กักการุชาดก
ว่าด้วยผู้ควรประดับดอกฟักทิพย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๐๒ · บรรทัด ๒๙๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาเยน โยนาวหเร ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อพระเทวทัตนั้นทำลายสงฆ์ไปแล้วอย่างนั้น เมื่อบริษัทหลีกไปพร้อมกับพระอัครสาวก โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปาก. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกล่าวมุสาวาททำลายสงฆ์ บัดนี้เป็นไข้เสวยทุกขเวทนามาก. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายมิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็ได้เป็นผู้พูดเท็จเหมือนกัน อนึ่ง พระเทวทัตนี้พูดมุสาวาททำลายสงฆ์ แล้วเป็นไข้ได้เสวยทุกข์มาก ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เสวยทุกข์มากแล้วเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเทวบุตรองค์หนึ่งในภพดาวดึงส์. ก็สมัยนั้นแล ในนครพาราณสี ได้มีมหรสพเป็นการใหญ่. พวกนาคครุฑ และภุมมัฏฐกเทวดา เป็นจำนวนมากพากันมาดูมหรสพ. เทวบุตร ๔ องค์แม้จากภพดาวดึงส์ ก็ประดับเทริดอันกระทำด้วยดอกไม้ทิพย์ชื่อกักการุ ผักจำพวกบวบ ฟัก แฟง พากันมายังที่ดูการมหรสพ. พระนครประมาณ ๑๒ โยชน์ ได้มีกลิ่นเดียวด้วยกลิ่นดอกไม้เหล่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายเที่ยวสอบสวนอยู่ว่า ใครประดับดอกไม้เหล่านี้. เทวบุตรเหล่านั้นรู้ว่า มนุษย์เหล่านี้สืบสวนหาพวกเรา จึงเหาะขึ้นที่พระลานหลวงยืนอยู่ในอากาศด้วยเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่. มหาชนประชุมกันอยู่. พระราชาก็ดี อิสรชนมีเศรษฐีและอุปราชเป็นต้นก็ดีต่างพากันมา. ทีนั้นจึงพากันถามเทวบุตรเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านายท่านทั้งหลายมาจากเทวโลกชั้นไหน ? เทวบุตร มาจากเทวโลกชั้นดาวดึงส์. มนุษย์ พวกท่านมาด้วยกิจธุระอะไร ? เทวบุตร มาด้วยต้องการดูมหรสพ. มนุษย์ นี่ชื่อดอกอะไร ? เทวบุตร ชื่อดอกฟักทิพย์. มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายโปรดประดับดอกไม้อื่นในเทวโลกเถิด จงให้ดอกฟักทิพย์นี้แก่พวกเราเถิด. เทวบุตรทั้งหลายกล่าวว่า ดอกไม้ทิพย์เหล่านี้มีอานุภาพมาก สมควรแก่เทวดาทั้งหลายเท่านั้น ไม่สมควรแก่คนเลวทรามไร้ปัญญา มีอัธยาศัยน้อมไปในทางต่ำทราม ทุศีล ในมนุษยโลก แต่สมควรแก่มนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทพบุตรผู้ใหญ่ใน ๔ องค์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ผู้ใดไม่ลักสิ่งของด้วยกาย ไม่พูดเท็จด้วยวาจา ได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา ผู้นั้นแลย่อมควรประดับดอกฟักทิพย์. คำที่เป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :- บุคคลใดไม่ลักแม้แต่เส้นหญ้าอันเป็นของของคนอื่น และแม้จะเสียชีวิตก็ไม่กล่าวมุสาวาทด้วยวาจา. คำนี้ เป็นเพียบหัวข้อเทศนาเท่านั้น. ในคำนี้มีอธิบายนี้ว่า ก็บุคคลใดไม่กระทำอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ด้วยกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร. บทว่า ยโส ลทฺธา ความว่า บุคคลใดได้แม้ความเป็นใหญ่แล้ว ไม่มั่วเมาในความเป็นใหญ่ปล่อยให้สติกระทำกรรมอันลามกบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้เห็นปานนั้นนั่นแล ย่อมควรซึ่งดอกไม้ทิพย์นี้ เพราะฉะนั้น บุคคลใดประกอบด้วยคุณเหล่านี้. บุคคลนั้นย่อมควรขอดอกไม้เหล่านี้ พวกเราจักให้แก่บุคคลนั้น. ปุโรหิตได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เราไม่มีคุณเหล่านี้แม้แต่อย่างเดียวแต่เราจักกล่าวมุสาวาทรับเอาดอกไม้เหล่านี้มาประดับ เมื่อเป็นอย่างนี้มหาชนจักรู้เราว่า ผู้นี้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ. ปุโรหิตนั้นจึงกล่าวว่าเราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ จึงให้นำดอกไม้เหล่านั้นนาประดับแล้วได้อ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๒ เทวบุตรองค์ที่ ๒ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ผู้ใดแสวงหาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรมไม่ล่อลวงเอาทรัพย์เขามา ได้โภคทรัพย์แล้วไม่มัวเมา ผู้นั้นแลย่อมควรประดับดอกฟักทิพย์. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :- บุคคลพึงแสวงหาทรัพย์มีทองและเงินเป็นต้น โดยธรรม คือ โดยอาชีพอันบริสุทธิ์ ไม่พึงแสวงหาโดยการหลอกลวง คือไม่พึงนำเอาไปโดยการลวง ได้โภคะทั้งหลายมีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น ไม่พึงมัวเมาประมาท บุคคลเห็นปานนี้ย่อมควรแก่ดอกไม้เหล่านี้. ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ แล้วให้นำดอกไม้ทิพย์มาประดับ จึงอ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๓. เทวบุตรองค์ที่ ๓ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่าผู้ใดมีจิตไม่จืดจางเร็ว และมีศรัทธาไม่คลายง่าย ๆ ไม่บริโภคของดีแต่ผู้เดียว ผู้นั้นแลย่อมควรแก่ดอกฟักทิพย์. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :- บุคคลใดมีจิตไม่จืดจาง คือไม่จางหายไปเร็วเหมือนย้อมด้วยขมิ้น ได้แก่มีความรักมั่นคง และมีศรัทธาไม่คืนคลาย คือ ได้ฟังคำของคนผู้เชื่อกรรมหรือวิบากของกรรมก็ตามแล้วเชื่อ ไม่คืนคลาย ไม่แตกทำลายด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย. บุคคลใดไม่กันยาจกหรือ บุคคลอื่นผู้ควรแก่การจำแนกให้ไว้ภายนอกไม่บริโภคโภชนะมีรสดีแต่ผู้เดียว คือจำแนกให้แก่ชนเหล่านั้นแล้วจึงบริโภค บุคคลนั้นย่อมควรซึ่งดอกไม้เหล่านี้. ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ จึงให้นำดอกไม้เหล่านั้นมาประดับ แล้วอ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๔. เทวบุตรองค์ที่ ๔ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่าผู้ใดไม่บริภาษสัตบุรุษทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ผู้นั้นแลย่อมควรซึ่งดอกฟักทิพย์. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า บุคคลใดไม่ด่า ไม่บริภาษสัตบุรุษ คือบุรุษผู้เป็นอุดมบัณฑิต ผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง พูดถึงสิ่งใดด้วยวาจา ย่อมกระทำสิ่งนั้นแลด้วยกาย บุคคลนั้นย่อมควรซึ่งดอกไม้เหล่านี้. ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ แล้วให้นำดอกไม้แม้เหล่านั้นมาประดับ. เทวบุตรทั้ง ๔ องค์ได้ให้เทริดดอกไม้ทั้ง ๔ เทริดแก่ปุโรหิตกลัวพากันกลับไปยังเทวโลก. ในเวลาที่เทวบุตรเหล่านั้นไปแล้ว เวทนาอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นที่ศีรษะของปุโรหิต. ศีรษะได้เป็นเหมือนถูกทิ่มด้วยยอดเขาอันแหลมคม และเป็นเหมือนถูกบีบรัดด้วยแผ่นเหล็กฉะนั้น. ปุโรหิตนั้นได้รับทุกขเวทนา กลิ้งไปกลิ้งมาร้องเสียงดังลั่น และเมื่อมหาชนกล่าวว่านี่อะไรกัน จึงกล่าวว่าเรากล่าวมุสาวาทในคุณซึ่งไม่มีอยู่ภายในเราเลยว่ามีอยู่. แล้วขอดอกไม้เหล่านี้ กะเทวบุตรเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจงช่วยนำเอาดอกไม้เหล่านี้ออกจากศีรษะของเราด้วยเถิด. ชนทั้งหลายถึงจะช่วยกันปลดดอกไม้เหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะปลดออกได้ ได้เป็นเหมือนดอกไม้ที่ผูกรัดด้วยแผ่นเหล็ก. ลำดับนั้น ชนทั้งหลายจึงหามปุโรหิตนั้นนำไปเรือน. เมื่อปุโรหิตนั้นร้องอยู่ในเรือนนั้น กาลเวลาล่วงไปได้ ๗วัน. พระราชารับสั่งเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า พราหมณ์ผู้ทุศีลจักตาย เราจะทำอย่างไรกัน. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์โปรดให้เล่นมหรสพอีกเถิด เทวบุตรทั้งหลายจักมาอีก. พระราชาจึงให้เล่นมหรสพอีก เทวบุตรทั้งหลายจึงมาอีกได้กระทำพระนครทั้งสิ้นให้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกันด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ แล้วได้ยืนอยู่ที่พระลานหลวงเหมือนอย่างเคยมา. มหาชนประชุมกันแล้ว นำพราหมณ์ผู้ที่ศีลมา ให้นอนหงายอยู่ข้างหน้าของเทวบุตรเหล่านั้น. พราหมณ์ปุโรหิตนั้นอ้อนวอนเทวบุตรทั้งหลายว่า ข้าแต่นาย ขอท่านทั้งหลายจงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด. เทวบุตรเหล่านั้นติเตียนพราหมณ์ปุโรหิตนั้นในท่ามกลางมหาชนว่า ดอกไม้เหล่านี้ไม่สมควรแก่ท่านผู้ลามกทุศีลมีบาปธรรม ท่านไม่สำคัญว่าจักลวงเทวบุตรเหล่านี้ น่าอนาถ ท่านได้รับผลแห่งมุสาวาทของตนแล้ว ครั้นติเตียนแล้วจึงปลดเทริดดอกไม้ออกจากศีรษะ ให้โอวาทแก่มหาชนแล้วได้ไปยังสถานที่ของตนทันที. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต บรรดาเทวบุตรเหล่านั้น องค์หนึ่งได้เป็นพระกัสสป องค์หนึ่งได้เป็นพระโมคคัลลานะ องค์หนึ่งได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนเทวบุตรผู้เป็นหัวหน้าได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากักกรุชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๕๖–๕๖๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กกฺการุชาตกํ
กาเยน โย นาวหเรติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺส หิ สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา ตถาคตสฺส ๑- อคฺคสาวเกหิ สทฺธึ ปริสาย ปกฺกนฺตาย อุณฺหโลหิตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ ฯ อถ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา อิทานิ คิลาโน หุตฺวา มหาทุกฺขํ อนุโภตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มุสาวาทีเยว น เจส อิทาเนว มุสาวาทํ กตฺวา สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา คิลาโน หุตฺวา มหาทุกฺขํ อนุโภติ ปุพฺเพปิ อนุโภสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตาวตึสภวเน อญฺญตโร เทวปุตฺโต อโหสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน พาราณสิยํ มหาอุสฺสโว อโหสิ ฯ พหู นาคา สุปณฺณา จ ภุมฺมฏฺฐกา จ เทวตา อาคนฺตฺวา อุสฺสวํ โอโลกยึสุ ฯ ตาวตึสภวนโตปิ จตฺตาโร เทวปุตฺตา กกฺการูนิ นาม ทิพฺพปุปฺผานิ เตหิ กตจุมฺพิตกํ ปิลนฺธิตฺวา อุสฺสวทสฺสนํ อาคมึสุ ฯ ทฺวาทสโยชนิกํ นครํ เตสํ ปุปฺผานํ คนฺเธน เอกคนฺธํ อโหสิ ฯ มนุสฺสา อิมานิ ปุปฺผานิ เกน ปิลนฺธานีติ อุปธาเรนฺตา วิจรนฺติ ฯ เต เทวปุตฺตา
@เชิงอรรถ: ๑ คตสฺส ฯ อมฺเห เอเต อุปธาเรนฺตีติ ญตฺวา ราชงฺคเณ อุปฺปติตฺวา มหนฺเตน เทวานุภาเวน อากาเส อฏฺฐํสุ ฯ มหาชโน สนฺนิปติ ฯ ราชาปิ เสฏฺฐิอุปราชาทโยปิ อาคมึสุ ฯ อถ เน กตรเทวโลกโต สามิ อาคจฺฉถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ ตาวตึสเทวโลกโต อาคจฺฉามาติ ฯ เกน กมฺเมน อาคตตฺถาติ ฯ อุสฺสวทสฺสนตฺถายาติ ฯ กึ ปุปฺผานิ นาเมตานีติ ฯ ทิพฺพานิ กกฺการุปุปฺผานิ นามาติ ฯ สามิ ตุมฺเห เทวโลเก อญฺญานิ ปิลนฺเธยฺยาถ อิมานิ อมฺหากํ เทถาติ ฯ เทวปุตฺตา อิมานิ ทิพฺพปุปฺผานิ มหานุภาวานิ เทวานญฺเญว อนุจฺฉวิกานิ มนุสฺสโลเก ลามกานํ ทุปฺปญฺญานํ หีนาธิมุตฺติกานํ ทุสฺสีลานํ อนนุจฺฉวิกานิ เย ปน มนุสฺสา อิเมหิ จ คุเณหิ สมนฺนาคตา เตสํ เอตานิ อนุจฺฉวิกานีติ ฯ เอวญฺจ ปน วตฺวา เตสุ เชฏฺฐกเทวปุตฺโต ปฐมํ คาถมาห
กาเยน โย นาวหเร วาจาย น มุสา ภเณ
ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย สเว กกฺการุมรหตีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ กาเยน ปรสฺส สนฺตกํ ติณสลากมฺปิ นาวหรติ วาจาย จ ชีวิตํ ปริจฺจชมาโนปิ มุสาวาทํ น ภเณยฺย ฯ เทสนาสีสเมเวตํ ฯ กายทฺวารวจีทฺวารมโนทฺวาเรหิ ปน โย ทสปิ อกุสลกมฺมปเถ น กโรตีติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ ยโส ลทฺธาติ อิสฺสริยมฺปิ ลภิตฺวา โย อิสฺสริยมทมตฺโต สตึ โอสชฺเชตฺวา ปาปกมฺมํ น กโรติ สเว เอวรูโป อิเมหิ คุเณหิ ยุตฺโต ปุคฺคโล อิมํ ทิพฺพปุปฺผํ อรหติ ตสฺมา โย อิเมหิ คุเณหิ สมนฺนาคโต โส อิมานิ ปุปฺผานิ ยาจิตุํ อรหติ ทสฺสามสฺสาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ปุโรหิโต จินฺเตสิ มยฺหํ อิเมสุ คุเณสุ เอโกปิ นตฺถิ มุสาวาทํ ปน กตฺวา เอตานิ ปุปฺผานิ คเหตฺวา ปิลนฺธิสุสามิ เอวํ มํ มหาชโน คุณสมฺปนฺโน อยนฺติ ชานิสฺสตีติ ฯ โส อหํ เอเตหิ คุเณหิ สมนฺนาคโตมฺหีติ วตฺวา ตานิ ปุปฺผานิ (อาหราติ) อาหราเปตฺวา ปิลนฺธิตฺวา ทุติยํ เทวปุตฺตํ ยาจิ ฯ โส ทุติยํ คาถมาห
ธมฺเมน วิตฺตเมเสยฺย น นิกตฺยา ธนํ หเร
โภเค ลทฺธา น มชฺเชยฺย สเว กกฺการุมรหตีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ธมฺเมน ปริสุทฺธาชีเวน สุวณฺณรชตาทิวิตฺตํ ปริเยเสยฺย น นิกตฺยาติ น วญฺจนาย ธนํ หเรยฺย วตฺถาภรณาทิเก โภเค ลภิตฺวา ปมาทํ น มชฺเชยฺย เอวรูโป อิมานิ ปุปฺผานิ อรหตีติ ฯ
ปุโรหิโต อหํ เอเตหิ คุเณหิ สมนฺนาคโตมฺหีติ วตฺวา อาหราเปตฺวา ปิลนฺธิตฺวา ตติยํ เทวปุตฺตํ ยาจิ ฯ โส ตติยํ คาถมาห
ยสฺส จิตฺตํ อหาลิทฺทํ สทฺธา จ อวิราคินี
เอโก สาธุํ น ภุญฺเชยฺย สเว กกฺการุมรหตีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ยสฺส ปุคฺคลสฺส จิตฺตํ อหาลิทฺทํ หลิทฺทราโค วิย ขิปฺปํ น วิรชฺชติ ถิรเปมํ โหติ สทฺธา จ อวิราคินีติ กมฺมํ วา วิปากํ วา โอกปฺปนียสฺส วา ปุคฺคลสฺส วจนํ สุตฺวา สทฺทหิตฺวา อปฺปมตฺตเกเนว น วิรชฺชติ น ภิชฺชติ โย ยาจเก วา อญฺเญ วา สํวิภาคารเห ปุคฺคเล พหิ อกตฺวา เอโกว สาธุรสโภชนํ น ภุญฺชติ เนสํ สํวิภชิตฺวา ภุญฺชติ โส อิมานิ ปุปฺผานิ อรหตีติ ฯ
ปุโรหิโต อหํ เอเตหิ คุเณหิ สมนฺนาคโตมฺหีติ วตฺวา ตานิ ปุปฺผานิ อาหราเปตฺวา ปิลนฺธิตฺวา จตุตฺถํ เทวปุตฺตํ ยาจิ ฯ โส จตุตฺถํ คาถมาห
สมฺมุขา วา ติโรกฺขา วา โย สนฺเต น ปริภาสติ
ยถาวาที ตถาการี สเว กกฺการุมรหตีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ โย ปุคฺคโล สมฺมุขา วา ปรมฺมุขา วา สีลาทิคุณยุตฺเต สนฺเต อุตฺตมปณฺฑิตปุริเส น อกฺโกสติ น ปริภาสติ ยํ วาจาย วทติ ตเทว กาเยน กโรติ โส อิมานิ ปุปฺผานิ อรหตีติ ฯ
ปุโรหิโต อหํ เอเตหิ คุเณหิ สมนฺนาคโตมฺหีติ วตฺวา ตานิปิ อาหราเปตฺวา ปิลนฺธิ ฯ จตฺตาโร เทวปุตฺตา จตฺตาริ ปุปฺผจุมฺพิตกานิ ปุโรหิตสฺส ทตฺวา เทวโลกเมว คตา ฯ เตสํ คตกาเล ปุโรหิตสฺส สีเส มหตี เวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ ติณฺเหน สิขเรน นิมฺมถิตํ วิย อยปฏฺเฏน ๑- ปีฬิตํ วิย สีสํ อโหสิ ฯ โส เวทนาปตฺโต อปราปรํ ปริวตฺตมาโน มหาสทฺเทน วิรวิ กิเมตนฺติ จ วุตฺเต อหํ มมนฺตเร อวิชฺชมาเนเยว คุเณ อตฺถีติ มุสาวาทํ กตฺวา เต เทวปุตฺเต อิมานิ ปุปฺผานิ ยาจึ นีหรเถตานิ มม
@เชิงอรรถ: ๑ อยยนฺเตน ฯ สีสโตติ อาห ฯ ตานิ หรนฺตาปิ นีหริตุํ นาสกฺขึสุ ฯ อยปฏฺเฏน พนฺธานิ ปุปฺผานิ วิย อเหสุํ ฯ อถ นํ อุกฺขิปิตฺวา เคหํ นยึสุ ฯ ตสฺส ตตฺถ วิรวนฺตสฺส สตฺต ทิวสา วีติวตฺตา ฯ ราชา อมจฺเจ อามนฺเตตฺวา ทุสฺสีลพฺราหฺมโณ มริสฺสติ กึ กโรมาติ อาห ฯ เทว ปุน อุสฺสวํ กาเรม เทวปุตฺตา ปุนาคจฺฉิสฺสนฺตีติ ฯ ราชา ปุน อุสฺสวํ กาเรสิ ฯ เทวปุตฺตา ปุนาคนฺตฺวา สกลนครํ ปุปฺผคนฺเธน เอกคนฺธํ กตฺวา ตเถว ราชงฺคเณ อฏฺฐํสุ ฯ มหาชโน สนฺนิปติตฺวา ทุสฺสีลพฺราหฺมณํ อาเนตฺวา เตสํ ปุรโต อุตฺตานํ นิปชฺชาเปสิ ฯ โส ชีวิตํ เม เทถ สามีติ เทวปุตฺเต ยาจิ ฯ เต เทวปุตฺตา ตุยฺหํ ลามกสฺส ทุสฺสีลสฺส ปาปธมฺมสฺส อนนุจฺฉวิกาเนตานิ ปุปฺผานิ ตฺวํ อิเม วญฺจิสฺสามีติ สญฺญี อโหสิ อโห อตฺตโน เต มุสาวาทผลํ ลทฺธนฺติ ตํ มหาชนสฺส มชฺเฌ ครหิตฺวา สีสโต ปุปฺผจุมฺพิตกํ อปเนตฺวา มหาชนสฺโสวาทํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว อคมํสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พฺราหฺมโณ เทวทตฺโต อโหสิ เตสุ เทวปุตฺเตสุ เอโก กสฺสโป เอโก โมคฺคลฺลาโน เอโก สารีปุตฺโต เชฏฺฐกเทวปุตฺโต ปน อหเมวาติ ฯ
กกฺการุชาตกํ ฉฏฺฐํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗