ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุลาวกชาดก
ชาดกที่ ๓๑ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

กุลาวกชาดก

ว่าด้วยการเสียสละ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑ · บรรทัด ๒๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุลาวกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุลาวกาดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มสองสหาย จากเมืองสาวัตถีไปยังชนบท อยู่ในที่ผาสุกแห่งหนึ่งตามอัธยาศัย แล้วคิดว่า จักเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงออกจากชนบทนั้น มุ่งหน้าไปยังพระเชตวัน อีก. ก็ภิกษุรูปหนึ่งมีเครื่องกรองน้ำ ส่วนรูปหนึ่งไม่มี แม้ภิกษุทั้งสองรูปก็ร่วมกันกรองน้ำดื่มแล้วจึงดื่ม. วันหนึ่ง ภิกษุทั้งสองรูปนั้นได้ทำการวิวาทโต้เถียงกัน. ภิกษุผู้เป็นเจ้าของเครื่องกรองน้ำไม่ให้เครื่องกรองน้ำแก่ภิกษุนอกนี้ กรองน้ำดื่มเฉพาะตนเองแล้วดื่ม ส่วนภิกษุนอกนี้ไม่ได้เครื่องกรองน้ำ เมื่อไม่อาจอดกลั้นความกระหายจึงดื่มน้ำดื่มที่ไม่ได้กรอง ภิกษุแม้ทั้งสองนั้น มาถึงพระเชตวันวิหารโดยลำดับถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง. พระศาสดาทรงตรัสสัมโมทนียกถาแล้วตรัสถามว่า พวกเธอมาจากไหน ? ภิกษุทั้งสองนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกข้าพระองค์อยู่ในบ้านแห่งหนึ่งในโกศลชนบท ออกจากบ้านนั้นมา เพื่อจะเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสถามว่า พวกเธอเป็นผู้สมัครสมานพากันมาแล้วแลหรือ ? ภิกษุผู้ไม่กรองน้ำกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กระทำการวิวาทโต้เถียงกันกับข้าพระองค์ในระหว่างทาง แล้วไม่ให้เครื่องกรองน้ำ พระเจ้าข้า. ภิกษุนอกนี้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ไม่กรองน้ำเลย รู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอรู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์จริงหรือ ? ภิกษุนั้น กราบทูลว่า พระเจ้าข้าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ดื่มน้ำไม่ได้กรอง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุบัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ครองราชสมบัติในเทพนครพ่ายแพ้ในการรบ เมื่อจะหนีไปทางหลังสมุทร จึงคิดว่า เราจักไม่ทำการฆ่าสัตว์ เพราะอาศัยความเป็นใหญ่ ได้สละยศใหญ่ให้ชีวิตแก่ลูกนกครุฑ จึงให้กลับรถก่อน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า

ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของตระกูลใหญ่ในบ้านมจลคามนั้นนั่นแหละ เหมือนอย่างในบัดนี้ ท้าวสักกะบังเกิดในบ้านมจลคาม แคว้นมคธ ในอัตภาพก่อนฉะนั้น ก็ในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้น ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่า มฆกุมาร. มฆกุมารนั้นเจริญวัยแล้วปรากฏชื่อว่า มฆมาณพ. ลำดับนั้น บิดามารดาของมฆมาณพนั่นนำเอานางทาริกามาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกัน มฆมาณพนั้นเจริญด้วยบุตรและธิดาทั้งหลายได้เป็นทานบดี รักษาศีล ๕. ก็ในบ้านนั้น มีอยู่ ๓๐ ตระกูลเท่านั้น และวันหนึ่งตนในตระกูลทั้ง ๓๐ ตระกูลนั้น ยืนอยู่กลางบ้าน ทำการงานในบ้านพระโพธิสัตว์เอาเท้าทั้งสองกวาดฝุ่นในที่ที่ยืนอยู่ กระทำประเทศที่นั้นให้น่ารื่นรมย์ยืนอยู่แล้ว. ครั้งนั้น คนอื่นผู้หนึ่งมายืนในที่นั้น. พระโพธิสัตว์จึงกระทำที่อื่นอีกให้น่ารื่นรมย์แล้วได้ยืนอยู่. แม้ในที่นั้น คนอื่นก็มายืนเสีย. พระโพธิสัตว์ได้กระทำที่อื่น ๆ แม้อีกให้น่ารื่นรมย์ รวมความว่า ได้กระทำที่ที่ยืนให้น่ารื่นรมณ์แม้แก่คนทั้งปวง สมัยต่อมาให้สร้างปะรำลงในที่นั้น แม้ปะรำก็ให้รื้อออกเสียแล้วให้สร้างศาลา ปูอาสนะแผ่นกระดานในศาลานั้น แล้วตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ สมัยต่อมา ชั้น ๓๒ คนแม้เหล่านั้น ได้มีฉันทะเสมอกัน กับพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์จึงให้ชั้น ๓๒ คนนั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ตั้งแต่นั้นไป ก็เที่ยวทำบุญทั้งหลายพร้อมกับคนเหล่านั้น. ชนแม้เหล่านั้น เมื่อกระทำบุญกับ พระโพธิสัตว์นั้นนั่นแล จึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ถือมีด ขวาน และสากเอาสากทุบดินให้แตก ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่งเป็นต้น แล้วกลิ้งไป นำเอาต้นไม้ที่กระทบเพลารถทั้งหลายออกไป กระทำที่ขรุขระให้เรียบ ทอดสะพานขุดสระโบกขรณี สร้างศาลา ให้ทาน รักษาศีล โดยมาก ชาวบ้านทั้งสิ้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้วรักษาศีล ด้วยประการอย่างนี้. ลำดับนั้นนายบ้านของชนเหล่านั้นคิดว่า ในกาลก่อน เมื่อคนเหล่านั้นดื่มสุรา กระทำปาณาติบาตเป็นต้น เรายังได้ทรัพย์ ด้วยอำนาจกหาปณะค่าตุ่ม (สุรา) เป็นต้นและด้วยอำนาจพลีค่าสินไหม แต่บัดนี้ มฆมาณพให้รักษาศีล ไม่ให้ชนเหล่านั้น กระทำปาณาติบาตเป็นต้น อนึ่ง บัดนี้ จักให้เราทั้งหลายรักษาศีล ๕จึงโกรธเจ้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกโจรเป็นอันมากเที่ยวกระทำการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น. พระราชาได้ทรงสดับคำของนายบ้านนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงไปนำคนเหล่านั้นมา นายบ้านนั้นจึงไปจองจำชนเหล่านั้นทั้งหมดแล้วนำมา กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพพวกคนที่ข้าพระบาทนำมานี้ เป็นโจร พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงชำระกรรมของชนเหล่านั้นเลย รับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ช้างเหยียบชนเหล่านั้น. แต่นั้น ราชบุรุษจึงให้ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดให้นอนที่พระลานหลวงแล้วนำช้างมา. พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่ชนเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงรำพึงถึงศีล จงเจริญเมตตาในคนผู้การทำการส่อเสียด ในพระราชา ในช้างและในร่างกายของตน ให้เป็นเช่นเดียวกัน ชนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น. ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงนำช้างเข้าไป เพื่อต้องการให้เหยียบชนเหล่านั้นช้างนั้น แม้จะถูกคนนำเข้าไป ก็ไม่เข้าไป ร้องเสียงลั่นแล้วหนีไป. ลำดับนั้นจึงนำช้างเชือกอื่น ๆ มา. ช้างแม้เหล่านั้นก็หนีไปอย่างนั้นเหมือนกัน. พระราชาตรัสว่า จักมีโอสถบางอย่างอยู่ในมือของชนเหล่านี้ พวกท่านจงค้นดู. พวกราชบุรุษตรวจค้นดูแล้วก็ไม่เห็น จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ไม่มีพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ชนเหล่านั้นจักร่ายมนต์อะไร ๆพวกท่านจงถามพวกเขาดูว่า มนต์สำหรับร่ายของท่านทั้งหลายมีอยู่หรือ ? ราชบุรุษทั้งหลายจึงได้ถาม พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า มี. ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นัยว่ามีมนต์สำหรับร่าย พะยะค่ะ พระราชารับสั่งให้เรียกชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมาแล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงบอกมนต์ที่. ท่านทั้งหลายรู้. พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชื่อว่ามนต์ของข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างอื่นไม่มี แต่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นคนประมาณ๓๓ คน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวคำเท็จไม่ดื่มน้ำเนา เจริญเมตตา ให้ทาน กระทำทางให้สม่ำเสมอ ขุดสระโบกขรณีสร้างศาลา นี้เป็นมนต์ เป็นเครื่องป้องกัน เป็นความเจริญ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย. พระราชาทรงเลื่อมใสต่อชนเหล่านั้น ได้ทรงให้สมบัติในเรือนทั้งหมดของนายบ้านผู้กระทำการส่อเสียด และได้ทรงให้นายบ้านนั้น ให้เป็นทาสของชนเหล่านั้น ทั้งได้ทรงให้ช้างและบ้านแก่ชนเหล่านั้นเหมือนกัน. จำเดิมแต่นั้น ชนเหล่านั้น กระทำบุญทั้งหลายตามความชอบใจ คิดว่า จักสร้างศาลาใหญ่ในทาง ๔ แพร่ง จึงให้เรียกช่างไม้มาแล้วเริ่มสร้างศาลา แต่ว่าไม่ได้ให้มาตุคามทั้งหลายมีส่วนบุญในศาลานั้น เพราะไม่มีความพอใจในมาตุคามทั้งหลาย.

ก็สมัยนั้น ในเรือนของพระโพธิสัตว์มีสตรี ๔ คน คือ นางสุธรรมานางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา บรรดาสตรีเหล่านั้น นางสุธรรมาเป็นอันเดียวกันกับช่างไม้ กล่าวว่า พี่ช่าง ท่านจงทำฉันให้เป็นใหญ่ในศาลานี้ ดังนี้แล้วได้ให้สินบน ช่างไม้นั้นรับคำแล้ว ยังไม้ช่อฟ้าให้แห้งก่อนทีเดียวแล้วถากเจาะทำช่อฟ้าให้เสร็จแล้วจะยกช่อฟ้า จึงกล่าวว่า ตายจริง เจ้านายทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้ระลึกถึงสิ่งของอย่างหนึ่ง. ชนเหล่านั้น ถามว่า ท่านผู้เจริญของชื่ออะไร. ช่างไม้กล่าวว่า การได้ช่อฟ้าจึงจะควร. ชนเหล่านั้น กล่าวว่าช่างเถิด เราจักนำมาให้ช่างไม้กล่าวว่า พวกเราไม่อาจทำด้วยไม้ที่ตัดในเดี๋ยวนี้จะต้องได้ช่อฟ้าที่เขาตัดไว้ก่อนแล้วถากเจาะทำสำเร็จแล้ว จึงจะควร, ชนเหล่านั้นกล่าวว่า บัดนี้ จะทำอย่างไร ช่างไม้กล่าวว่า ถ้าช่อฟ้าสำหรับขายที่เขาทำไว้เสร็จแล้วเก็บไว้ในเรือนของใครๆ มีอยู่ท่านต้องหาช่อฟ้าอันนั้น ชนเหล่านั้นเมื่อแสวงหาได้พบในเรือนของนางสุธรรมา ไม่ได้ด้วยมูลค่า แต่เมื่อนางสุธรรมากล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำข้าพเจ้าให้มีส่วนบุญด้วย ข้าพเจ้าจึงจักให้ จึงพากันกล่าวว่า พวกเราจะไม่ให้ส่วนบุญแก่มาตุคามทั้งหลาย. ลำดับนั้น ช่างไม้จึงกล่าวกะชนเหล่านั้นว่า เจ้านายท่านทั้งหลายพูดอะไร ชื่อว่าที่ที่เว้นจากมาตุคามที่อื่น ย่อมไม่มีเว้นพรหมโลก ท่านทั้งหลายจงถือเอาช่อฟ้าเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น การงานทั้งหลายของพวกเราจักถึงความสำเร็จชนเหล่านั้น กล่าวว่า ดีละ แล้ว ถือเอาช่อฟ้ายังศาลาให้สำเร็จแล้วปูแผ่นกระดานสำหรับนั่ง ตั้งตุ่มน้ำดื่ม เริ่มตั้งยาคูและภัตเป็นต้นเป็นประจำ ล้อมศาลาด้วยกำแพง ประกอบประตู เกลี่ยทรายภายในกำแพงปลูกแถวต้นตาลภายนอกกำแพง ฝ่ายนางสุจิตราให้กระทำอุทยานในที่นั้น ไม่มีคำที่จะพูดว่า ต้นไม้ที่มีดอกและไม้ที่มีผล ชื่อโน้น ไม่มีในอุทยานนั้น ฝ่ายฉางสุนันทาให้กระทำสระโบกขรณีในที่นั้น เหมือนกัน ให้ดารดาษด้วยปทุม ๕ สี น่ารื่นรมย์ นางสุชาดาไม่ได้กระทำอะไร ? พระโพธิสัตว์บำเพ็ญวัตรบท ๗ เหล่านี้ คือ การบำรุงมารดา ๑ การบำรุงบิดา ๑ การกระทำความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่คนผู้เป็นให้ในตระกูล ๑ การกล่าววาจาสัตย์ ๑ วาจาไม่หยาบ ๑ วาจาไม่ส่อเสียด ๑และการนำไปให้พินาศซึ่งความตระหนี่ ๑ ถึงความเป็นผู้ควรสรรเสริญ อย่างนี้ว่า

เทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์กล่าวนรชน ผู้เป็นคน พอเลี้ยงบิดามารดา ผู้มีปรกติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด ในตระกูล ผู้กล่าววาจากลมเกลี้ยงอ่อนหวาน ผู้ละ คำส่อเสียด ผู้ประกอบในการทำความตระหนี่ให้ พินาศ ผู้มีคำสัจ ครอบงำความโกรธได้นั้นแล ว่าเป็น

สัปบุรุษ. ในเวลาสิ้นชีวิต บังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ในภพดาวดึงส์ สหายของพระโพธิสัตว์นั้น ทั้งหมดพากันบังเกิดในภพดาวดึงส์นั้นเหมือนกัน.

ในกาลนั้น อสูรทั้งหลายอยู่อาศัยในภพดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า เราทั้งหลายจะประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติอันเป็นสาธารณะทั่วไปแก่คนอื่น จึงให้พวกอสูรดื่มน้ำดื่มอันเป็นทิพย์ แล้วให้จับพวกอสูรผู้เมาแล้วที่เท้าแล้วโยนลงไปที่เชิงเขาสิเนรุ. พวกอสูรเหล่านั้น ย่อมภึงภพอสูรนั่นแล. ชื่อว่าภพอสูรมีขนาดเท่าดาวดึงส์เทวโลกอยู่ ณ พื้นภายใต้เขาสิเนรุ ในภพอสูรนั้นได้มีต้นไม้ตั้งอยู่ชั่วกัป ชื่อว่าต้นจิตตปาตลิ (แคฝอย) เหมือนต้นปาริฉัตตกะของเหล่าเทพ. เมื่อต้นจิตตปาตลิบาน พวกอสูรเหล่านั้นก็รู้ว่านี้ไม่ใช่เทวโลกของพวกเรา เพราะว่าในเทวโลกต้นปาริฉัตตกะย่อมบาน. ลำดับนั้น พวกอสูรเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ท้าวสักกะแก่ทำพวกเราให้มาแล้วโยนลงหลังมหาสมุทรยึดเทพนครของพวกเรา เราทั้งหลายนั้นจักรบกับท้าวสักกะแก่นั้น แล้วยึดเอาเทพนครของพวกเราเท่านั้นคืนมา จึงลุกขึ้นเที่ยวสัญจรไปตามเขาสิเนรุ เหมือนมดแดงไต่เสาฉะนั้น. ท้าวสักกะทรงสดับว่า พวกอสูรขึ้นมา จึงเหาะขึ้นเฉพาะ. หลังสมุทรรบอยู่ถูกพวกอสูรเหล่านั้น ให้พ่ายแพ้จึงเริ่มหนีไปสุดมหาสมุทรด้านทิศเหนือ ด้วยเวชยันตรถมีประมาณ ๑๕๐ โยชน์ ลำดับนั้นรถของท้าวสักกะนั้นแล่นไปบนหลังสมุทรด้วยความเร็ว จึงแล่นเข้าไปยังป่าไม้งิ้ว ทำลายป่าไม้งิ้วในหนทางที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จไป เหมือนทำลายป่าไม้อ้อ ขาดตกลงไปบนหลังสมุทร พวกลูกนกครุฑพลัดตกลงบนหลังมหาสมุทรพากันร้องเสียงขรมท้าวสักกะตรัสถามมาตลีสารถีว่า มาตลีผู้สหายนั่นเสียงอะไร เสียงร้องน่ากรุณายิ่งนักเป็นไปอยู่ ? พระมาตลีทูลว่า ข้าแต่เทพ เมื่อป่าไม้งิ้วแหลกไปด้วยกำลังความเร็วแห่งรถของพระองค์แล้วตกลงไป พวกลูกนกครุฑถูกมรณภัยคุกคาม จึงพากันร้องเป็นเสียงเดียวกัน. พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนมาตลีผู้สหายลูกนกครุฑเหล่านี้ จงอย่าลำบากเหตุอาศัยเราเลย เราจะไม่อาศัยความเป็นใหญ่กระทำกรรมคือการฆ่าสัตว์ ก็เพื่อประโยชน์แก่ลูกนกครุฑนั้น เราจักสละชีวิตให้แก่พวกอสูร ท่านจงกลับรถนั้นแล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

ดูก่อนมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑจับ อยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ เรายอมสละชีวิตให้พวก อสูร ลูกนกครุฑเหล่านี้ อย่าแหลกรานเสียเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุลาวกา ได้แก่พวกลูกนกครุฑนั่นแหละ ท้าวสักกะตรัสเรียกนายสารถีว่า มาตลิ ด้วยบทว่า สัมฺพลิสฺมึ นี้ท่านแสดงว่า ท่านจงดู ลูกนกครุฑเหล่านี้จับห้อยอยู่ที่ต้นงิ้ว. บทว่าอีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสุ ความว่า ท่านจงงดเว้นลูกนกครุฑเหล่านั้น โดยประการที่พวกมันไม่เดือดร้อน ด้วยด้านหน้างอนรถนี้เสีย. บทว่า กามํ จชาม อสุเรสุ ปาณํ ความว่า ถ้าเมื่อเราสละชีวิตให้แก่พวกอสูร ความปลอดภัยก็จะมีแก่ลูกนกครุฑเหล่านั้น เราจะสละโดยแท้ คือจะสละชีวิตของเราให้พวกอสูรโดยแท้ทีเดียว. บทว่า มายิเม ทิชา วิกุลาวา อเหสุํ ความว่า ก็นกเหล่านั้น คือ ก็ลูกนกครุฑเหล่านี้ ชื่อว่าอยู่พลัดพรากจากรังเพราะรังถูกขจัดแหลกรานคืออย่าโยนทุกข์ของพวกเราลงเบื้องบนลูกนกครุฑเหล่านั้น ท่านจงกลับรถ.

พระมาตลิสารถีได้ฟังคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงกลับรถหันหน้ามุ่งไปยังเทวโลก โดยหนทางอื่นฝ่ายพวกอสูรพอเห็นท้าวสักกะกลับรถเท่านั้นคิดว่าท้าวสักกะจากจักรวาลแม้อื่นพากันมาเป็นแน่ รถจักกลับเพราะได้กำลังพล เป็นผู้กลัวต่อมรณภัย จึงพากันหนีเข้าไปยังภพอสูรตามเดิม. ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จเข้ายังเทพนคร แวดล้อมด้วยหมู่เทพในเทวโลกทั้งสอง ได้ประทับยืนอยู่ในท่ามกลางนคร. ขณะนั้น เวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ ชำแรกปฐพีผุดขึ้นเพราะปราสาทผุดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งชัยชนะ เทพทั้งหลายจึงขนานนามปราสาทนั้น ว่าเวชยันตะ ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงตั้งอารักขาในที่ ๕ แห่งก็เพื่อต้องการไม่ให้พวกอสูรกลับนาอีกซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า

ในระหว่างอยุชฌบุตรทั้งสอง ท้าวสักกะทรงตั้ง การรักษาอย่างแข็งแรงไว้ ๕ แห่ง นาค ๑ ครุฑ ๑ กุมภัณฑ์ ๑ ยักษ์ ๑ ท้าวมหาราชทั้งสี่ ๑.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๒๐–๓๓๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๒๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ กุลาวกวคฺควณฺณนา

๑ กุลาวกชาตกํ

กุลาวกาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อปริสฺสาเวตฺวา ปานียํ ปีตํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิโต กิร เทฺว สหายกา ทหรา ภิกฺขู ชนปทํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ผาสุกฏฺฐาเน ยถาชฺฌาสยํ วสิตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปสฺสิสฺสามาติ ปุน ตโต นิกฺขมิตฺวา เชตวนาภิมุขา ปายึสุ ฯ เอกสฺส หิ ปริสฺสาวนํ อตฺถิ เอกสฺส นตฺถิ ฯ เทฺวปิ เอกโต ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ปิวนฺติ ฯ เต เอกทิวสํ วิวาทํ อกํสุ ฯ ปริสฺสาวนสามิโก อิตรสฺส ปริสฺสาวนํ อทตฺวา สยเมว ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ปิวิ ฯ อิตโร ปน ปริสฺสาวนํ อลภิตฺวา ปิปาสํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต อปริสฺสาวิตํ ปานียํ ปิวิ ฯ เต อุโภปิ อนุปุพฺเพน เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา สมฺโมทนียํ กถํ กเถตฺวา กุโต อาคตตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต มยํ โกสลชนปเท เอกสฺมึ คามเก วสิตฺวา ตโต นิกฺขมิตฺวา ตุมฺหากํ ทสฺสนตฺถาย อาคตาติ ฯ กจฺจิ ปน โว สมคฺคา อาคตตฺถาติ ฯ อปริสฺสาวนโก อาห อยํ ภนฺเต อนฺตรามคฺเค มยา สทฺธึ วิวาทํ กตฺวา ปริสฺสาวนํ นาทาสีติ ฯ อิตโร อาห อยํ ภนฺเต อปริสฺสาเวตฺวาว ชานํ สปฺปาณกํ อุทกํ ปิวีติ ฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ชานํ สปฺปาณกํ อุทกํ ปิวีติ ฯ อาม ภนฺเต อปริสฺสาวิตํ อุทกํ ปิวินฺติ ฯ สตฺถา ภิกฺขุ ปุพฺเพ ปณฺฑิตา เทวนคเร รชฺชํ กาเรนฺตา ยุทฺธปราชิตา สมุทฺทปิฏฺเฐน ปลายนฺตา อิสฺสริยํ นิสฺสาย ปาณวธํ น กริสฺสามาติ ตาว มฺหนฺตํ ยสํ ปริจฺจชิตฺวา สุปณฺณโปตกานํ ชีวิตทานํ ทตฺวา รถํ นิวตฺตยึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต มคธรฏฺเฐ ราชคเห เอโก มคธราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ยถา เอตรหิ สกฺโก ปุริเม อตฺตภาเว มคธรฏฺเฐ มจลคามเก นิพฺพตฺติ เอวํ ตสฺมึเยว มจลคามเก มหากุลสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ นามคหณทิวเส จสฺส มฆกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต มฆมาณโวติ ปญฺญายิตฺถ ฯ อถสฺส มาตาปิตโร สมานชาติยกุลโต ทาริกํ อานยึสุ ฯ โส ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒมาโน ทานปติ อโหสิ ปญฺจ สีลานิ รกฺขติ ฯ ตสฺมิญฺจ คามเก ตึเสว กุลานิ โหนฺติ ฯ เต จ ตึสกุลมนุสฺสา เอกทิวสํ คามมชฺเฌ ฐตฺวา คามกมฺมํ กโรนฺติ ฯ โพธิสตฺโต ฐิตฏฺฐาเน ปาเทหิ ปํสุํ วิยูหิตฺวา ตํ ปเทสํ รมฺมณียํ กตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถญฺโญ เอโก อาคนฺตฺวา ตสฺมึ ฐาเน ฐิโต ฯ โพธิสตฺโต อปรํ ฐานํ รมฺมณียํ กตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ตตฺถาปิ อญฺโญ ฐิโต ฯ โพธิสตฺโต อปรมฺปิ อปรมฺปีติ สพฺเพสํปิ ฐิตฏฺฐานํ รมฺมณียํ กตฺวา อปเรน สมเยน ตสฺมึ ฐาเน มณฺฑปํ กาเรสิ มณฺฑปมฺปิ อปเนตฺวา สาลํ กาเรสิ ตตฺถ ผลกาสนานิ สนฺถริตฺวา ปานียจาฏึ ฐเปสิ ฯ อปเรน สมเยน เตปิ เตตฺตึส ชนา โพธิสตฺเตน สมานจฺฉนฺทา อเหสุํ ฯ เต โพธิสตฺโต ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ตโต ปฏฺฐาย เตหิ สทฺธึ ปุญฺญานิ กโรนฺโต วิจรติ ฯ เตปิ เตเนว สทฺธึ ปุญฺญานิ กโรนฺตา กาลสฺเสว วุฏฺฐาย วาสิผรสุมุสลหตฺถา จาตุมฺมหาปถาทีสุ มุสเลน ปาสาเณ อุพฺพตฺเตตฺวา ปวตฺเตนฺติ ยานานํ อกฺขปฏิฆาตรุกฺเข หรนฺติ วิสมสมํ กโรนฺติ เสตุํ อตฺถรนฺติ โปกฺขรณิโย ขณนฺติ สาลํ กโรนฺติ ทานานิ เทนฺติ สีลานิ รกฺขนฺติ ฯ เอวํ เยภุยฺเยน สกลคามวาสิโน โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา สีลานิ รกฺขึสุ ฯ อถ เนสํ คามโภชโก จินฺเตสิ อหํ ปุพฺเพ เอเตสุ สุรํ ปิวนฺเตสุ ปาณาติปาตาทีนิ กโรนฺเตสุ จาฏิกหาปณาทิวเสน เจว ทณฺฑพลิวเสน จ ธนํ ลภามิ อิทานิ ปน มโฆ มาณโว สีลํ รกฺขาเปติ เตสํ ปาณาติปาตาทีนิ กาตุํ น เทติ อิทานิ ปน โน ปญฺจ สีลานิ รกฺขาเปสฺสตีติ กุทฺโธ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว พหู โจรา คามฆาตาทีนิ กโรนฺตา วิจรนฺตีติ อาห ฯ ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา คจฺฉ เต อาเนหีติ อาห ฯ โส คนฺตฺวา สพฺเพปิ เต พนฺธิตฺวา อาเนตฺวา อิเม อานีตา เทว โจราติ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ อถ ราชา เตสํ กมฺมํ อโสเธตฺวาว หตฺถินา เน มทฺทาเปถาติ อาห ฯ ตโต สพฺเพปิ เต ราชงฺคเณ นิปชฺชาเปตฺวา หตฺถึ อานยึสุ ฯ โพธิสตฺโต เตสํ โอวาทํ อทาสิ ตุมฺเห สีลานิ อาวชฺเชถ เปสุญฺญการเก จ รญฺเญ จ หตฺถิมฺหิ จ อตฺตโน สรีเร จ เอกสทิสเมว เมตฺตํ ภาเวถาติ ฯ เต ตถา กรึสุ ฯ อถ เนสํ มทฺทนตฺถาย หตฺถึ อุปเนสุํ ฯ โส อุปนียมาโนปิ น อุปคญฺฉิ มหาวิรวํ วิรวิตฺวา ปลายติ ฯ อถ อญฺญํ อญฺญํ หตฺถึ อานยึสุ ฯ เตปิ ตเถว ปลายึสุ ฯ ราชา เอเตสํ หตฺเถ กิญฺจิ โอสธํ ภวิสฺสติ วิจินถาติ อาห ฯ วิจินนฺตา อทิสฺวา นตฺถิ เทวาติ อาหํสุ ฯ เตนหิ กิญฺจิ มนฺตํ ปริวตฺเตสฺสนฺติ ปุจฺฉถ เน อตฺถิ โว ปริวตฺตนมนฺโตติ ฯ ราชปุริสา ปุจฺฉึสุ ฯ โพธิสตฺโต อตฺถีติ อาห ฯ ราชปุริสา อตฺถิ กิร เทวาติ อาโรจยึสุ ฯ ราชา สพฺเพปิ เต ปกฺโกสาเปตฺวา ตุมฺหากํ ชานนมนฺตํ กเถถาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต อโวจ เทว อญฺโญ อมฺหากํ มนฺโต นาม นตฺถิ อมฺเห ปน เตตฺตึสมตฺตา ชนา ปาณํ น หนาม อทินฺนํ นาทิยาม มิจฺฉาจารํ น จราม มุสาวาทํ น ภณาม มชฺชํ น ปิวาม เมตฺตํ ภาเวม ทานํ เทม มคฺคํ สมํ กโรม โปกฺขรณิโย ขณาม สาลํ กโรม อยํ อมฺหากํ มนฺโต จ ปริตฺตญฺจ วฑฺฒิ จาติ ฯ ราชา เตสํ ปสนฺโน เปสุญฺญํ การกสฺส สพฺพํ เคหวิภวํ ตญฺจ เตสญฺเญว ทาสํ กตฺวา อทาสิ หตฺถิญฺจ คามญฺจ เตสญฺเญว อทาสิ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย ยถารุจิยา ปุญฺญานิ กโรนฺตา จาตุมฺมหาปเถ มหนฺตํ สาลํ กาเรสฺสามาติ วฑฺฒกึ ปกฺโกสาเปตฺวา สาลํ ปฏฺฐเปสุํ มาตุคาเมสุ ปน วิคตจฺฉนฺทตาย ตสฺสา สาลาย มาตุคามานํ ปตฺตึ นาทํสุ ฯ

เตน จ สมเยน โพธิสตฺตสฺส เคเห สุธมฺมา สุจิตฺตา สุนนฺทา สุชาตาติ จตสฺโส อิตฺถิโย โหนฺติ ฯ ตาสุ สุธมฺมา วฑฺฒกินา สทฺธึ เอกโต หุตฺวา ภาติก อิมาย สาลาย มํ เชฏฺฐกํ กโรหีติ วตฺวา ลญฺจํ อทาสิ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปฐมเมว กณฺณิกรุกฺขํ สุกฺขาเปตฺวา ตจฺเฉตฺวา วิชฺฌิตฺวา กณฺณิกํ นิฏฺฐาเปตฺวา วตฺเถน ปลิเวเฐตฺวา ฐเปสิ ฯ อถ สาลํ นิฏฺฐาเปตฺวา กณฺณิกาโรปนกาเล อโห อยฺยา เอกํ น สริมฺหาติ อาห ฯ กินฺนาม โภติ ฯ กณฺณิกํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ โหตุ อาหริสฺสามาติ ฯ อิทานิ ฉินฺนรุกฺเขน กาตุํ น สกฺกา ปุพฺเพเยว ฉินฺทิตฺวา ตจฺเฉตฺวา วิชฺฌิตฺวา ฐปิตกณฺณิกํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ อิทานิ กึ กาตพฺพนฺติ ฯ สเจ กสฺสจิ เคเห นิฏฺฐาเปตฺวา ฐปิตวิกฺกายิกกณฺณิกา อตฺถิ สา ปริเยสิตพฺพาติ ฯ เต ปริเยสนฺตา สุธมฺมาย เคเห ทิสฺวา มูเลน น ลภึสุ สเจ มํ สาลายํ ปตฺติกํ กโรถ ทสฺสามีติ วุตฺเต ปน มยํ มาตุคามานํ ปตฺตึ นาทมฺหาติ อาหํสุ ฯ อถ เน วฑฺฒกี อาห อยฺยา ตุมฺเห กึ กเถถ ฐเปตฺวา พฺรหฺมโลกํ อญฺญํ มาตุคามวิรหิตฏฺฐานํ นาม นตฺถิ คณฺหถ กณฺณิกํ เอวํ สนฺเต อมฺหากํ กมฺมํ นิฏฺฐํ คมิสฺสตีติ ฯ เต สาธูติ กณฺณิกํ คเหตฺวา สาลํ นิฏฺฐาเปตฺวา อาสนผลกานิ สนฺถริตฺวา ปานียจาฏิโย ฐเปตฺวา ยาคุภตฺตาทีนิ นิพทฺธํ ปฏฺฐเปสุํ สาลํ ปากาเรน ปริกฺขิปิตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา อนฺโตปากาเร วาลุกํ อากิริตฺวา พหิปากาเร ตาลปนฺติโย โรเปสุํ ฯ สุจิตฺตาปิ ตสฺมึ ฐาเน อุยฺยานํ กาเรสิ ฯ ปุปฺผูปโค ผลูปโค รุกฺโข อสุโก นาม ตสฺมึ นตฺถีติ นาโหสิ ฯ สุนนฺทาปิ ตสฺมึเยว ฐาเน โปกฺขรณึ กาเรสิ ปญฺจวณฺเณหิ ปทุเมหิ สญฺฉนฺนํ รมฺมณียํ ฯ สุชาตา กิญฺจิ น อกาสิ ฯ โพธิสตฺโต มาตุอุปฏฺฐานํ ปิตุอุปฏฺฐานํ กุเล เชฏฺฐาปจายิกมฺมํ สจฺจวาจํ อผรุสวาจํ อปิสุณวาจํ มจฺเฉรวินยนฺติ อิมานิ สตฺต วตฺตปทานิ ปูเรตฺวา

มาตาเปติภรํ ชนฺตุํ กุเล เชฏฺฐาปจายินํ

สณฺหํ สขิลสมฺภาสํ เปสุเณยฺยปฺปหายินํ

มจฺเฉรวินเย ยุตฺตํ สจฺจํ โกธาภิภุํ นรํ

ตํ เว เทวา ตาวตึสา อาหุ สปฺปุริโส อิตีติ ฯ เอวํ ปสํสิยภาวํ อาปชฺชิตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ตาวตึสภวเน สกฺโก เทวราชา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เตปิสฺส สหายา ตตฺเถว นิพฺพตฺตึสุ ฯ

ตสฺมึ กาเล ตาวตึสภวเน อสุรา ปฏิวสนฺติ ฯ สกฺโก เทวราชา กึ โน สาธารณรชฺเชนาติ อสุเร ทีพฺพปานํ ปาเยตฺวา มตฺเต สมาเน ปาเทสุ คาหาเปตฺวา สิเนรุปาเท ขิปาเปสิ ฯ เต อสุรภวนเมว ปาปุณึสุ ฯ อสุรภวนํ นาม สิเนรุสฺส เหฏฺฐิมตเล ตาวตึสเทว- โลกปฺปมาณเมว ฯ ตตฺถ เทวานํ ปาริจฺฉตฺตโก วิย จิตฺตปาตลิ นาม กปฺปฏฺฐิยรุกฺโข อโหสิ ฯ เต จิตฺตปาตลิยา ปุปฺผิตาย ชานนฺติ นายํ อมฺหากํ เทวโลโก เทวโลกสฺมึ หิ ปาริจฺฉตฺตโก ปุปฺผตีติ ฯ อถ เต ชรสกฺโก อมฺเห มตฺเต กตฺวา มหาสมุทฺทปิฏฺเฐ ขิปิตฺวา อมฺหากํ เทวนครํ คณฺหิ เต มยํ เตน สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา อมฺหากํ เทวนครเมว คณฺหิสฺสามาติ กปิลฺลิกา วิย ถมฺภํ สิเนรุํ อนุสญฺจรมานา อุฏฺฐหึสุ ฯ สกฺโก อสุรา กิร อุฏฺฐิตาติ สุตฺวา สมุทฺทปิฏฺเฐเยว อพฺภุคฺคนฺตฺวา ยุชฺฌมาโน เตหิ ปราชิโต ทิยฑฺฒโยชนสติเกน เวชยนฺตรเถน ทกฺขิณสมุทฺทสฺส มตฺถเกน ปลายิตุํ อารทฺโธ ฯ อถสฺส รโถ สมุทฺทปิฏฺเฐ เวเคน คจฺฉนฺโต สิมฺพลิวนํ ปกฺขนฺโต ตสฺส คมนมคฺเค สิมฺพลิวนํ นฬวนํ วิย ภินฺทิตฺวา ฉินฺทิตฺวา สมุทฺทปิฏฺเฐ ปตติ ฯ สุปณฺณโปตกา สมุทฺทปิฏฺเฐ ปริปตนฺตา มหาวิรวํ วิรวึสุ ฯ สกฺโก มาตลึ ปุจฺฉิ สมฺม มาตลิ กึสทฺโท นาเมส อติการุญฺญรโว วตฺตตีติ ฯ เทว ตุมฺหากํ รถเวเคน วิจุณฺณิเต สิมฺพลิวเน ปตนฺเต สุปณฺณโปตกา มรณภยตชฺชิตา เอกวิรวํ วิรวนฺตีติ ฯ มหาสตฺโต สมฺม มาตลิ มา อมฺเห นิสฺสาย เอเต กิลมนฺตุ น มยํ อิสฺสริยํ นิสฺสาย ปาณวธกมฺมํ กโรม เตสํ ปน อตฺถาย มยํ ชีวิตํ ปริจฺจชิตฺวา อสุรานํ ทสฺสาม นิวตฺตเยตํ รถนฺติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

กุลาวกา มาตลิ สิมฺพลิสฺมึ

อีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสุ

กามํ จชาม อสุเรสุ ปาณํ

มายิเม ทิชา วิกุลาวา อเหสุนฺติ ฯ

ตตฺถ กุลาวกาติ สุปณฺณโปตกาว ฯ มาตลีติ สารถึ อามนฺเตสิ ฯ สิมฺพลิสฺมินฺติ ปสฺส เอเต สิมฺพลิรุกฺเข โอลมฺพนฺตา ฐิตาติ ทสฺเสติ ฯ อีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสูติ เอเต เอตสฺส รถสฺส อีสามุเขน ยถา น หญฺญนฺติ เอวนฺเต ปริวชฺชยสฺสุ ฯ กามํ จชาม อสุเรสุ ปาณนฺติ ยทิ อมฺเหสุ อสุรานํ ปาณํ จชนฺเตสุ เอเตสํ โสตฺถิ โหติ กามํ จชาม เอกํเสเนว มยํ อสุเรสุ อมฺหากํ ปาณํ จชาม ฯ มายิเม ทิชา วิกุลาวา อเหสุนฺติ อิเม ปน ทิชา อิเม ปน ครุฬโปตกา วิทฺธสฺตวิจุณฺณิตกุลาวกตาย วิกุลาวา มา อเหสุํ มา อมฺหากํ ทุกฺขํ เอเตสํ อุปริ ขิป นิวตฺตย รถนฺติ ฯ

มาตลิสงฺคาหโก ตสฺส วจนํ สุตฺวา รถํ นิวตฺเตตฺวา อญฺเญน มคฺเคน เทวโลกาภิมุขํ อกาสิ ฯ อสุรา ปน ตํ นิวตฺตมานเมว ทิสฺวา อทฺธา อญฺเญหิปิ จกฺกวาเฬหิ สกฺกา อาคจฺฉนฺติ พลํ ลภิตฺวา รโถ นิวตฺโต ภวิสฺสตีติ มรณภยภีตา ปลายิตฺวา อสุรภวนเมว ปวิสึสุ ฯ สกฺโกปิ เทวนครํ ปวิสิตฺวา ทฺวีสุ เทวโลเกสุ เทวคเณน ปริวุโต นครมชฺเฌ อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ ปฐวึ ภินฺทิตฺวา โยชนสหสฺสุพฺเพโธ เวชยนฺตปาสาโท อุฏฺฐหิ ฯ วิชยนฺเต อุฏฺฐิตตฺตา เวชยนฺโตเตฺวว นามํ อกํสุ ฯ อถ สกฺโก ปุน อสุรานํ อนาคมนตฺถาย ปน ปญฺจสุ ฐาเนสุ อารกฺขํ ฐเปสิ ฯ ยํ สนฺธายวุตฺตํ

อนฺตรา ทฺวินฺนํ อยุชฺฌปุรานํ

ปญฺจวิธา ฐปิตา อภิรกฺขา

อุรโค กโรติ ปยสฺส จ หารี

มทนยุตฺตา จตุโร จ มหนฺตาติ ฯ

เทฺว นครานิปิ ยุทฺเธเนว คเหตุํ อสกฺกุเณยฺยตาย อยุทฺธปุรานิ นาม ชาตานิ เทวนครญฺจ อสุรนครญฺจ ฯ ยทา หิ อสุรา พลวนฺตา โหนฺติ อถ เทเวหิ ปลายิตฺวา เทวนครํ ปวิสิตฺวา ทฺวาเร ปิทหิเต อสุรานํ สตสหสฺสมฺปิ กิญฺจิ กาตุํ น สกฺโกติ ฯ ยทา เทวา พลวนฺตา โหนฺติ อถ อสุเรหิ ปลายิตฺวา อสุรนครสฺส ทฺวาเร ปิทหิเต สกฺกานํ สตสหสฺสมฺปิ กิญฺจิ กาตุํ น สกฺโกติ ฯ อิติ อิมานิ เทฺว นครานิ อยุชฺฌปุรานิ นาม ฯ เตสํ อนฺตรา เอเตสุ อุรคาทีสุ ปญฺจสุ ฐาเนสุ สกฺเกน รกฺขา ฐปิตา ฯ ตตฺถ อุรคสทฺเทน นาคา คหิตา ฯ เต อุรคา อุทเก พลวนฺตา โหนฺติ ตสฺมา สิเนรุสฺส ปฐมาลินฺเท เตสํ อารกฺขา ฯ กโรติสทฺเทน สุปณฺณา คหิตา ฯ เตสํ กิร กโรติ นาม ปานโภชนํ เตน นามํ ลภึสุ ทุติยาลินฺเท เตสํ อารกฺขา ฯ ปยสฺส หาริสทฺเทน กุมฺภณฺฑา คหิตา ฯ ทานวรกฺขสา กิร เต ตติยาลินฺเท เตสํ อารกฺขา ฯ มทนยุตสทฺเทน ยกฺขา คหิตา ฯ วิสมจาริโน กิร เต ยุทฺธโสณฺฑา จตุตฺถาลินฺเท เตสํ อารกฺขา ฯ จตุโร จ มหนฺตาติ จตฺตาโร มหาราชาโน วุตฺตา ฯ ปญฺจมาลินฺเท เตสํ อารกฺขา ฯ ตสฺมา ยทิ อสุรา กุปิตา อาวิลจิตฺตา เทวปุรํ อุปยนฺติ ปญฺจวิเธสุ ยุทฺเธสุ ยํ คิริโน ปฐมํ ปริภณฺฑํ ตํ อุรคา ปฏิพาหิย ติฏฺฐนฺติ ฯ เอวํ เสเสสุ เสสา ฯ

อิเมสุ ปน ปญฺจสุ ฐาเนสุ อารกฺขํ ฐเปตฺวา สกฺเก เทวานมินฺเท ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวมาเน สุธมฺมา จวิตฺวา ตสฺเสว ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ กณฺณิกาย ทินฺนนิสฺสนฺเทน จสฺสา ปญฺจโยชนสติกา สุธมฺมา นาม เทวสภา อุทปาทิ ยตฺถ ทิพฺพเสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา โยชนปฺปมาเณ กาญฺจนปลฺลงฺเก นิสินฺโน สกฺโก เทวานมินฺโท เทวมนุสฺสานํ กตฺตพฺพกิจฺจานิ กโรติ ฯ สุจิตฺตาปิ จวิตฺวา ตสฺเสว ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อุยฺยานสฺส กรณนิสฺสนฺเทน จสฺสา จิตฺตลตาวนํ นาม อุยฺยานํ อุทปาทิ ฯ สุนนฺทาปิ จวิตฺวา ตสฺเสว ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ โปกฺขณีนิสฺสนฺเทน จสฺสา นนฺทา นาม โปกฺขรณี อุทปาทิ ฯ

สุชาตา ปน กุสลกมฺมสฺส อกตตฺตา เอกสฺมึ อรญฺเญ กนฺทราย พกสกุณิกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ สกฺโก สุชาตา น ปญฺญายติ กหํ นุ โข นิพฺพตฺตาติ อาวชฺเชนฺโต ตํ ทิสฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ อาทาย เทวโลกํ คนฺตฺวา ตสฺสา รมฺมณียํ เทวนครํ สุธมฺมาเทวสภํ จิตฺตลตาวนํ นนฺทโปกฺขรณิญฺจ ทสฺเสตฺวา เอตา กุสลํ กตฺวา มยฺหํ ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺตา ตฺวํ ปน กุสลํ อกตฺวา ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺตา อิโต ปฏฺฐาย สีลํ รกฺขาหีติ ตํ โอวทิตฺวา ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ตตฺเถว เนตฺวา วิสฺสชฺเชสิ ฯ สาปิ ตโต ปฏฺฐาย สีลํ รกฺขติ ฯ สกฺโก กติปาหจฺจเยน สกฺกา นุ โข สีลํ รกฺขิตุนฺติ คนฺตฺวา มจฺฉรูเปน อุตฺตาโน หุตฺวา ปุรโต นิปชฺชิ ฯ สา มตมจฺฉโกติ สญฺญาย สีเส อคฺคเหสิ ฯ มจฺโฉ นงฺคุฏฺฐํ จาเลสิ ฯ อถ นํ ชีวติ มญฺเญติ วิสฺสชฺเชติ ฯ สกฺโก สาธุ สาธุ สกฺขิสฺสสิ สีลํ รกฺขิตุนฺติ เทวโลกํ อคมาสิ ฯ สา ตโต จุตา พาราณสิยํ กุมฺภการเคเห นิพฺพตฺติ ฯ

สกฺโก กหํ นุ โข นิพฺพตฺตาติ ตตฺถ นิพฺพตฺตภาวํ ญตฺวา สุวณฺณเอลาฬุกานํ ยานกํ ปูเรตฺวา มชฺเฌ คามสฺส มหลฺลกเวเสน นิสีทิตฺวา เอลาฬุกานิ คณฺหถาติ อุคฺโฆเสสิ ฯ มนุสฺสา อาคนฺตฺวา เทหิ ตาตาติ อาหํสุ ฯ อหํ สีลรกฺขกานํ ทมฺมิ ตุมฺเห สีลํ รกฺขถาติ ฯ มยํ สีลํ นาม น ชานาม มูเลน เทหีติ ฯ น มยฺหํ มูเลน อตฺโถ สีลรกฺขกานญฺเญวาหํ ทมฺมีติ ฯ มนุสฺสา โกจิ อยํ นุ เอลาฬุโกติ ปกฺกมึสุ ฯ สุชาตา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา มยฺหํ อานีตํ ภวิสฺสตีติ คนฺตฺวา เทหิ ตาตาติ อาห ฯ สีลํ รกฺขสิ อมฺมาติ ฯ อาม สีลํ รกฺขามีติ ฯ อิทํ มยา ตุยฺหเมว อตฺถาย อาภตนฺติ สทฺธึ ยานเกน เคหทฺวาเร ฐเปตฺวา ปกฺกามิ ฯ

สาปิ ยาวชีวํ สีลํ รกฺขิตฺวา ตโต จุตา เวปจิตฺติอสุรินฺทสฺส ธีตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ สีลานิสํเสน อภิรูปา อโหสิ ฯ โส ตสฺสา วยปฺปตฺตกาเล มยฺหํ ธีตา อตฺตโน รุจิตํ สามิกํ คณฺหตูติ อสุเร สนฺนิปาเตสิ ฯ สกฺโก กหํ นุ โข สา นิพฺพตฺตาติ โอโลเกนฺโต ตตฺถ นิพฺพตฺตภาวํ ญตฺวา สุชาตา จิตฺตรุจิตสามิกํ คณฺหนฺตี มํ คณฺหิสฺสตีติ อสุรวณฺณํ มาเปตฺวา ตตฺถ อคมาสิ ฯ สุชาตํ อลงฺกริตฺวา สนฺนิปาตฏฺฐานํ อาเนตฺวา จิตฺตรุจิตํ สามิกํ คณฺหาติ อาหํสุ ฯ สา โอโลเกนฺตี สกฺกํ ทิสฺวา ปุพฺพสิเนหวเสน อยํ เม สามิโกติ อคฺคเหสิ ฯ โส ตํ เทวนครํ อาเนตฺวา อฑฺฒเตยฺยานํ นาฏกโกฏีนํ เชฏฺฐกํ กตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ ปณฺฑิตา เทวรชฺชํ การยมานา อตฺตโน ชีวิตํ ปริจฺจชนฺตาปิ ปาณาติปาตํ น กรึสุ ตฺวํ นาม เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อปริสฺสาวิตํ สปฺปาณกํ อุทกํ ปิวิสฺสสีติ ตํ ภิกฺขุํ ครหิตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตลิสงฺคาหโก อานนฺโท อโหสิ สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

กุลาวกชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๐. มุณิกชาดกชาดกถัดไป๓๒. นัจจชาดก