ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุจจชชาดก
ชาดกที่ ๓๒๐ · จตุกกนิบาตชาดก · ปุจิมันทวรรค

สุจจชชาดก

ว่าด้วยภรรยาที่ดี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๗๘ · บรรทัด ๒๘๗๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุจจชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภกฎุมพีคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุจชํ วตน จชิ ดังนี้. ได้ยินว่า กฎุมพีนั้นคิดว่า จักสะสางหนี้สินในหมู่บ้าน จึงไปในหมู่บ้านนั้นพร้อมกับภรรยา ครั้นชำระสะสางแล้วคิดว่า เราจักนำเกวียนมาขนไปภายหลัง จึงฝากไว้ในตระกูลหนึ่ง กลับไปยังเมืองสาวัตถีอีก ได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งในระหว่างทาง. ครั้งนั้น ภรรยากล่าวกะกฎุมพีนั้นว่า นาย ถ้าภูเขานี้จะพึงเป็นทองไซร้ ท่านจะให้อะไรฉันบ้าง. กฎุมพีกล่าวว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย. ฝ่ายภรรยานั้นได้น้อยใจว่า สามีของเรานี้มีหัวใจกระด้างนัก นัยว่า เมื่อภูเขาแม้เดินเป็นทองไปทั้งลูก ก็จักไม่ให้อะไรแก่เราเลย. สามีภรรยาทั้งสองนั้นเดินมาใกล้พระเชตวัน คิดว่าจักดื่มน้ำ จึงเข้าไปยังพระวิหารดื่มน้ำ. ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งนั้นแล แม้พระศาสดาก็ทรงได้เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของคนทั้งสองนั้น เมื่อจะทรงรอคอยการมา จึงประทับนั่งในบริเวณพระคันธกุฎี ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณ๖ ประการ. ฝ่ายสามีภรรยาทั้งสองนั้นดื่มน้ำแล้วก็มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่. พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับสามีภรรยาทั้งสองนั้น แล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งสองไปไหนมา ? สามีภรรยาทั้งสองกราบทูลว่า ไปสะสางหนี้สินในหมู่บ้านของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามภรรยาของเขาว่า อุบาสิกา สามีของเธอหวังประโยชน์เกื้อกูลแห่งเธอ ทำอุปการะแก่เธออยู่หรือ ? ภรรยากฎุมพีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความสิเน่หาในสามีนี้ แต่สามีนี้ไม่มีความสิเน่หาในข้าพระองค์ วันนี้ เมื่อข้าพระองค์เห็นภูเขาแล้วพูดว่า ถ้าภูเขาลูกนี้จะเป็นทอง ท่านจะให้อะไรแก่ฉันบ้าง เขากลับพูดว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไร สามีผู้นี้เป็นคนมีหัวใจกระด้างอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสิกา กฎุมพีนี้ย่อมกล่าวอย่างนี้เอง แต่เมื่อใด เขานึกถึงคุณความดีนั้นของเธอเมื่อนั้น เขาจะให้ความเป็นใหญ่ทั้งหมด อันภรรยาของกฎุมพีนั้นทูลอาราธนาว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกเถิด พระเจ้าข้า จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเห็นพระราชโอรสมายังที่เฝ้า ทรงดำริว่า ลูกคนนี้คงจะทรยศประทุษร้ายในฝ่ายในของเราจึงรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสนั้นมาแล้วตรัสว่า ลูกรัก ตราบเท่าที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เจ้าอย่าได้อยู่ในพระนคร จงอยู่ในที่อื่น เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วจึงค่อยครองราชสมบัติ. พระโอรสรับพระบัญชาแล้วถวายบังคมพระราชบิดาพร้อมกับพระเชษฐชายา ออกจากพระนครไปยังชายแดน สร้างบรรณศาลาอยู่ในป่า ยังพระชนม์ชีพให้เป็นอยู่ด้วยมูลผลาผลในป่า. จำเนียรกาลนานมา พระราชาเสด็จสวรรคตอุปราชราชโอรสตรวจดูนักขัตฤกษ์ รู้ว่าพระราชาผู้พระบิดานั้นสวรรคตแล้ว จึงมายังพระนครพาราณสี ในระหว่างทางได้เห็นภูเขาลูกหนึ่ง. ลำดับนั้น พระชายาตรัสกะพระราชโอรสนั้นว่า ข้าแต่เทวะถ้าภูเขานี้จะเป็นทอง พระองค์จะประทานอะไรแก่หม่อมฉันบ้าง. พระราชโอรสตรัสว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย. พระชายานั้นได้น้อยพระทัยว่า เราไม่อาจละทิ้ง เพราะความสิเน่หาในพระสวามีนี้ จึงเข้าไปสู่ป่าด้วย แต่พระสวามีนี้ตรัสอย่างนี้ เป็นผู้มีพระทัยกระด้างยิ่งนัก พระสวามีนี้ได้เป็นราชาแล้ว จักไม่กระทำความดีงามแก่เรา. พระราชโอรสนั้นเสด็จมาแล้วดำรงอยู่ในราชสมบัติ จึงทรงตั้งพระชายานั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ได้ประทานเพียงยศนี้เท่านั้นส่วนการนับถือยกย่องที่ยิ่งขึ้นไป ไม่มี แม้ความที่พระนางมีอยู่ ก็ไม่ทรงสนพระทัย. พระโพธิสัตว์คิดว่า พระเทวีนี้มีอุปการะแก่พระราชานี้มิได้คำนึงถึงความลำบากได้เสด็จอยู่ในป่าด้วย แต่พระราชานี้มิได้ทรงคำนึงถึงพระเทวีนี้เลย เที่ยวอภิรมย์อยู่กับนางสนมอื่น ๆ เราจักกระทำโดยประการที่พระเทวีนี้ได้อิสริยยศทั้งปวง วันหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้าพระเทวีนั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาเทวี ข้าพระองค์ไม่ได้แม้แต่ก้อนข้าวจากสำนักของพระองค์ เพราะเหตุไร ? พระองจึงทรงละเลยข้าพระองค์ มีน้ำพระทัยกระด้างยิ่งนัก. พระเทวีนั้นตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าตัวเราได้ เราก็จะให้ท่านบ้าง แต่เราเมือไม่ได้ จักให้ได้อย่างไร จนบัดนี้ แม้พระราชาก็มิได้ประทานอะไรเลยแก่เรา ดูก่อนพ่อ ในระหว่างทาง เมื่อเรากล่าวว่า เมื่อภูเขานี้เกิดเป็นทอง พระองค์จักประทานอะไรหม่อมฉันบ้าง พระราชานั้นยังตรัสว่า เธอเป็นใครฉันจักไม่ให้อะไรเลย แม้ของที่บริจาคได้ง่าย ๆ พระองค์ก็ไม่ทรงบริจาคเลย. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ก็พระองค์จักอาจตรัสเรื่องนี้ในสำนักของพระราชาหรือ ? พระเทวีตรัสว่า ทำไมฉันจักไม่อาจเล่าพ่อ. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพระราชา จักทูลถามพระองค์พึงตรัสขึ้นเถิด. พระเทวีรับว่า ได้ซิพ่อ. ในเวลาที่พระเทวีเสด็จไปยังที่เฝ้าพระราชา แล้วประทับยืนอยู่ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้แม้อะไร ๆจากสำนักของพระองค์เลยมิใช่หรือ ? พระเทวีตรัสว่า พ่ออำมาตย์เราเมื่อได้จึงจะให้ท่าน เราเองก็ไม่ได้อะไรเลย บัดนี้ แม้พระราชาก็จักประทานอะไรแก่เราบ้าง เพราะว่าในเวลามาจากป่า พระราชานั้นทรงเห็นภูเขาลูกหนึ่ง เมื่อเราทูลว่า ถ้าภูเขานี้จะเป็นทอง พระองค์จะประทานอะไรแก่หม่อมฉันบ้าง พระองค์ยังตรัสว่า เธอเป็นใครฉันจักไม่ให้อะไรเลย แม้ของที่สละได้ง่ายพระองค์ก็ไม่ทรงเสียสละเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

พระราชาเมื่อไม่พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา ชื่อว่าไม่ทรงสละสิ่งที่ควรสละได้ง่าย เมื่อพระราชานั้นพระราชทานอะไรบ้างก็ชื่อว่าได้พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจชํ วต ความว่า ชื่อว่าไม่ทรงสละแม้สิ่งที่อาจสละได้โดยง่าย. บทว่า อททํ ได้แก่ ไม่พระราชทานภูเขาแม้ด้วยสักว่าพระดำรัส. บทว่า กิญฺจิ ตสฺส จชนฺตสฺส๑ ความว่า เมื่อพระราชานั้นผู้อันเราทูลขอแล้วได้ทรงสละภูเขานั้น ชื่อว่าได้ทรงสละอะไรบ้าง. บทว่า วาจาย อททํ๒ ปพฺพตํ ความว่า ถ้าพระราชานี้อันเราทูลขอแล้วได้พระราชทานภูเขานั้น ซึ่งแม้เป็นทองตามคำพูดของเรา ด้วยพระวาจา คือ ได้พระราชทานด้วยเพียงสักว่าพระดำรัส. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :บัณฑิตกระทำสิ่งใด พึงพูดสิ่งนั้น ไม่กระทำสิ่งใด ไม่พึงพูดสิ่งนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำดีแต่พูด. ๑. ม. อจชนฺตสฺส. ๒. ม. อทท. คำอันเป็นคาถานั้นมีใจความว่า ก็คนที่เป็นบัณฑิตกระทำสิ่งใดด้วยกาย พึงพูดถึงสิ่งนั้นด้วยวาจา แม้สิ่งใดไม่ได้กระทำ ก็ย่อมไม่พูดสิ่งนั้น. อธิบายว่า ประสงค์จะให้ก็ควรพูดว่าจะให้ เมื่อไม่ประสงค์จะให้ก็ไม่ควรจะพูดว่าจะให้. เพราะเหตุไร ? เพราะบุคคลใด แม้พูดว่าจักให้ ภายหลังกลับไม่ให้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้บุคคลนั้นว่าไม่ทำ ดีแต่พูดเท็จอย่างเดียว. อธิบายว่า บุคคลกล่าวแต่เพียงคำพูดว่าเราจักให้ แต่ไม่ได้ให้ ก็แต่ว่าสิ่งใดถึงแม้จะไม่ได้ให้ด้วยกายเป็นแต่ให้ด้วยสักว่าคำพูดเท่านั้น สิ่งนั้นชื่อว่าจักเป็นอันได้ก่อนทีเดียวบัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กล่าวเท็จด้วยประการดังกล่าวนี้ แต่คนเขลาทั้งหลายย่อมยินดีชอบใจโดยสักแต่คำพูดเท่านั้น. พระเทวีได้ทรงสดับดังนั้น จึงประคองอัญชลีแล้วตรัสคาถาที่๓ ว่า :ข้าแต่พระราชบุตร ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์ทรงประสบความพินาศ แต่พระทัยยังทรงยินดีอยู่ในสัจจะพระองค์ชื่อว่าดำรงมั่นอยู่ในวจีสัจ และสภาวธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺเจ ธมฺเม ได้แก่ ในวจีสัจจะและสภาวธรรม. บทว่า พฺยสนํ ปติโต ความว่า พระทัยของพระองค์แม้จะถึงความพินาศ กล่าวคือถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็ยังทรงยินดีอยู่ เฉพาะในสัจจธรรม. พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระเสาวณีของพระเทวี ผู้ตรัสคุณความดีของพระราชาอยู่อย่างนั้น เมื่อจะประกาศคุณความดีของพระเทวีนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :หญิงใด เมื่อสามีขัดสน ก็ขัดสนด้วยเมื่อสามีมั่งคั่ง ก็พลอยมั่งคั่งมีชื่อเสียงด้วยหญิงนั้นแหละ นับว่าเป็นยอดภรรยาของเขาเมื่อสามีมีเงิน หญิงภรรยาก็ย่อมมีเงินเหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิตฺติมา ความว่า เพียบพร้อมด้วยเกียรติ. บทว่า สา หิสฺส ปรมา ความว่า หญิงใดในเวลาสามีเป็นคนยากจน แม้ตนเองเป็นคนยากจนก็ไม่ละทิ้งสามีนั้น. บทว่า อฑฺฒสฺส ความว่า ในเวลาสามีมั่งคั่ง ก็เป็นคนมั่งคั่ง อนุวรรตตามสามี เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย. หญิงนั้นแหละ ชื่อว่าเป็นภรรยาชั้นยอดเยี่ยมของเขา. บทว่า สหิรญฺสฺส ความว่า ก็เมื่อสามีมีเงินตั้งอยู่ในความเป็นใหญ่ หญิงภรรยาทั้งหลายก็ย่อมมีเงินด้วย ไม่น่าอัศจรรย์เลย. ก็แหละ พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคุณความดีของพระเทวีว่า ข้าแต่มหาราช พระเทวีนี้ เวลาเมื่อพระองค์มีความทุกข์ ก็ทรงเป็นผู้ร่วมทุกข์อยู่ในป่า ควรจะทรงกระทำความยกย่องพระเทวีนี้. พระราชาทรงระลึกถึงคุณความดีของพระเทวีเพราะคำพูดของพระโพธิสัตว์นั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนบัณฑิต เราระลึกถึงคุณของพระเทวีได้ เพราะถ้อยคำของท่าน จึงพระราชทานอิสริยยศทั้งปวงแก่พระเทวีนั้น แล้วตรัสว่า เธอทำให้ฉันระลึกถึงคุณความดีของพระเทวี จึงได้พระราชทานสักการนับถืออย่างใหญ่หลวงแก่พระโพธิสัตว์. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ผัวและเมียทั้งสองได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นกฎุมพีนี้ พระเทวีในครั้งนั้น ได้เป็นอุบาสิกานี้ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุจจชชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ปุจิมันทชาดก ๒. กัสสปมันทิยชาดก ๓. ขันติวาทิชาดก ๔. โลหกุมภิชาดก ๕. มังสชาดก ๖. สสปัณฑิตชาดก๗. มตโรทนชาดก ๘. กณเวรชาดก ๙. ติตฺติรชาดก ๑๐. สุจจชชาดก.

จบ ปุจิมันทวรรคที่ ๒ ๓. กุฏิทูสกวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๑๓–๕๒๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sucajajātakaṃ

sucajaṃ vata na cajīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kuṭumbikaṃ ārabbha kathesi.

So kira gāmake uddhāraṃ sodhessāmīti 1- bhariyāya saddhiṃ tattha gantvā sodhetvā sakaṭaṃ āharitvā pacchā ānessāmāti ekasmiṃ kule ṭhapetvā puna sāvatthiṃ gacchanto antarāmagge ekaṃ pabbataṃ addasa. Atha naṃ bhariyā āha sace sāmi ayaṃ pabta suvaṇṇamayo bhaveyya dadeyyāsi pana me kiñcīti. Kāsi tvaṃ na kiñci dassāmīti. Sā ca thaddhahadayo vatāyaṃ pabbate kira sabbasuvaṇṇamaye jātepi mayhaṃ kiñci na dassatīti anattamanā ahosi. Te jetavanasamīpaṃ āgantvā pānīyaṃ pivissāmāti vihāraṃ pavisitvā pānīyaṃ piviṃsu. Satthāpi paccūsakāleyeva tesaṃ sotāpattiphalupanissayaṃ disvā āgamanaṃ olokayamāno gandhakuṭipariveṇe nisīdi chabbaṇṇabuddharaṃsiyo sojjento. Tepi pānīyaṃ pivitvā āgantvā satthāraṃ vanditvā basīdiṃsu. Satthā tehi saddhiṃ paṭisanthāraṃ katvā kahaṃ gatatthāti pucchi. Amhākaṃ gāmake uddhāraṃ sodhanatthāya bhanteti. Kiṃ upāsike tava sāmiko tuyhaṃ hitaṃ paṭikaṅkhati upakārante karotīti. Bhante ahaṃ imasmiṃ sasinehā ayampi na mayi sasineho ajja mayā pabbataṃ disvā sacāyaṃ suvaṇṇamayo pabbato assa kiñci me

@Footnote: 1 sādhessāmi. Dadeyyāsīti vutte kāsi tvaṃ na kiñci dassāmīti āha evaṃ thaddhahadayo ayanti. Upāsike evaṃ nāmesa vadati yadā pana taṃ tava guṇaṃ sarati tadā sabbissariyaṃ detīti vatvā kathetha bhanteti tehi yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa sabbakiccakārako amacco ahosi. Athekadivasaṃ rājā rājaputtaṃ 1- upaṭṭhānaṃ āgacchantaṃ disvā ayaṃ mama antare dubbheyyāti taṃ pakkosāpetvā tāta yāvāhaṃ jīvāmi tāva nagare vasituṃ na lacchasi aññattha vasitvā mamaccayena rajjaṃ kārehīti āha. So sādhūti pitaraṃ vanditvā jeṭṭhabhariyāya saddhiṃ nagarā nikkhamitvā paccantaṃ gantvā araññe paṇṇasālaṃ māpetvā vanamūlaphalāphalena yāpento vihāsi. Aparabhāge rājā kālamakāsi. Uparājā nakkhattaṃ olokento tassa kālakatabhāvaṃ ñatvā bārāṇasiṃ āgacchanto antarāmagge ekaṃ pabbataṃ addasa. Atha naṃ bhariyā āha sace deva ayaṃ pabbato suvaṇṇamayo assa dadeyyāsi me kiñcīti. Kāsi tvaṃ kiñci na dassāmīti. Sā ahaṃ imasmiṃ sinehena cajituṃ asakkontī araññaṃ pāvisiṃ ayañca evaṃ vadeti ativiya thaddhahadayo rājā hutvā esa mayhaṃ kalyāṇaṃ na karissatīti anattamanā ahosi. So āgantvā rajje patiṭṭhito taṃ aggamahesiṭṭhāne ṭhapesi idaṃ yasamattakamevādāsi.

@Footnote: 1 puttaṃ uparājānaṃ. Uttariṃ pana sakkārasammāno natthi. Tassā atthibhāvampi na jānāti. Bodhisatto ayaṃ devī imassa rañño upakārikā dukkhaṃ agaṇetvā araññavāsaṃ vasi ayaṃ panetaṃ agaṇetvā aññāhi saddhiṃ abhiramanto vicarati yathā esā sabbissariyaṃ labhati tathā karissāmīti cintetvā ekadivasaṃ taṃ upasaṅkamitvā mahādevi mayaṃ tumhākaṃ santikā piṇḍamattampi na labhāma kasmā amhesu pamajjittha ativiya thaddhahadayāti āha. Sā devī tāta sacāhaṃ attanā labheyyaṃ tuyhampi dadeyyaṃ alabhamānā pana kiṃ dassāmi rājāpi mayhaṃ idāni kinnāma dassati tāta so antarāmagge imasmiṃ pabbate suvaṇṇamaye jāte mayhaṃ kiñci dassasīti vutte kāsi tvaṃ na kiñci dassāmīti āha supariccajampi na pariccajīti. Kiṃ pana rañño santike imaṃ kathaṃ kathetuṃ sakkhissathāti. Kiṃ na sakkhissāmi tātāti. Tenahi rañño santike ṭhito pucchissāmi tumhe katheyyāthāti. Sādhu tātāti. Bodhisatto deviyā rañño upaṭṭhānaṃ gantvā ṭhitakāle āha nanu ayye mayaṃ tumhākaṃ santikā kiñcipi na labhāmāti. Tāta ahaṃ labhamānā tuyhaṃ dadeyyaṃ ahameva kiñci na labhāmi rājāpi idāni mayhaṃ kinnāma dassati so hi araññato āgamanakāle ekaṃ pabbataṃ disvā sacāyaṃ pabbato suvaṇṇamayo assa kiñci me dadeyyāsīti vutte kāsi tvaṃ na kiñci dassāmīti vadati supariccajampi na pariccajīti etamatthaṃ dīpentī paṭhamaṃ gāthamāha

Sucajaṃ vata na caji vācāya adadaṃ giriṃ

kiñci tassa cajantassa 1- vācāya adadaṃ pabbatanti.

Tattha sucajaṃ vatāti sukhena cajituṃ sakkuṇeyyampi na caji. Adadanti vacanamattenāpi pabbataṃ adadamāno. Kiñci tassa cajntassāti tassa me yācitassa taṃ cajantassa kiñci cajeyya. Vācāya adadaṃ pabbatanti sacāyaṃ mayā yācito mama vacanena suvaṇṇamayampi hontaṃ taṃ pabbataṃ vācāya adadaṃ vacanamattena adassatthāti 2- attho.

Taṃ sutvā rājā dutiyaṃ gāthamāha

yamhi kayirā tamhi vade yaṃ na kayirā na taṃ vade

akarontaṃ bhāsamānaṃ parijānanti paṇḍitāti.

Tassattho yadeva hi paṇḍito puriso kāyena kareyya taṃ vācāya vadeyya yampi na kayirā na taṃ vadeti. Dātukāmova dammīti vadeyya na adātukāmoti adhippāyo. Kiṃkāraṇā. Yo hi dassāmīti vatvāpi pacchā na dadāti taṃ akarontaṃ kevalaṃ musā bhāsamānaṃ. Parijānanti paṇḍitāti ahaṃ 3- dassāmīti vacanamattameva bhāsati na pana deti yaṃ 4- hi kho pana adinnampi vacanamatteneva dinnaṃ hoti taṃ puretarameva laddhannāma bhavissatīti evaṃ tassa musāvādibhāvaṃ paṇḍitā jānanti bālā pana vacanamatteneva tussantīti.

Taṃ sutvā devī rañño añjalimpaggahetvā tatiyaṃ gāthamāha

@Footnote: 1 acajantassa . 2 adadaṃ hoti . 3 ayaṃ . 4 yadi.

Rājaputta namo tyatthu sacce dhamme ṭhitovasi

yassa te byasanaṃ patto saccasmiṃ ramatī manoti.

Tattha sacce dhammeti vacīsacce sabhāvadhamme ca. Byasanaṃ pattoti yassa tava raṭṭhā pabbājanīyasaṅkhātaṃ byasanaṃ pattopi mano saccasmiṃyeva ramatīti.

Evaṃ rañño guṇakathaṃ kathayamānāya deviyā (taṃ) sutvā bodhisatto tassa guṇaṃ pakāsento catutthaṃ gāthamāha

yā daliddī daliddassa aḍḍhā aḍḍhassa kittimā

sā hissa paramā bhariyā sahiraññassa itthiyoti.

Tattha kittimāti kittisampannāti attho. Sā hissa paramāti yā daliddassa sāmikassa daliddakāle sayampi daliddī hutvā taṃ na pariccaji. Aḍḍhassāti aḍḍhakāle aḍḍhā hutvā sāmikameva anuvattati samānasukhadukkhāva hoti sā hi assa paramā uttamā bhariyā nāma. Sahiraññassāti sahiraññassa pana issariye ṭhitassa itthiyo hontiyeva anacchariyamevāti.

Evañcapana vatvā bodhisatto ayaṃ mahārāja tumhākaṃ dukkhitakāle araññe samānadukkhā hutvā vasi imissā sammānaṃ kātuṃ vaṭṭatīti deviyā guṇaṃ kathesi. Rājā tassa vacanena deviyā guṇaṃ saritvā paṇḍita tava kathāyāhaṃ deviyā guṇaṃ anussarinti vatvā tassā sabbissariyaṃ adāsi tayāhaṃ deviyā guṇaṃ sarāpitoti bodhisattassa mahantaṃ sakkāraṃ adāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne jāyapatikā sotāpattiphale patiṭṭhahiṃsu. Tadā bārāṇasīrājā ayaṃ kuṭumbiko ahosi. Devī ayaṃ upāsikā. Paṇḍitāmacco pana ahamevāti.

Sucajajātakaṃ dasamaṃ

pucimandavaggo dutiyo

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑๙. ติตติรชาดกชาดกถัดไป๓๒๑. กุฏิทูสกชาดก