ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุฏิทูสกชาดก
ชาดกที่ ๓๒๑ · จตุกกนิบาตชาดก · กุฏิทูสกวรรค

กุฏิทูสกชาดก

ว่าด้วยลิงกับนกขมิ้น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๘๒ · บรรทัด ๒๙๐๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุฏิทูสกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุหนุ่มผู้เผาบรรณศาลาของพระมหากัสสปเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มนุสฺสสฺเสว เต สีสํ ดังนี้. เรื่องตั้งขึ้นในนครชาชคฤห์. ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระเถระอาศัยนครราชคฤห์อยู่ในอรัญญกุฎี ภิกษุหนุ่ม ๒ รูป การทำการอุปัฏฐากพระเถระ ในภิกษุหนุ่ม ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งเป็นผู้มีอุปการะแก่พระเถระ ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นผู้ว่ายาก กระทำกิจวัตรที่ภิกษุนอกนี้กระทำ ให้เป็นเสมือนตนกระทำ เมื่อภิกษุนั้นตั้งน้ำบ้วนปากเป็นต้นตนเองไปยังสำนักของพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ น้ำกระผมตั้งไว้แล้ว ขอท่านจงล้างหน้าเถิดขอรับ เมื่อบริเวณกุฎีอันภิกษุนั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ปัดกวาดไว้แล้ว ในเวลาพระเถระออกมา ตนเองบริหารข้างโน้นข้างนี้ กระทำบริเวณทั้งสิ้นให้เป็นเสมือนตนปัดกวาดไว้. ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรคิดว่า พระหัวดื้อรูปนี้ กระทำกิจวัตรที่เรากระทำให้เป็นเสมือนตนกระทำ เราจักกระทำกรรมของพระหัวดื้อนี้ให้ปรากฏ. เมื่อภิกษุหัวดื้อนั้นฉันในภายในบ้านแล้วมานอนบนเตียงของตนเองนั่นแหละ ผู้ภิกษุสมบูรณ์ด้วยวัตรจึงต้มน้ำสำหรับอาบให้ร้อนแล้ววางไว้หลังซุ้ม. แล้วตั้งน้ำอื่นประมาณกึ่งทะนานไว้บนเตา. ภิกษุหัวดื้อนอกนี้ตื่นนอนแล้วมา เห็นไอน้ำพลุ่งขึ้นจึงคิดว่าภิกษุนั้นจักต้มน้ำให้เดือดแล้วตั้งไว้ในซุ้ม จึงไปยังสำนักของพระเถระแล้วกล่าวว่า ท่านขอรับกระผมตั้งน้ำไว้ในซุ้มสำหรับอาบแล้ว ขอนิมนต์อาบเถิด. พระเถระกล่าวว่า จักอาบ แล้วมาพร้อมกับภิกษุหัวดื้อนั้น ไม่เห็นน้ำในซุ้มจึงถามว่า น้ำอยู่ที่ไหน น้ำอยู่ที่ไหน ? ภิกษุนั้นจึงรีบไปยังโรงไฟ หย่อนกระบวยลงในภาชนะเปล่า กระบวยกระทบพื้นภาชนะเปล่งเสียงดังฆระ ตั้งแต่นั้นมาภิกษุนั้นจึงมีชื่อว่าอุฬุงกสัททกะ. ขณะนั้น ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรจึงนำน้ำมาจากหลังซุ้มแล้วกล่าวว่า อาบเถิด ท่านขอรับ. พระเถระอาบน้ำแล้วรำพึงอยู่ ได้รู้ว่าพระอุฬุงกสัททกะเป็นคนหัวดื้อ จึงโอวาทพระอุฬุงกสัททกะนั้นผู้มายังเถระอุปัฏฐากในตอนเย็นว่า ผู้มีอายุธรรมดาสมณะกล่าวสิ่งที่ตนทำเท่านั้นว่าเราทำ จึงควร กล่าวโดยประการอื่นไป ย่อมเป็นสัมปชานมุสาวาท กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้ตั้งแต่นี้ไปเธออย่าได้การทำกรรมเห็นปานนี้. พระอุฬุงกสัททกะนั้นโกรธพระเถระ. วันรุ่งขึ้น จึงไม่เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตกับพระเถระ. พระเถระจึงเข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับภิกษุนอกนี้. ฝ่ายพระอุฬุงกสัททกะได้ไปยังตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระ เมื่อเขากล่าวว่าพระเถระไปไหนขอรับ จึงกล่าวว่า พระเถระนั่งอยู่ในวิหารนั่นแหละ เพราะไม่ผาสุก เมื่อเขากล่าวว่า ได้อะไรจึงจะควรขอรับจึงกล่าวว่า ท่านจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้ แล้วถือเอาไปยังที่ชอบใจของตนฉันแล้วจึงได้ไปยังวิหาร. วันรุ่งขึ้น พระเถระไปยังตระกูลนั้นแล้วนั่ง. คนทั้งหลายจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าไม่มีความผาสุกหรือได้ยินว่า เมื่อวานท่านนั่งอยู่แต่ในวิหารเท่านั้น พวกกระผมส่งอาหารไปถวายกะมือภิกษุหนุ่มชื่อโน้น พระผู้เป็นเจ้าบริโภคอาหารแล้วหรือ. พระเถระได้นิ่งเสีย กระทำภัตกิจแล้วไปยังวิหาร เรียกพระอุฬุงกสัททกะผู้มาในเวลาบำรุงพระเถระในเวลาเย็นแล้วกล่าวว่า อาวุโสได้ยินว่า เธอขอในตระกูลชื่อโน้นในบ้านชื่อโน้นว่า การได้สิ่งนี้และสิ่งนี้ ย่อมควรแก่พระเถระแล้วบริโภคเสียเอง แล้วกล่าวว่าขึ้นชื่อว่าการขอย่อมไม่ควร เธออย่าประพฤติอนาจารเห็นปานนี้อีก. พระอุฬุงกสัททกะผูกความอาฆาตในพระเถระ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ คิดว่า แม้เมื่อวานนี้ พระเถระนี้ก็กระทำความทะเลาะกับเราเพราะอาศัยเหตุสักว่าน้ำ มาบัดนี้ท่านอดกลั้นไม่ได้ว่า เราบริโภคภัตกำมือหนึ่งในเรือนป่องพวกอุปัฏฐากของท่าน จึงกระทำการทะเลาะอีกเราจักรู้กิจที่ควรทำแก่พระเถระนี้ วันรุ่งขึ้น เมื่อพระเถระเข้าไปบิณฑบาต จึงถือไม้ฆ้อนทุบภาชนะเครื่องใช้ทั้งหลาย เผาบรรณศาลาแล้วหลบหนีไป. พระอุฬุงกสัททกะนั้น ยังมีชีวิตอยู่แล เป็นมนุษย์เพียงดังเปรต ผอมโซ กระทำกาละแล้วได้บังเกิดในอเวจีมหานรก. อนาจารนั้นที่พระอุฬุงกสัททกะนั้นกระทำได้ปรากฏไปในท่ามกลางมหาชน. ครั้งนั้น ภิกษุพวกหนึ่งจากกรุงราชคฤห์มานครสาวัตถีเก็บบาตรจีวรไว้ในที่ที่เป็นสภาคกัน ณ ที่ที่มาถึง แล้วไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่. พระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสถามว่า พวกเธอมาแต่ไหน ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า มาจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ใครเป็นอาจารย์ให้โอวาทในที่นั้น. ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระมหากัสสปเถระ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่ากัสสปเป็นสุขสบายดีหรือ. ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้าพระเถระเป็นสุขสบายดี แต่สัทธิวิหาริกของท่านโกรธในโอวาทที่ท่านให้ แม้เมื่อพระเถระเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ก็ถือไม้ฆ้อนทุบภาชนะเครื่องใช้ทั้งหลายเผาบรรณศาลาของพระเถระ แล้วหลบหนีไป. พระศาสดาใช้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย การเที่ยวไปผู้เดียวเท่านั้นแห่งกัสสป ประเสริฐกว่าการเที่ยวไปกับคนพาลเห็นปานนี้ แล้วตรัสพระคาถาในพระธรรมบทนี้ว่า :บุคคลเมื่อจะเที่ยวไป ถ้าไม่ประสบคนที่ดีกว่า หรือคนเช่นกับตน พึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นไว้ เพราะความเป็นสหายในคนพาลย่อมไม่มี. ก็แหละ ครั้นตรัสคาถานี้แล้ว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมาตรัสอีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เป็นผู้ประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้เป็นผู้ประทุษร้ายกุฎีมาแล้วเหมือนกัน และย่อมโกรธผู้ให้โอวาทแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็โกรธแล้วเหมือนกัน อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกขมิ้น เจริญวัยแล้ว. กระทำรังฝนรั่วรดไม่ได้เป็นที่ชอบใจของตน อยู่ในหิมวันตประเทศ ครั้งนั้น ลิงตัวหนึ่ง เมื่อฝนตกไม่ขาดเม็ดในฤดูฝน ถูกความหนาวบีบคั้น นั่งกัดฟันอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เห็นลิงนั้นลำบากอยู่อย่างนั้น เมื่อจะเจรจากับลิงนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนวานร ศีรษะ มือ และเท้าของท่านเหมือนของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุไรหนอ เรือนของท่านจึงไม่มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุ. ด้วยบทว่า อคารํ นี้ นกขมิ้นถามว่า เพราะเหตุไร เรือนเป็นที่อยู่อาศัยของท่านจึงไม่มี. วานรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนนกขมิ้น ศีรษะ มือและเท้าของเราเหมือนของมนุษย์ก็จริง แต่ปัญญาที่บัณฑิตกล่าวว่าประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ของเราไม่มี. ในคาถานั้น ลิงเรียกนกนั้นโดยชื่อว่า สิงคิละ. บทว่ายาหุ เสฏฺา มนุสฺเสสุ ความว่า วิจารณปัญญาของเรา ที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ย่อมไม่มี ศีรษะ มือ เท้าและกำลังกายเป็นต้น ไม่เป็นประมาณในโลก วิจารณปัญญาเท่านั้นประเสริฐสุด วิจารณปัญญานั้น ไม่มีแก่เรา เพราะฉะนั้น เรือนของเราจึงไม่มี. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าว ๒ คาถานอกนี้ว่า :ผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตกลับกลอกมักประทุษร้ายมิตร มีปกติไม่ยั่งยืนเป็นนิจย่อมไม่มีความสบาย. ท่านจงสร้างอานุภาพขึ้นเถิด จงเปลี่ยนปกติเดิมเสียเถิด ดูก่อนกระบี่ ท่านจงสร้างกระท่อมไว้ป้องกันความหนาวและลมเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนวฏฺิตจิตฺตสฺส ได้แก่ผู้มีจิตไม่ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว. บทว่า ทุพฺภิโน แปลว่า ผู้มีปกติประทุษร้ายมิตร. บทว่า อทฺธุวสีลสฺส ได้แก่ ผู้รักษาปกติไว้ตลอดทุกกาลไม่ได้. บทว่า โส กรสฺสานุภาวํ ตฺวํ ความว่าดูก่อนลิงผู้สหาย ท่านนั้นจงอาศัยอานุภาพ คือกำลังสร้างขึ้น เพื่อทำปัญญาให้เกิดขึ้น. บทว่า วีติวตฺตสฺสุ สีลิยํ ความว่า ท่านจงก้าวล่วงความปกติ คือ ความเป็นผู้ทุศีลเสีย จงเป็นผู้มีศีล. บทว่า กุฏิกํ ความว่า ท่านจงกระทำกระท่อมคือรัง ได้แก่เรือนเป็นที่อยู่หลังหนึ่งของตน อันสามารถป้องกันความหนาวและลม. ลิงคิดว่า อันดับแรก เจ้านกนี้บริภาษเรา เพราะความที่ตนจับอยู่ในที่ที่ฝนไม่รั่วรด เราจักไม่ให้มันจับอยู่ในรังนี้ ลำดับนั้นมันมีความประสงค์จะจับพระโพธิสัตว์ จึงโลดแล่นมา. พระโพธิสัตว์จึงบินไปในที่อื่น ลิงจึงทำลายรังกระทำให้ละเอียดเป็นจุรณวิจุรณแล้วหลีกไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ลิงในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้เผากุฎีในครั้งนี้ ส่วนนกขมิ้นในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถากุฏิทูสกชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๒๓–๕๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Kuṭidūsakavaggavaṇṇanā

kuṭidūsakajātakaṃ

manussasseva te sīsanti idaṃ satthā jetavane viharanto mahākassapattherassa paṇṇasālājhāmakaṃ daharabhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Vatthu rājagahe samuṭṭhitaṃ. Tadā kira thero rājagahaṃ nissāya araññakuṭiyaṃ viharati. Dve tassa daharā upaṭṭhānaṃ karonti. Tesu eko therassa upakārako eko dubbaco 1- itarena kataṃ attanā katasadisaṃ karoti tena mukhodakādīsu patiṭṭhāpitesu therassa santikaṃ gantvā vanditvā bhante mayā udakaṃ ṭhapitaṃ mukhaṃ dhovathāti ādīni vadati. Tena kālasseva vuṭṭhāya therassa pariveṇe sammaṭṭhe therassa nikkhamanavelāya itocitoca paharanto sakalapariveṇaṃ attanā sammaṭṭhaṃ viya karoti. Vattasampanno cintesi ayaṃ dubbaco mayā kataṃ attanā katasadisaṃ karoti etassa kammaṃ 2- pākaṭaṃ karissāmīti. Tasmiṃ attano mañcake antogāme bhutvā āgantvā niddāyanteyeva nhānodakaṃ tāpetvā piṭṭhikoṭṭhake ṭhapetvā aññaṃ aḍḍhanāḷimattaṃ udakaṃ uddhane ṭhapesi. Itaro pabujjhitvā āgantvā usumaṃ uṭṭhahantaṃ disvā udakaṃ tāpetvā koṭṭhake

@Footnote: 1 dubbatto . 2 saṭhakammaṃ. Ṭhapitaṃ bhavissatīti therassa santikaṃ gantvā bhante nhānakoṭṭhake udakaṃ ṭhapitaṃ nhāyathāti āha. Thero nhāyissāmīti tena saddhiṃyeva āgantvā koṭṭhake udakaṃ adisvā kahaṃ udakaṃ kahaṃ udakanti pucchi. So vegena aggisālaṃ gantvā tucchabhājane uḷuṅkaṃ otāresi. Uḷuṅko tucchabhājanassa tale paṭihato gharāti saddamakāsi. Tato paṭṭhāya tassa uḷuṅkasaddakotveva nāmaṃ jātaṃ. Tasmiṃ khaṇe itaro piṭṭhikoṭṭhakato udakaṃ āharitvā nhāyatha bhanteti āha. Thero nhātvā āvajjento uḷuṅkasaddakassa dubbacabhāvaṃ ñatvā taṃ sāyaṃ therupaṭṭhānaṃ āgataṃ ovadi āvuso samaṇena nāma attanā katameva kataṃ meti vattuṃ vaṭṭati aññathā sampajānamusāvādo hoti ito paṭṭhāya evarūpaṃ mā akāsīti. So therassa kujjhitvā punadivase therena saddhiṃ piṇḍāya gāmaṃ na pāvisi. Thero itareneva saddhiṃ pāvisi. Uḷuṅkasaddakopi therassa upaṭṭhākakulaṃ gantvā bhante thero kahanti vutte aphāsukena vihāreyeva nisinnoti vatvā kiṃ bhante laddhuṃ vaṭṭatīti vutte idañca idañca dethāti gahetvā attano rucitaṭṭhānaṃ gantvā bhuñjitvā vihāraṃ agamāsi. Punadivase thero taṃ kulaṃ gantvā nisīdi. Manussā kiṃ bhante ayyassa aphāsukaṃ hiyyo kirattha vihāreyeva nisinnā asukadaharassa hatthe āhāraṃ pesayimhā āhāro paribhutto ayyenāti. Thero tuṇhībhūtova bhattakiccaṃ katvā vihāraṃ gantvā sāyaṃ therupaṭṭhānakāle āgataṃ āmantetvā Āvuso asukagāme nāma asukakule therassa idañca idañca laddhuṃ vaṭṭatīti viññāpetvā kira te bhuttanti vatvā viññatti nāma na vaṭṭati mā puna evarūpaṃ nāma anācāraṃ carāti āha. So ettakena there āghātaṃ bandhitvā ayaṃ hiyyopi udakamattaṃ nissāya mayā saddhiṃ kalahaṃ kari idāni panassa upaṭṭhākānaṃ gehe mayā bhattamuṭṭhi bhuttāti asahanto puna kalahaṃ karoti jānissāmissa kattabbayuttakanti punadivase there piṇḍāya paviṭṭhe muggaraṃ gahetvā paribhogabhājanāni bhinditvā paṇṇasālaṃ jhāpetvā palāyi. So jīvamānova manussapeto hutvā sussitvā kālaṃ katvā avīcimahāniraye nibbatti. So tena kato anācāro mahājanassa majjhe pākaṭo jāto. Athekacce bhikkhū rājagahā sāvatthiyaṃ āgantvā sampattaṭṭhāne sabhāgaṭṭhāne pattacīvaraṃ paṭisāmetvā satthu santikaṃ gantvā vanditvā nisīdiṃsu. Satthā tehi saddhiṃ paṭisanthāraṃ katvā kuto āgatatthāti pucchi. Rājagahā bhanteti. Ko tattha ovādadāyako ācariyoti. Mahākassapatthero bhanteti. Sukhaṃ bhikkhave kassapassāti. Āma bhante therassa sukhaṃ saddhivihāriko panassa ovāde dinne kujjhitvā therepi piṇḍāya paviṭṭhe muggaraṃ gahetvā paribhogabhājanāni bhinditvā therassa paṇṇasālaṃ jhāpetvā palāyīti. Taṃ sutvā satthā bhikkhave kassapassa evarūpena bālena saddhiṃ caraṇato ekacariyāva seyyoti vatvā imaṃ dhammapade gāthamāha

Carañce nādhigaccheyya seyyaṃ sadisamattano

ekacariyaṃ daḷhaṃ kayirā natthi bāle sahāyatāti. Imañcapana vatvā puna te bhikkhū āmantetvā na bhikkhave idāneva ceso kuṭidūsako pubbepi kuṭidūsakova na ca idāneva ovādadāyakassa kujjhati pubbepi kujjhiyevāti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto siṅgilasakuṇayoniyaṃ nibbattitvā vayappatto attano manāpaṃ anovassaṃ kulāvakaṃ katvā himavantappadese vasati. Atheko makkaṭo vassakāle acchinnadhāre deve vassante sītapīḷito dante khādanto bodhisattassāvidūre nisīdi. Bodhisatto taṃ tathā kilantaṃ disvā tena saddhiṃ sallapanto paṭhamaṃ gāthamāha

manussasseva te sīsaṃ hatthapādā ca bānara

atha kena nu vaṇṇena agārante na vijjatīti.

Tattha vaṇṇenāti kāraṇena. Agāranti tava nivāsanagehaṃ kena kāraṇena natthīti pucchi.

Taṃ sutvā bānaro dutiyaṃ gāthamāha

manussasseva me sīsaṃ hatthapādā ca siṅgila

yāhu seṭṭhā manussesu sā me paññā na vijjatīti.

Tattha siṅgilāti taṃ sakuṇaṃ nāme nālapati. Yāhu seṭṭhā manussesūti yā manussesu seṭṭhāti kathenti sā mama Vicāraṇapaññā natthi sīsahatthapādakāyabalādīni loke appamāṇaṃ vicāraṇapaññāva seṭṭhā sā mama natthi tasmā me agāraṃ na vijjatīti.

Taṃ sutvā bodhisatto itaraṃ gāthādvayamāha

anavaṭṭhitacittassa lahucittassa dubbhino

niccaṃ addhuvasīlassa sucibhāvo 1- na vijjati

so karassānubhāvaṃ tvaṃ vītivattassu sīliyaṃ

sītavātaparittāṇaṃ karassu kuṭikaṃ kapīti.

Tattha anavaṭṭhitacittassāti appatiṭṭhitacittassa. Dubbhinoti mittadubbhissa. Addhuvasīlassāti na sabbakālaṃ sīlarakkhanakassa. So karassānubhāvaṃ tvanti so tvaṃ samma makkaṭa paññāya uppādanatthaṃ ānubhāvaṃ balaṃ upādāya karohi. Vītivattassu sīliyanti attano dussīlabhāvasaṅkhātaṃ sīliyaṃ atikkamitvā sīlavā hohi. Kuṭikanti sītavātassa parittāṇasamatthaṃ attano kuṭikaṃ kulāvakaṃ ekaṃ vasanāgārakaṃ karohīti.

Makkaṭo cintesi ayaṃ tāva attano anovassakaṭṭhāne nisinnabhāvena maṃ paribhāsati 2- na nisīdāpessāmi naṃ imasmiṃ kulāvaketi. Tato bodhisattaṃ gaṇhitukāmo pakkhandi. Bodhisatto uppatitvā aññattha gato. Makkaṭo kulāvakaṃ viddhaṃsitvā cuṇṇavicuṇṇaṃ katvā pakkāmi.

@Footnote: 1 sukhabhāvo . 2 paribhavati.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā makkaṭo kuṭijhāmako ahosi siṅgilasakuṇo pana ahamevāti.

Kuṭidūsakajātakaṃ paṭhamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๒๐. สุจจชชาดกชาดกถัดไป๓๒๒. ทุททุภายชาดก