บทว่า อธุวํ ธุเวนความว่า นางสามาได้ให้ทรัพย์หนึ่งพันแก่เจ้าหน้าที่ ผู้รักษาพระนครแล้วรับเอาเรามา เพื่อแลกเปลี่ยนเราผู้ไม่เป็นขาประจำกับสามีประจำนั้น. บทว่า มยาปิ สามา นิมิเนยฺย อญฺํ ความว่า นางสามาพึงแลกเปลี่ยนเอาสามีคนอื่นแม้กับเรา. ด้วยบทว่า อิโต อหํ ทูรตรํ นี้ โจรกล่าวว่า เราจักไปยังที่ไกลแสนไกลเช่นที่ทำเราไม่อาจได้ฟังข่าวหรือความเป็นไปของนางสามานั้น เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบอกความที่เราจากที่นี้ไปที่อื่นแก่นางสามานั้น เมื่อนักฟ้อนเหล่านั้นเห็นอยู่นั่นแหละ ได้นุ่งผ้าให้กระชับมั่นแล้วรีบหนีไป. นักฟ้อนทั้งหลายได้ไปบอกอาการกิริยา ที่โจรนั้นกระทำแก่นางสามานั้น. นาเป็นผู้มีความวิปฏิสารเดือดร้อนใจ จึงยังกาลเวลาให้ล่วงไปโดยปกติของตนนั่นแล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันถึงภรรยาเก่า ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. เศรษฐีบุตร ในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุรูปนี้ นางสามาในครั้งนั้นได้เป็นปุราณทุติยิกาภรรยาเก่าส่วนโจรในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากณเวรชรดก ที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๙๗–๕๐๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กณวีรชาตกํ

ยนฺตํ วสนฺตสมเยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณทุติยิกาย ปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ อินฺทฺริยชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ ปุพฺเพ ตฺวํ ภิกฺขุ เอตํ นิสฺสาย อสินา สีสจฺเฉทํ ปฏิลภสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกคาเม เอกสฺส คหปติกสฺส ฆเร โจรนกฺขตฺเตน ชาโต วยปฺปตฺโต โจรกมฺมํ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปนฺโต โลเก ปากโฏ อโหสิ สูโร นาคพโล ฯ โกจิ ตํ คณฺหิตุํ นาสกฺขิ ฯ โส เอกทิวสํ เอกสฺมึ เสฏฺฐิฆเร ฆรสนฺธึ ฉินฺทิตฺวา พหุธนํ อาหริ ฯ นาครา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว เอโก มหาโจโร นครํ วิลุมฺปติ ตํ คณฺหาเปถาติ วทึสุ ฯ ราชา ตสฺส คหณตฺถาย นครคุตฺติกํ อาณาเปสิ ฯ โส รตฺติภาเค ตตฺถ ตตฺถ วคฺคพนฺเธน มนุสฺเส ฐเปตฺวา ตํ สโหฒํ ๑- คณฺหาเปตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา สีสมสฺส ฉินฺทาติ นครคุตฺติกญฺเญว อาณาเปสิ ฯ นครคุตฺติโก ตํ ปจฺฉาพาหุํ พาฬฺหํ พนฺธนํ พนฺธาเปตฺวา คีวายสฺส รตฺตกณวีรมาลํ

@เชิงอรรถ: ๑ สโภคํ ฯ ลคฺคิตฺวา สีเส อิฏฺฐกจุณฺณํ โอกีริตฺวา จตุกฺเก จตุกฺเก กสาหิ ตํ โปเถนฺโต ๑- ขรสฺสเรน ปณเวน อาฆาตนํ เนติ ฯ อิมสฺมึ กิร นคเร วิโลปการโก โจโร คหิโตติ สกลนครํ สงฺขุภิ ฯ ตทา พาราณสิยํ สหสฺสํ คณฺหนฺตี สามา นาม คณิกา โหติ ราชพลฺลภา ปญฺจสตวณฺณทาสีปริวารา ปาสาทตเล วาตปานํ วิวริตฺวา ฐิตา ตํ นิยฺยมานํ ปสฺสิ ฯ โส ปน อภิรูโป ปาสาทิโก อติวิย โสภคฺคปฺปตฺโต เทววณฺโณ สพฺเพสํ มตฺถกมตฺถเกน ปญฺญายติ ฯ สามา ตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา เกน นุโข อุปาเยนาหํ อิมํ ปุริสํ อตฺตโน สามิกํ กเรยฺยนฺติ จินฺตยนฺตี อตฺเถโก อุปาโยติ ญตฺวา อตฺตโน อตฺถการิกาย เอกิสฺสา หตฺเถ นครคุตฺติกสฺส สหสฺสํ เปเสสิ อยํ โจโร สามาย ภาตา อญฺญตฺร สามาย อญฺโญ เอตสฺส นิสฺสโย นตฺถิ ตุมฺเห กิร อิทํ สหสฺสํ คเหตฺวา เอตํ วิสชฺเชถาติ ฯ สา ตถา อกาสิ ฯ นครคุตฺติโก อยํ โจโร ปากโฏ น สกฺกา เอตํ วิสชฺเชตุํ อญฺญํ ปน มนุสฺสํ ลภิตฺวา อิมํ ปฏิจฺฉนฺนยานเก นิสีทาเปตฺวา เปเสตุํ สกฺโกมีติ อาห ฯ สา คนฺตฺวา ตสฺสา อาโรเจสิ ฯ ตทา ปเนโก เสฏฺฐิปุตฺโต สามาย ปฏิพทฺธจิตฺโต เทวสิกํ สหสฺสํ เทติ ฯ โส ตํทิวสมฺปิ สูริยตฺถงฺคมนเวลาย สหสฺสํ คณฺหิตฺวา ตํ ฆรํ อคมาสิ ฯ สามาปิ สหสฺสภณฺฑิกํ คเหตฺวา อูรูสุ ฐเปตฺวา โรทนฺตี นิสินฺนา โภติ กึ เอตนฺติ วุตฺเต สามิ อยํ โจโร มม ภาตา อหํ

@เชิงอรรถ: ๑ ตาฬาเปนฺโต ฯ นีจํ กมฺมํ กโรมีติ มยฺหํ สนฺติกํ น เอติ นครคุตฺติกสฺส ปหิเต สหสฺสํ ลภมาโน วิสชฺเชสฺสามีติ สาสนํ เปเสสิ อิทานิ อิมํ สหสฺสํ อาทาย นครคุตฺติกสฺส สนฺติกํ คนฺตุํ น ลภามีติ ฯ โส ตสฺสา ปฏิพทฺธจิตฺตตาย อหํ คมิสฺสามีติ อาห ฯ เตนหิ ตยา อาภตเมว คเหตฺวา คจฺฉาหีติ ฯ โส ตํ คเหตฺวา นครคุตฺติกสฺส เคหํ คจฺฉติ ฯ โส ตํ เสฏฺฐิปุตฺตํ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน ฐเปตฺวา โจรํ ปฏิจฺฉนฺนยาเน นิสีทาเปตฺวา สามาย ปหิณิตฺวา อยํ โจโร รฏฺเฐ ปากโฏ สมนฺธการํ ตาว โหตุ อถ นํ มนุสฺสานํ ปฏิสลฺลีนเวลาย ฆาตาเปสฺสามาติ อปเทสํ กตฺวา มุหุตฺตํ วีตินาเมตฺวา มนุสฺเสสุ ปฏิสลฺลีเนสุ เสฏฺฐิปุตฺตํ มหนฺเตนารกฺเขน อาฆาตนํ เนตฺวา อสินา สีสํ ฉินฺทิตฺวา สรีรํ สูเล อาโรเปตฺวา นครํ ปาวิสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สามา อญฺเญสํ หตฺถโต กิญฺจิ น คณฺหาติ เตเนว สทฺธึ อภิรมมานา วิจรติ ฯ โส จินฺเตสิ สเจ อยํ อญฺญสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา ภวิสฺสติ มมฺปิ มาราเปตฺวา เตเนว สทฺธึ อภิรมิสฺสติ อจฺจนฺตํ มิตฺตทุพฺภินี เอสา มยา อิธ อวสิตฺวา ขิปฺปํ ปลายิตุํ วฏฺฏติ คจฺฉนฺโต ปน ตุจฺฉหตฺโถ อคนฺตฺวา เอติสฺสา อาภรณภณฺฑิกํ คเหตฺวา คจฺฉิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอกทิวสํ ตํ อาห ภทฺเท มยํ ปญฺชเร ฐิตา กุกฺกุฏา วิย นิจฺจํ ฆเรเยว โหม เอกทิวสํ อุยฺยานกีฬํ กีฬิสฺสามาติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ขาทนียโภชนียาทึ สพฺพํ ปฏิยาเทตฺวา สพฺพาภรณปฏิมณฺฑิตา เตน สทฺธึ ปฏิจฺฉนฺนยาเน นิสีทิตฺวา อุยฺยานํ อคมาสิ ฯ โส ตตฺถ ตาย สทฺธึ กีฬนฺโต อิทานิ มยฺหํ ปลายิตุํ วฏฺฏตีติ ตาย สทฺธึ กิเลสรติยา รมิตุกาโม วิย เอกํ กณวีรคจฺฉนฺตรํ ปวิสิตฺวา ตํ อาลิงฺคนฺโต วิย นิปฺปีเฬตฺวา วิสญฺญึ กตฺวา ปาเตตฺวา สพฺพาภรณานิ โอมุญฺจิตฺวา ตสฺสาเยว อุตฺตราสงฺเคน พนฺธิตฺวา ภณฺฑิกํ ขนฺเธ ฐเปตฺวา อุยฺยานวตึ ลงฺฆิตฺวา ปกฺกามิ ฯ สาปิ ปฏิลทฺธสญฺญา อุฏฺฐาย ปริจาริกานํ สนฺติกํ อาคนฺตฺวา อยฺยปุตฺโต กหนฺติ ปุจฺฉิ ฯ น ชานาม อยฺเยติ ฯ มํ มตาติ สญฺญาย ภายิตฺวา ปลาโต ภวิสฺสตีติ อนตฺตมนา หุตฺวา ตโตเยว เคหํ คนฺตฺวา มม ปิยสามิกสฺส อทิฏฺฐกาลโตว อลงฺกตสยเน น สยิสฺสามีติ ภูมิยํ นิปชฺชิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มนาปํ สาฏกํ น นิวาเสติ เทฺว ภตฺตานิ น ภุญฺชติ คนฺธมาลาทีนิ น ปฏิเสวติ ฯ เยนเกนจิ อุปาเยน อยฺยปุตฺตํ ปริเยเสตฺวา ปกฺโกสาเปสฺสามีติ นฏเก ปกฺโกสาเปตฺวา สหสฺสํ อทาสิ ฯ กึ กโรม อยฺเยติ วุตฺเต ตุมฺหากํ อคมนฏฺฐานํ นาม นตฺถิ ตุมฺเห คามนิคมราชธานิโย จรนฺตา สมชฺชํ กตฺวา สมชฺชมณฺฑเล ปฐมเมว อิมํ คีตํ คาเยยฺยาถาติ นเฏ สิกฺขาเปนฺตี ปฐมํ คาถํ วตฺวา ตุมฺเหหิ อิมสฺมึ คีตเก คีเต สเจ อยฺยปุตฺโต ตสฺมึ ปริสพฺภนฺตเร ภวิสฺสติ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถสฺสติ อถสฺส มม อโรคภาวํ วตฺวา ตํ อาทาย อาคจฺเฉยฺยาถ โน เจ อาคจฺฉติ สาสนํ เปเสยฺยาถาติ ปริพฺพยํ ทตฺวา นเฏ อุยฺโยเชสิ ฯ เต พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา ตตฺถ ตตฺถ สมชฺชํ กโรนฺตา เอกํ ปจฺจนฺตคามํ อคมึสุ ฯ โสปิ โจโร ปลายิตฺวา ตตฺถ วสติ ฯ เต ตตฺถ สมชฺชํ กโรนฺตา ปฐมเมว อิมํ คีตกํ คายึสุ

ยนฺตํ วสนฺตสมเย กณเวเรสุ ภาณุสุ

สามํ พาหาย ปีเฬสิ สา ตํ อาโรคฺยมพฺรวีติ ฯ

ตตฺถ กณเวเรสูติ กณวีเรสุ ฯ ภาณุสูติ รตฺตรตฺตานํ ปุปฺผานํ ปภาย สมฺปนฺเนสุ ฯ สามนฺติ เอวํนามิกํ ฯ ปีเฬสีติ กิเลสรติยา รมิตุกาโม อาลิงฺคนฺโต วิย ปีเฬสิ ฯ สา ตนฺติ สา สามา อโรคา ตฺวํ ปน สา มตาติ สญฺญาย ภีโต ปลายสิ สา อตฺตโน อาโรคฺยํ อพฺรวิ กเถสิ อาโรเจสีติ อตฺโถ ฯ

โจโร ตํ สุตฺวา นฏํ อุปสงฺกมิตฺวา ตฺวํ สามา ชีวตีติ วทสิ อหมฺปิ น สทฺทหามีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทุติยํ คาถมาห

อมฺโภ น กิร สทฺเธยฺยํ ยํ วาโต ปพฺพตํ วเห

ปพฺพตญฺเจ วเห วาโต สพฺพมฺปิ ปฐวึ วเห

ยตฺถ สามา กาลกตา สามํ อาโรคฺยมพฺรวีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อมฺโภ นฏ อิทํ กิร น สทฺธาตพฺพํ ยํ วาโต ติณปณฺณานิ วิย ปพฺพตํ วเหยฺย สเจปิ วาโต ปพฺพตํ วเหยฺย สพฺพมฺปิ ปฐวึ วเหยฺย ยถา เจตํ สทฺทเหยฺยํ ตถา อิทนฺติ ฯ ยตฺถ สามา กาลกตาติ ยา นาม สามา กาลกตา สามํ อาโรคฺยํ ปุจฺฉตีติ ฯ กึการณา อสทฺทเหยฺยํ ๑- ฯ มตา นาม น กสฺสจิ สาสนํ เปเสนฺตีติ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ สทฺเธยฺยํ ฯ

ตสฺส วจนํ สุตฺวา นโฏ ตติยํ คาถมาห

น เจว สา กาลกตา น จ สา อญฺญมิจฺฉติ

เอกภตฺตา ๑- กิร สามา ตเมว อภิกงฺขตีติ ฯ

ตตฺถ ตเมว อภิกงฺขตีติ อญฺญํ ปุริสํ น อิจฺฉติ ตญฺเญว อากงฺขติ อิจฺฉติ ปฏฺเฐตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โจโร สา ชีวตุ วา มา วา น ตาย มยฺหํ อตฺโถติ วตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

อสนฺถุตํ มํ จิรสนฺถุเตน

นิมินิ สามา อธุวํ ธุเวน

มยาปิ สามา นิมิเนยฺย อญฺญํ

อิโต อหํ ทูรตรํ คมิสฺสนฺติ ฯ

ตตฺถ อสนฺถุตนฺติ อกตสํสคฺคํ ฯ จิรสนฺถุเตนาติ จิรกตสํสคฺเคน ฯ นิมินีติ ปริวตฺเตสิ ฯ อธุวํ ธุเวนาติ มํ อธุวํ เตน ธุวสามิเกน ปริวตฺเตตุํ นครคุตฺติกสฺส สหสฺสํ ทตฺวา มํ คณฺหีติ อตฺโถ ฯ มยาปิ สามา นิมิเนยฺย อญฺญนฺติ สามา มยาปิ อญฺญํ สามิกํ ปริวตฺเตตฺวา คณฺเหยฺย ฯ อิโต อหํ ทูรตรนฺติ ยตฺถ น สกฺกา ตสฺสา สาสนํ วา ปวุตฺตึ วา โสตุํ ตาทิสํ ทูรตรฏฺฐานํ คมิสฺสํ ตสฺมา มม อิโต อญฺญตฺถ คตภาวํ ตสฺสา อาโรเจถาติ วตฺวา เตสํ ปสฺสนฺตานญฺเญว ทฬฺหตรํ นิวาเสตฺวา เวเคน ปลายิ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ เอกภตฺตกิณี ฯ

นฏา คนฺตฺวา เตน กตกิริยํ ตสฺสา กถยึสุ ฯ สา วิปฺปฏิสารี หุตฺวา อตฺตโน ปกติยาเอว วีตินาเมสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา เสฏฺฐิปุตฺโต อยํ ภิกฺขุ อโหสิ ฯ สามา ปุราณทุติยิกา ฯ โจโร ปน อหเมวาติ ฯ

กณวีรชาตกํ ๑- อฏฺฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑๗. มตโรทนชาดกชาดกถัดไป๓๑๙. ติตติรชาดก