ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พรหมทัตตชาดก
ชาดกที่ ๓๒๓ · จตุกกนิบาตชาดก · กุฏิทูสกวรรค

พรหมทัตตชาดก

ว่าด้วยผู้ขอกับผู้ถูกขอ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๙๐ · บรรทัด ๒๙๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพรหมทัตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองอาฬวีประทับอยู่ ณ อัตตาฬวเจดีย์ ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวยํ ยาจนโก ราช ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีมาแล้วในมณิขันธชาดก ในหนหลังนั่นเอง. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าพวกเธอมากไปด้วยการขอ มากไปด้วยการทำวิญญัติอยู่ จริงหรือเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ผู้อันพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินปวารณาไว้ปรารถนาจะขอร่มใบไม้ และรองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่ง ก็ไม่ขอในท่ามกลางมหาชน เพราะกลัวหิริโอตตัปปะร้าวฉาน จึงได้กล่าวขอในที่ลับแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าปัญจาลราชครองราชสมบัติอยู่ในอุตตรปัญจาลนคร กบิลรัฐ พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในบ้านตำบลหนึ่ง เจริญวัยแล้วไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทั้งปวงในกาลต่อมา ได้บวชเป็นดาบส เลี้ยงชีพด้วยมูลผลาผลของป่า ด้วยการแสวงหา อยู่ในหิมวันตประเทศช้านาน เมื่อจะเที่ยวไปยังถิ่นมนุษย์เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังอุตตรปัญจาลนครอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้น เมื่อจะแสวงหาภิกษาจึงเข้าไปยังพระนคร ถึงประตูพระราชวัง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอาจาระของพระดาบสนั้น จึงนิมนต์ให้นั่งในท้องพระโรง ให้ฉันโภชนะอันควรแก่พระราชา ถือเอาปฏิญญาแล้วให้อยู่ในพระราชอุทยานนั่นแหละ. พระดาบสนั้นฉันอยู่ เฉพาะในพระราชมณเฑียรนั่นเองเป็นประจำเมื่อล่วงฤดูฝนแล้ว มีความประสงค์จะไปยังหิมวันตประเทศตามเดิมจึงคิดว่า เมื่อเราจะเดินทางไป ควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวหนึ่งคู่ และร่มใบไม้หนึ่งคัน เราจักทูลขอพระราชา. วันหนึ่ง พระดาบสนั้นเห็นพระราชาเสด็จมายังพระราชอุทยานไหว้แล้วประทับนั่งอยู่ จึงคิดว่า จักทูลขอรองเท้าและร่ม กลับคิดอีกว่า คนเมื่อขอผู้อื่นว่า ท่านจงให้ของชื่อนี้ ชื่อว่าย้อมร้องไห้ ฝ่ายคนอื่นผู้กล่าวว่า ไม่มี ชื่อว่าย่อมร้องไห้ตอบ ก็มหาชนอย่าได้เห็นเราผู้ร้องไห้ อย่าได้เห็นพระราชาร้องไห้ตอบเลย ดังนั้น เราแม้ทั้งสองร้องไห้กันอยู่ในที่ปกปิดเร้นลับจักเป็นผู้นิ่งเงียบ. ลำดับนั้น พระดาบสจึงกราบทูลกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพหวังเฉพาะที่ลับ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษถอยออกไป. พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าเมื่อเราทูลขอ พระราชาจักไม่ประทานให้ไซร้ ไมตรีของเราก็จักแตกไป เพราะฉะนั้น เราจักไม่ทูลขอ จึงในวันนั้น เมื่อไม่อาจระบุชื่อ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จไปก่อนเถิด อาตมภาพจักรู้ในวันพรุ่งนี้. ในกาลที่พระราชาเสด็จมาพระราชอุทยานอีกวันหนึ่ง ก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้น อีกวันหนึ่งก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ รวมความว่า เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นไม่อาจทูลขออย่างนี้เวลาได้ล่วงเลยไป ๑๒ ปี. ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวว่า หวังเฉพาะที่ลับ เมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว ก็ไม่อาจกล่าวคำอะไร ๆ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะกล่าวเท่านั้น กาลเวลาล่วงไปถึง ๑๒ ปี อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้านั้น ประพฤติพรหมจรรย์มานาน ชะรอยเธอจะระอาใจใคร่จะบริโภคสมบัติ หวังเฉพาะราชสมบัติกระมัง ก็เธอเมื่อไม่อาจระบุชื่อราชสมบัติจึงได้นิ่ง วันนี้เราจักรู้กันละ เธอปรารถนาสิ่งใด เราจักให้สิ่งนั้น ตั้งต้นแต่ราชสมบัติไป. พระราชานั้นเสด็จไปยังพระราชอุทยานทรงนมัสการแล้วประทับนั่ง เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลว่าอาตมภาพหวังเฉพาะในที่ลับ และเมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว จึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นผู้ไม่อาจกราบทูลอะไร ๆ ว่า ท่านกล่าวว่า หวังได้ที่ลับ แม้ได้ที่ลับแล้วก็ไม่อาจกล่าวอะไร ตลอดเวลา ๑๒ ปี ข้าพเจ้าขอปวารณาสิ่งทั้งปวงมีราชสมบัติเป็นต้นต่อท่าน ท่านอย่าได้กลัวภัยจงขอสิ่งที่ท่านชอบใจเถิด. พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์จักประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอหรือ. พระราชาตรัสว่าท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักให้. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เมื่ออาตมภาพเดินทางไปควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่งกับร่มใบไม้หนึ่งคัน. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ สิ่งของมีประมาณเท่านี้ ท่านไม่อาจขอจนตลอดเวลา ๑๒ ปีเทียวหรือ. โพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ? ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า มหาบพิตร คนผู้ขอว่า ท่านจงให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา ชื่อว่าร้องไห้ คนผู้กล่าวว่า ไม่มี ชื่อว่าร้องไห้ตอบ ถ้าพระองค์ถูกอาตมภาพทูลขอจะไม่พระราชทานไซร้ มหาชนจงอย่าได้เห็นการที่อาตมภาพและพระองค์ร้องไห้และร้องไห้ตอบนั้น เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงหวังเฉพาะที่ลับ เพื่อประโยชน์นี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาเบื้องต้นว่า :ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ขอย่อมได้๒ อย่าง คือไม่ได้กับได้ทรัพย์ แท้จริง การขอย่อมมีอย่างนี้เป็นธรรมดา. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าชาวปัญจาละ บัณฑิตกล่าวการขอว่า เป็นการร้องไห้ผู้ใดปฏิเสธต่อผู้ขอ บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่าเป็นการร้องไห้ตอบ. ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่ หรืออย่าได้เห็นพระองค์ผู้กำลังกรรแสงตอบอยู่ เพราะ

ฉะนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ. บรรดาบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เรียกพระราชา แม้ด้วยบททั้งสองว่า ราช พฺรหฺมทตฺต. บทว่า นิคจฺฉติ ได้แก่ ย่อมได้เฉพาะ คือ ย่อมประสบ. บทว่า เอวํธมฺมา แปลว่า มีอย่างนี้เป็นสภาวะ. บทว่า อาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าว. บทว่า ปญฺจาลานํ รเถสภ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นปัญจาละ. บทว่าโย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ความว่า ก็ผู้ใดย่อมปฏิเสธต่อผู้ขอนั้นว่าไม่มี. บทว่า ตมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้ว คือย่อมกล่าวการปฏิเสธนั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ. บทว่า มํ มาทฺทสํสุ ความว่า ชาวปัญจาละผู้อยู่ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันแล้วอย่าได้เห็นอาตมภาพผู้ร้องไห้อยู่เลย. พระราชาทรงเลื่อมใสในลักษณะแห่งความเคารพของพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงให้พร จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันตัวพร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่านอันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุผลของท่านแล้ว ไฉนจะไม่พึงให้แก่อารยชนเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหิณีนํ แปลว่า มีสีแดง. บทว่าอริโย ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. บทว่า อริยสฺส ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. บทว่า กถํ น ทชฺเช ความว่า เพราะเหตุไร จะไม่พึงให้. บทว่า ธมฺมยุตฺตา ได้แก่ประกอบด้วยเหตุ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพไม่ต้องการวัตถุกาม พระองค์จงประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอ แล้วรับเอารองเท้าชั้นเดียวกับร่มใบไม้ โอวาทพระราชาว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมเถิด เมื่อพระราชาทรงวิงวอนอยู่นั่นแล ได้ไปยังหิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนดาบสในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาพรหมทัตตชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๓๙–๕๔๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พฺรหฺมทตฺตชาตกํ

ทฺวยํ ยาจนโก ราชาติ อิทํ สตฺถา อาฬวึ นิสฺสาย อคฺคาฬวเจติเย วิหรนฺโต กุฏิการสิกฺขาปทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา มณิกฺขนฺธชาตเก ๑- อาคตเมว ฯ อิธ ปน สตฺถา สจฺจํ กิร ตุมฺเห ภิกฺขเว ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา วิหรถาติ วตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต เต ภิกฺขู วิครหิตฺวา ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา ปฐวิสฺสเรน รญฺญา ปวาริตาปิ ปณฺณจฺฉตฺตญฺจ เอกํ จ เอกปฏลิกํ อุปาหนยุคํ ยาจิตุกามา หิโรตฺตปฺปโรทภเยน ๒- มหาชนมชฺเฌ อกเถตฺวา รโห กถยึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กปิลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร ปญฺจาลราเช รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ นิคมคาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อปรภาเค ตาปสปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺเต อุญฺฉาจริยาย

@เชิงอรรถ: ๑ มณิกณฺฐชาตเก ฯ ๒ หิโรตฺตปฺปเภทภเยน ฯ วนมูลผลาผเลน ยาเปนฺโต จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย มนุสฺสปถํ จรนฺโต อุตฺตรปญฺจาลนครํ คนฺตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขํ ปริเยสมาโน นครํ ปวิสิตฺวา ราชทฺวารํ สมฺปาปุณิ ฯ ราชา ตสฺสาจาเร ปสีทิตฺวา มหาตเล นิสีทาเปตฺวา ราชารหํ โภชนํ โภเชตฺวา ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อุยฺยาเนเยว วสาเปสิ ฯ โส นิพทฺธํ ราชเคเหเยว ภุญฺชนฺโต วสฺสานสฺสจฺจเยน หิมวนฺตเมว คนฺตุกาโม หุตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ มคฺคํ คจฺฉนฺตสฺส เอกปฏลิกา อุปาหนา เจว ปณฺณจฺฉตฺตญฺจ ลทฺธุํ วฏฺฏติ ราชานํ ยาจิสฺสามีติ ฯ โส เอกทิวสํ ราชานํ อุยฺยานํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ ทิสฺวา อุปาหนญฺจ ฉตฺตญฺจ ยาจิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปุน จินฺเตสิ ปรํ อิมํ นาม เทหีติ ยาจนฺโต โรทติ นาม ปโรปิ นตฺถีติ วทนฺโต ปฏิโรทติ นาม มา โข ปน มํ โรทนฺตํ มหาชโน อทฺทส มา ราชานนฺติ รโห ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน อุโภปิ โรทิตฺวา ตุณฺหี ภวิสฺสามาติ ฯ อถ นํ มหาราช รโห ปจฺจาสึสามีติ อาห ฯ ราชา ตํ สุตฺวา ราชปุริเส อปสกฺกิ ฯ โพธิสตฺโต สเจ มยิ ยาจนฺเต ราชา น ทสฺสติ เมตฺติ โน ภิชฺชิสฺสติ ตสฺมา น ยาจิสฺสามีติ ตํทิวสํ นามํ คเหตุํ อสกฺโกนฺโต คจฺฉ ตาว มหาราช ปุเนกทิวสํ ชานิสฺสามีติ อาห ฯ ปุน เอกทิวสํ รญฺโญ อุยฺยานํ อาคตกาเล ตเถว ปุน ตเถวาติ เอวํ ยาจิตุํ อสกฺโกนฺตสฺเสวสฺส ทฺวาทส วสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ฯ ตโต ราชา จินฺเตสิ มยฺหํ อยฺโย รโห ปจฺจาสึสามีติ วตฺวา ปริสาย อปคตาย กิญฺจิ วตฺตุํ น วิสหติ วตฺตุกามสฺเสวสฺส ทฺวาทส วสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ จิรํ โข ปนสฺส พฺรหฺมจริยํ จรนฺตสฺส อุกฺกณฺฐิตฺวา โภเค ภุญฺชิตุกาโม รชฺชํ ปจฺจาสึสติ มญฺเญ รชฺชสฺส ปน นามํ คเหตุํ อสกฺโกนฺโต ตุณฺหี โหติ อชฺช ชานิสฺสามิหํ ๑- รชฺชํ อาทึ กตฺวา ยํ อิจฺฉติ ตํ ทสฺสามีติ ฯ โส อุยฺยานํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสินฺโน โพธิสตฺเตน รโห ปจฺจาสึสามีติ วุตฺเต ปริสาย อปคตาย ตํ กิญฺจิ วตฺตุํ อสกฺโกนฺตํ อาห ตุมฺเห ทฺวาทส วสฺสานิ รโห ปจฺจาสึสามีติ วตฺวา รโห ลทฺธาปิ กิญฺจิ วตฺตุํ น สกฺโกถ อหํ โว รชฺชํ อาทึ วตฺวา สพฺพํ ปวาเรมิ นิพฺภยา หุตฺวา ยํ โว รุจฺจติ ตํ ยาจถาติ ฯ มหาราช ยมหํ ยาจามิ ตํ ทสฺสสีติ ฯ ทสฺสามิ ภนฺเตติ อาห ฯ มหาราช มยฺหํ มคฺคํ คจฺฉนฺตสฺส เอกปฏลิเก อุปาหนยุเค ปณฺณจฺฉตฺตญฺจ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ เอตฺตกํ ภนฺเต ตุมฺเห ทฺวาทส วสฺสานิ ยาจิตุํ น สกฺโกถาติ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ กึการณา ภนฺเต เอวมกตฺถาติ ฯ มหาราช อิมํ นาม เม เทหีติ ยาจนฺโต โรทติ นาม นตฺถีติ วทนฺโต ปฏิโรทติ นาม สเจ ตฺวํ มยา ยาจิโต น ทเทยฺยาสิ ตํ โน โรทิตํ ปฏิโรทิตํ มหาชโน มา ปสฺสตูติ เอตทตฺถํ รโห ปจฺจาสึสามีติ วตฺวา อาทิโต ติสฺโส คาถา อภาสิ

ทฺวยํ ยาจนโก ราช พฺรหฺมทตฺต นิคจฺฉติ

อลาภํ ธนลาภํ วา เอวํธมฺมา หิ ยาจนา

@เชิงอรรถ: ๑ ทานิสฺสาหํ ฯ

ยาจนํ โรทนํ อาหุ ปญฺจาลานํ รเถสภ

โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ตมาหุ ปฏิโรทนํ

มํ มาทฺทสํสุ โรทนฺตํ ปญฺจาลา สุสมาคตา

ตุวํ วา ปฏิโรทนฺตํ ตสฺมา อิจฺฉามหํ รโหติ ฯ

ตตฺถ ราช พฺรหฺมทตฺตาติ ทฺวีหิปิ ราชานํ อาลปติ ฯ นิคจฺฉตีติ ปฏิลภติ วินฺทติ ฯ เอวํธมฺมาติ เอวํสภาวา ฯ อาหูติ ปณฺฑิตา กเถนฺติ ฯ ปญฺจาลานํ รเถสภาติ ปญฺจาลรฏฺฐสฺส อิสฺสร ฯ โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาตีติ โย ปน ตํ ยาจนกํ นตฺถีติ ปฏิกฺขิปติ ฯ ตมาหูติ ตํ ปฏิกฺขิปนํ ปฏิโรทนนฺติ อาหุ กเถนฺติ ฯ มํ มาทฺทสํสูติ ตว รฏฺฐวาสิโน ปญฺจาลา สุสมาคตา อมฺหํ โรทนฺตํ มา อทฺทสํสูติ ฯ

ราชา โพธิสตฺตสฺส คารวลกฺขเณ ปสีทิตฺวา วรํ ททมาโน จตุตฺถํ คาถมาห

ททามิ เต พฺราหฺมณ โรหิณีนํ

ควํ สหสฺสํ สห ปุงฺคเวน

อริโย หิ อริยสฺส กถํ น ทชฺเช

สุตฺวาน คาถา ตว ธมฺมยุตฺตาติ ฯ

ตตฺถ โรหิณีนนฺติ รตฺตวณฺณานํ ฯ อริโยติ อาจารสมฺปนฺโน ฯ อริยสฺสาติ อาจารสมฺปนฺนสฺส ฯ กถํ น ทชฺเชติ เกน การเณน น ทเทยฺย ฯ ธมฺมยุตฺตาติ การณยุตฺตา ฯ

โพธิสตฺโต ปน นาหํ มหาราช วตฺถุกาเมหิ อตฺถิโก ยมหํ ยาจามิ ตเทว เทหีติ เอกปฏลิกํ อุปาหนํ ปณฺณจฺฉตฺตญฺจ คเหตฺวา มหาราช อปฺปมตฺโต โหหิ สีลํ รกฺขาหิ อุโปสถกมฺมํ กโรหีติ ราชานํ โอวทิตฺวา ตสฺส ยาจนฺตสฺเสว หิมวนฺตํ อคมาสิ ฯ ตตฺถ อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

พฺรหฺมทตฺตชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๒๒. ทุททุภายชาดกชาดกถัดไป๓๒๔. จัมมสาฏกชาดก