ติตติรชาดก
ว่าด้วยบาปเกิดจากความจงใจ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๗๔ · บรรทัด ๒๘๖๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยนครโกสัมพี ประทับอยู่ในวทริการามทรงปรารภพระราหุลเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุสุขํ วต ชีวามิ ดังนี้. เรื่องราวได้พรรณนาไว้พิสดารแล้วในติปัลลัตถชาดก ในหนหลังนั่นแล. แต่ในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงคุณความดีของท่านผู้มีอายุนั้น ในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายพระราหุลเป็นผู้ใครต่อการศึกษา มีความรังเกียจบาปกรรม อดทนต่อโอวาท. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนึ่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ราหุลก็เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษามีความรังเกียจบาปธรรม อดทนต่อโอวาทแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์พอเจริญวัยแล้ว ก็เรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา แล้วออกบวชเป็นฤๅษีในหิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้วเล่นฌานอยู่ในไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ ได้ไปยังบ้านปัจจันตคามแห่งหนึ่ง เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว. คนทั้งหลาย ในบ้านปัจจันตคามนั้นเห็นพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสจึงให้สร้างบรรณศาลาในป่าแห่งหนึ่งแล้วนิมนต์ให้อยู่ บำรุงด้วยปัจจัยทั้งหลาย. ครั้งนั้นมีนายพรานนกคนหนึ่งในบ้านนั้น จับนกกระทำเป็นนกต่อได้ตัวหนึ่งให้ศึกษาอย่างดีแล้วใส่กรงเลี้ยงไว้. นายพรานนกนั้นนำนกกระทาต่อนั้นไปป่า แล้วจับพวกนกกระทำซึ่งพากันมาเพราะเสียงนกกระทำต่อนั้นเลี้ยงชีวิตอยู่. ครั้งนั้น นกกระทานั้นคิดว่าญาติของเราเป็นอันมากพากันฉิบหายเพราะอาศัยเราผู้เดียว นั้นเป็นบาปของเรา จึงไม่ส่งเสียงร้อง นายพรานนกนั้นรู้ว่านกกระทำต่อนั้นไม่ร้อง จึงเอาแขนงไม่ไผ่ตีศีรษะนกกระทำต่อนั้น. นกกระทาจึงร้องเพราะอาดูรเร่าร้อนด้วยความทุกข์. นายพรานนกนั้นอาศัยนกกะทานั้น จับนกกระทาทั้งหลายมาเลี้ยงชีวิต ด้วยประการอย่างนี้. ลำดับนั้น นกกระทานั้นคิดว่า เราไม่มีเจตนาว่า นกเหล่านี้จงตาย แต่กรรมที่อาศัยเป็นไปคงจะถูกต้องเรา เมื่อเราไม่ร้อง นกเหล่านี้ก็ไม่มา ต่อเมื่อเราร้องจึงมา นายพรานนกนี้จับพวกนกที่มาแล้ว ๆ ฆ่าเสีย ในข้อนี้ บาปจะมีแก่เราหรือไม่หนอ. จำเดิมแต่นั้น นกกระทานั้นคิดว่า ใครหนอจะตัดความสงสัยนี้ของเราได้ จึงเที่ยวใคร่ครวญหาบัณฑิตเห็นปานนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พรานนกนั้นจับนกกระทำได้เป็นอันมากบรรจุเต็มกระเช้า คิดว่าจักดื่มน้ำ จึงไปยังอาศรมของพระโพธิสัตว์ วางกรงนกต่อนั้นไว้ในสำนักของพระโพธิสัตว์ ดื่มน้ำแล้วนอนที่พื้นทรายหลับไป. นกกระทำรู้ว่านายพรานนั้นหลับ จึงคิดว่า เราจะถามความสงสัยของเรากะดาบสนี้ เมื่อท่านรู้จักได้บอกเรา เมื่อจะถามดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าพเจ้าเป็นอยู่สบายดีหนอ และได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่ว่าข้าพเจ้าตั้งอยู่ในระหว่างอันตรายแท้ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ คติของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสุขํ วต ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าอาศัยนายพรานนกผู้นี้เป็นอยู่สบายดี. บทว่า ลภามิเจว ความว่า ข้าพเจ้าย่อมได้แม้เพื่อจะบริโภคของควรเคี้ยว ควรบริโภคตามความชอบใจ. บทว่า ปริปนฺเถว ติฏฺามิ ความว่าก็แต่ว่า ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้พากันมาแล้ว ๆ ด้วยเสียงของข้าพเจ้า ย่อมฉิบหายไปเพราะอันตรายใด ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอันตรายนั้น. ด้วยบทว่า กา นุ ภนฺเต นี้ นกกระทำถามว่า ท่านผู้เจริญคติของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ คือว่า ความสำเร็จผลอะไรจักมีแก่ข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์เมื่อจะแก้ปัญหาของนกกระทานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนปักษี ถ้าใจของท่านไม่น้อมไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่ขวนขวายกระทำบาปกรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปสฺส กมฺมุโน ความว่าถ้าใจของท่านไม่น้อมไปเพื่อประโยชน์แก่บาปกรรม คือไม่โน้มน้อมเงื่อมไปในการกระทำบาป. บทว่า อปาวฏสฺส ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บาปย่อมไม่แปดเปื้อน คือไม่ติดท่านผู้ไม่ขวนขวาย คือไม่ถึงการขวนขวายเพื่อต้องการทำบาปกรรม เป็นผู้บริสุทธิ์ทีเดียว. นกกระทำได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :นกกระทาเป็นอันมากพากันมาด้วยคิดว่าญาติของเราจับอยู่ นายพรานนกได้กระทำกรรม คือปาณาติบาต เพราะอาศัยข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ารังเกียจอยู่ในเรื่องนั้น. คำที่เป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำเสียง นกกระทานี้จะไม่มา แต่เมื่อข้าพเจ้ากระทำเสียง นกกระทำจำนวนมากนี้มา ด้วยคิดว่า ญาติของพวกเราจับอยู่ นายพรานจับนกกระทำตัวที่มานั้นฆ่าอยู่ ชื่อว่าย่อมถูกต้อง คือได้ประสบกรรมคือปาณาติบาตนี้ เพราะอาศัยข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ใจของข้าพเจ้าจึงรังเกียจคือถึงความรังเกียจอย่างนี้ว่า นายพรานกระทำบาป เพราะอาศัยเรา บาปนี้จะมีแก่เราไหมหนอ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ถ้าใจของท่านไม่คิดประทุษร้ายไซร้กรรมที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้วย่อมไม่ถูกต้องท่าน บาปกรรมย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้มีความขวนขวายน้อย. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ถ้าใจของท่านไม่ประทุษร้ายเพราะอาการทำบาปกรรม คือ ไม่โน้มไม่โอน ไม่เงื้อมไปในการทำบาปกรรมนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น กรรมแม้ที่นายพรานอาศัยท่านกระทำ ย่อมไม่ถูกต้องคือไม่แปดเปื้อนท่าน เพราะบาปนั้นย่อมไม่แปดเปื้อน คือย่อมไม่ติดจิตของท่านผู้มีความขวนขวายน้อย คือไม่มีความห่วงใยในการทำบาป ผู้เจริญคือผู้บริสุทธิ์ เพราะท่านไม่มีความจงใจในปาณาติบาต. พระมหาสัตว์ให้นกกระทำเข้าใจแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ฝ่ายนกกระทานั้นก็ได้เป็นผู้หมดความรังเกียจสงสัย เพราะอาศัยกระมหาสัตว์นั้น. นายพรานตื่นนอนแล้วไหว้พระโพธิสัตว์ ถือเอากรงนกกระทาหลีกไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า นกกระทำในครั้งนั้น ได้เป็นพระราหุลในบัดนี้ส่วนพระดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาติตฺติรชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๐๗–๕๑๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
tittirajātakaṃ
susukhaṃ vata jīvāmīti idaṃ satthā kosambiyaṃ nissāya vadarikārāme viharanto rāhulattheraṃ ārabbha kathesi.
Vatthu heṭṭhā tipallatthajātake vitthāritameva. Dhammasabhāyaṃ pana bhikkhūhi āvuso rāhulo sikkhākāmo kukkuccako ovādakkhamoti tassāyasmato guṇakathā samuṭṭhāpitā. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi rāhulo sikkhākāmo kukkuccako ovādakkhamoyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā nikkhamma himavantappadese isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā
@Footnote: 1 kaṇaverajātakaṃ. Ca samāpattiyo ca nibbattetvā jhānakīḷaṃ kīḷanto ramaṇīye vanasaṇḍe vasitvā loṇambilasevanatthāya aññataraṃ paccantagāmaṃ agamāsi. Tatra naṃ manussā disvā pasannacittā aññatarasmiṃ araññe paṇṇasālaṃ kāretvā paccayehi upaṭṭhahantā vāsesuṃ. Tadā tasmiṃ gāmake eko sākuṇiko ekaṃ dīpakatittiraṃ gahetvā suṭṭhu sikkhāpetvā pañjare pakkhipitvā paṭijaggati. So taṃ araññaṃ netvā tassa saddena āgatāgate tittire gahetvā jīvitaṃ kappesi. Atha so tittiro cintesi ekaṃ maṃ nissāya bahū mama ñātakā nassanti mayhaṃ taṃ pāpanti nissaddo ahosi. So tassa nissaddabhāvaṃ ñatvā veḷupesikāya taṃ sīse paharati. Tittiro dukkhāturatāya saddaṃ karoti. Evaṃ so sākuṇiko taṃ nissāya tittire gahetvā jīvitaṃ kappesi. Atha so tittiro cintesi ime marantūti mayhaṃ cetanā natthi paṭiccakammaṃ pana maṃ phusati mayi saddaṃ akaronte ete nāgacchanti karonteyevāgacuchanti āgatāgate ayaṃ gahetvā jīvitakkhayaṃ pāpesi atthi nukho ettha mayhaṃ pāpaṃ natthīti. So tato paṭṭhāya ko nukho me imaṃ kaṅkhaṃ chindeyyāti tathārūpaṃ paṇḍitaṃ upadhārento carati. Athekadivasaṃ so sākuṇiko bahū tittire gahetvā pacchiṃ pūretvā pānīyaṃ pivissāmīti bodhisattassa assamaṃ gantvā taṃ pañjaraṃ bodhisattassa santike ṭhapetvā pānīyaṃ pivitvā bālikātale nipanno niddaṃ okkami. Tittiro tassa niddokkamanabhāvaṃ ñatvā Mama kaṅkhaṃ imaṃ tāpasaṃ pucchissāmi jānanto me kathessatīti pañjare nisinnoyeva taṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
susukhaṃ vata jīvāmi labhāmi ceva bhuñjituṃ
paripantheva tiṭṭhāmi kā nu bhante gatī mamanti.
Tattha susukhaṃ vatāti ahaṃ bhante imaṃ sākuṇikaṃ nissāya suṭṭhu sukhaṃ jīvāmi. Labhāmi cevāti yathārucitaṃ khādanīyaṃ bhojanīyaṃ bhuñjitumpi labhāmi. Paripantheva tiṭṭhāmīti apicakho yattha mama ñātakā mama saddena āgatāgatā vinassanti tasmiṃ paripanthe tiṭṭhāmi. Kā nu bhanteti kā nukho bhante mama gati kā nipphatti bhavissatīti pucchi.
Tassa pañhaṃ visajjento bodhisatto dutiyaṃ gāthamāha
mano ce te na paṇamati pakkhi pāpassa kammuno
apāvaṭassa bhadrassa na pāpamupalimpatīti.
Tattha pāpassa kammunoti yadi tava mano pāpakammassatthāya na paṇamati pāpakaraṇe ninno tappoṇo tappabbhāro na hoti. Apāvaṭassāti evaṃ sante pāpakammakaraṇatthāya apāvaṭassa ussukkaṃ anāpannassa tava bhadrasseva sato pāpaṃ na upalimpati na alliyatīti.
Taṃ sutvā tittiro tatiyaṃ gāthamāha
ñātako no nisinnoti bahu āgacchate jano
paṭiccakammaṃ phusati tasmiṃ me saṅkate manoti.
Tassattho bhante sacāhaṃ saddaṃ na kareyyaṃ ayaṃ tittirajano Na āgaccheyya mayi pana saddaṃ karonte ñātako no nisinnoti ayaṃ bahu jano āgacchati taṃ āgataṃ luddo gahetvā jīvitakkhayaṃ pāpento maṃ paṭicca nissāya etaṃ pāṇātipātakammaṃ phusati paṭilabhati vindati tasmā maṃ paṭicca kate pāpe mama nukho etaṃ pāpanti evaṃ me mano saṅkati kukkuccaṃ āpajjatīti.
Taṃ sutvā bodhitatto catutthaṃ gāthamāha
na paṭiccakammaṃ phusati mano ce nappadussati
appossukkassa bhadrassa na pāpamupalimpatīti.
Tassattho yadi tava pāpakiriyāya mano nappadussati tanninno tappoṇo tappabbhāro na hoti evaṃ sante luddena āyasmantaṃ paṭicca katampi kammaṃ taṃ na phusati na alliyati pāpakiriyāya hi appossukkassa nirālayassa bhadrassa parisuddhassa sato tava pāṇātipātacetanāya abhāvā taṃ pāpaṃ na upalimpati tava cittaṃ na alliyatīti.
Evaṃ mahāsatto tittiraṃ saññāpesi. Sopi taṃ nissāya nikkukkucco ahosi. Luddo pavuddho bodhisattaṃ vanditvā pañjaraṃ ādāya pakkāmi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā tittiro rāhulo ahosi tāpaso pana ahamevāti.
Tittirajātakaṃ navamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗