ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อนนุโสจิยชาดก
ชาดกที่ ๓๒๘ · จตุกกนิบาตชาดก · กุฏิทูสกวรรค

อนนุโสจิยชาดก

ว่าด้วยทุกคนจะต้องตายควรเมตตากัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๑๐ · บรรทัด ๒๙๙๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอนนุโสจิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีคนหนึ่งผู้มีภรรยาตาย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหูนํ วิชฺชติ โภติ ดังนี้ได้ยินว่า กฎุมพีนั้น เมื่อภรรยาตายแล้วไม่อาบน้ำ ไม่รับประทานข้าว ไม่ประกอบการงาน. ถูกความโศกครอบงำ ไปป่าช้าเที่ยวปริเทวนาการอยู่อย่างเดียว. แต่อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคโพลงอยู่ในภายในของกุฎุมพีนั้น เหมือนประทีปโพลงอยู่ในหม้อฉะนั้น. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ได้ทอดพระเนตรเห็นกุฎุมพีนั้น ทรงพระดำริว่าเว้นเราเสีย ใคร ๆ. อื่นผู้จะนำความโศกออกแล้วให้โสดาปัตติมรรค แก่กุฏุมพีนี้ ย่อมไม่มี เราจักเป็นที่พึงอาศัยของกุฎุมพีนั้น จึงเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต ทรงพาปัจฉาสมณะไปยังประตูเรือนของกุฎุมพีนั้น กุฎุมพีได้สดับการเสด็จมา ทรงมีสักการะมีการลุกรับเป็นต้นอันกุฎุมพีกระทำแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาด แล้วตรัสถามกุฎุมพีผู้มานั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งว่า อุบาสก ท่านคิดอะไรหรือ ? เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์เศร้าโศกถึงเขาจึงคิดอยู่. จึงตรัสว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดาย่อมแตกไป เมื่อมันแตกไปจึงไม่ควรคิด แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายเมื่อภรรยาตายแล้วก็ยังไม่คิดว่า สิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดาได้แตกไปแล้ว อันกุฎุมพีนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้. เรื่องในอดีตจักมีแจ้งในจุลลโพธิชาดก ในทสกนิบาตส่วนในที่นี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว1เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา แล้วได้กลับไปยังสำนักของบิดามารดา. ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพรหมจารีแต่ยังเป็นกุมาร. ลำดับนั้น บิดามารดาของพระโพธิสัตว์นั้นบอกว่า เราจักจัดการแสวงหาภรรยาให้แก่เจ้า. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่มีความต้องการครองเรือน เมื่อท่านทั้งหลายล่วงไปแล้ว ลูกจักบวช ถูกบิดามารดานั้นรบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงให้ช่างทำรูปทองคำรูปหนึ่ง แล้วพูดว่า ลูกได้กุมาริกาเห็นปานนี้ จึงจักรับครองเรือน. บิดามารดาของพระโพธิสัตว์นั้นจึงให้ยกรูปทองคำนั้นขึ้นบนยานอันมิดชิดแล้วส่งคนทั้งหลายพร้อมทั้งบริวารเป็นอันมากไปโดยสั่งว่า พวกท่านจงไป จงเที่ยวไปยังพื้นชมพูทวีป เห็นกุมาริกาผู้เป็นพราหมณ์ซึ่งงามเห็นปานนี้ในที่ใดท่านทั้งหลายจงให้รูปทองคำนี้ในที่นั้น แล้วนำนางพราหมณกุมาริกานั้นมา. ก็ในกาลนั้น สัตว์ผู้มีบุญคนหนึ่งจุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นกุมาริกาในเรือนพราหมณ์ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนิคมคามแคว้นกาสีนั่นเอง บิดามารดาได้ขนานนามกุมาริกานั้นว่า สัมมิลลหาสินี. กุมาริกานั้น ในเวลามีอายุ ๑๖ ปี เป็นผู้มีรูปงามชวนชม เปรียบด้วยนางเทพอัปสร สมบูรณ์ทั่วสารพางก์กาย. ชื่อว่าความคิดด้วยอำนาจกิเลสไม่เคยเกิดขึ้นแก่นางเลย นางได้เป็นยาวพรหมจารีนีโดยแท้จริง. ชนทั้งหลายพารูปทองคำนั้นเที่ยวไปถึงบ้านนั้น. คนทั้งหลายในบ้านนั้น เห็นรูปทองคำนั้นแล้วพากันกล่าวว่า เพราะเหตุไรนางสัมมิลลหาสินี ธิดาของพราหมณ์ชื่อโน้น จึงมายืนอยู่ที่นี้. มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงไปยังตระกูลพราหมณ์สู่ขอนางสัมมิลลหาสินีนั้น. นางจึงส่งข่าวแก่บิดามารดาว่า เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้วดิฉันจักบวช ดิฉันไม่ต้องการครองเรือน. บิดามารดานั้นจึงกล่าวว่ากุมาริกาเจ้าจะทำอะไรได้ แล้วรับเอารูปทองคำส่งนำไปด้วยบริวารเป็นอันมาก. เมื่อพระโพธิสัตว์และนางสัมมิลลหาสินี ทั้งสองคน ไม่ปรารถนาเลย บิดามารดาก็ทำการมงคล สมรสให้. คนทั้งสองนั้นอยู่ในห้องเดียวกัน แม้จะนอนอยู่บนที่นอนเดียวกัน ก็ไม่ได้แลดูกันและกันด้วยอำนาจกิเลส อยู่ในสถานที่เดียวกัน เหมือนภิกษุ ๒ รูปและเหมือนพรหม ๒ องค์ อยู่ในที่เดียวกันฉะนั้น. จำเนียรกาลล่วงมา บิดามารดาของพระโพธิสัตว์ได้ทำกาลกิริยาตายลง พระโพธิสัตว์นั้นกระทำการฌาปนกิจสรีระของบิดามารดาแล้ว เรียกนางสัมมิลลหาสินีมากล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจงถือเอาทรัพย์นี้ มีประมาณเท่านี้ คือ ทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของตระกูลพี่ และทรัพย์ ๘๐ โกฎิอันเป็นของตระกูลเธอ แล้วปกครองทรัพย์สมบัตินี้เถิด พี่จักบวช. นางสัมมิลลหาสินีกล่าวว่า ข้าแต่ลูกเจ้า เมื่อท่านบวชดิฉันก็จักบวชดิฉันไม่อาจทอดทิ้งท่านได้. คนทั้งสองนั้นจึงสละทรัพย์ทั้งหมดในทางทาน ละทิ้งสมบัติเหมือนก้อนเขฬะ เข้าไปยังหิมวันตประเทศทั้งสองคน บวชเป็นฤๅษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในหิมวันตประเทศนั้นช้านาน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงลงจากหิมวันตประเทศ ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน. เมื่อดาบสและดาบสินีทั้งสองนั้นอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเมื่อปริพาชิกาผู้สุขุมาลชาติบริโภคภัตอันเจือปนปราศจากโอชะ ก็เกิดอาพาธลงโลหิต. นางเมื่อไม่ได้เภสัชอันเป็นสัปปายะก็ได้อ่อนกำลังลงในเวลาภิกขาจาร พระโพธิสัตว์ได้พยุงนางนำไปยังประตูพระนครแล้วให้นอนบนแผ่นกระดาน ณ ศาลาหลังหนึ่ง ส่วนตนเข้าไปภิกขาจาร. นาง เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นยังไม่กลับออกมาเลย ก็ได้ทำกาลกิริยาตายไป. มหาชนเห็นรูปสมบัติของปริพาชิกา พากันห้อมล้อมร้องไห้ร่ำไร. พระโพธิสัตว์เที่ยวภิกขาแล้วกลับมารู้ว่านางตายแล้วดำริว่า สิ่งที่มีอันจะแตกไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหนอ มีคติอย่างนี้เอง แล้วนั่งบนแผ่นกระดานที่นางนอนอยู่นั่นแหละ บริโภคโภชนะอันระคนกันแล้วบ้วนปาก. มหาชนที่ยืนห้อมล้อมถามว่า ท่านผู้เจริญ ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อเวลาเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นบาทบริจาริกาของเรา. มหาชนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเรายังอดทนไม่ได้ก่อน พากันร้องไห้ร่ำไร เพราะเหตุไร ? ท่านจึงไม่ร้องไห้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นางปริพาชิกานี้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ย่อมเป็นอะไร ๆ กับเรา บัดนี้ ไม่เป็นอะไร ๆ กัน เพราะนางเป็นผู้สมัครสมานกับปรโลก ไปสู่อำนาจของคนอื่นแล้ว เราจะร้องไห้เพราะอะไร เมื่อจะแสดงธรรมแก่มหาชนจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :นางสัมมิลลหาสินีผู้เจริญ ได้ไปอยู่ในระหว่างพวกสัตว์ที่ตายไปแล้วเป็นจำนวนมากเมื่อนางไปอยู่กับพวกสัตว์เหล่านั้น จักชื่อว่าเป็นอะไรกับเรา เพราะฉะนั้นเราจึงมิได้เศร้าโศกถึงนางสัมมัลลหาสินีผู้เป็นที่รักนี้. ถ้าบุคคลจะเศร้าโศก ถึงสิ่งที่ไม่มีแก่สัตว์ผู้เศร้าโศกนั้น พึงเศร้าโศกถึงตนซึ่งตกอยู่ในอำนาจของมัจจุราชอยู่ทุกเวลา. อายุสังขารใช่ว่าจะติดตามเฉพาะสัตว์ผู้ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่เท่านั้นก็หาไม่แม้ในเวลาชั่วลืมตา๑หลับตาวัยก็เสื่อมไปแล้ว. ๑. แปลตามบาลี พม่า. ในตนซึ่งเป็นทางอันตรายนั้นหนอ ต้องมีความพลัดพรากจากกันโดยไม่ต้องสงสัยหมู่สัตว์ที่ยังอยู่ควรเอ็นดูกัน ส่วนที่ตายไปแล้วไม่ควรเศร้าโศกถึง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนํ วิชฺชติ ความว่า นางผู้เจริญนี้ทิ้งเราแล้ว บัดนี้ มีอยู่คือเกิดในระหว่างเหล่าสัตว์ที่ตายแล้วเหล่าอื่นเป็นอันมาก. บทว่า เตหิ เม กึ ภวิสฺสติ ความว่า เดี๋ยวนี้ นางเป็นไปกับพวกสัตว์ที่ตายแล้วนั้น จักเป็นอะไรกับเรา หรือว่านางจักเป็นอะไรแก่เรา ด้วยอำนาจความเกี่ยวพันเกินสัตว์เหล่านั้น คือ นางจักเป็นใคร จะเป็นภรรรยาหรือน้องสาว. บาลีว่า เตหิ เมกํ ดังนี้ก็มี. อธิบายบาลีนั้นว่า กเลวระหว่างกายของเราแม้นี้ จักเป็นอันเดียวกันกับสัตว์ที่ตายแล้วเหล่านั้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่นางสัมมิลลหาสินีนี้ตายแล้ว สมาคมกับคนตายแล้วจะเป็นอะไรแก่เรา เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงนางสัมมิลลหาสินีนี้. บทว่า ยํ ยํ ตสฺส ความว่า สิ่งใดๆ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้เศร้าโศกนั้น ได้แก่ความตายคือความดับ ถ้าจะเศร้าโศกถึงสิ่งนั้น ๆ. บาลีว่า ยสฺส ดังนี้ก็มี. ความของบาลีนั้นว่า สิ่งใดๆ ย่อมมีแก่ผู้ใด ถ้าผู้นั้นจะเศร้าโศกถึงสิ่งนั้น ๆ. บทว่า มจฺจุวสมฺปตฺตํ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลควรเศร้าโศกถึงเฉพาะตนผู้ถึงคือผู้จะไปสู่อำนาจของมัจจุราชเป็นนิจทีเดียว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจะไม่มีเวลาเศร้าโศกเลย. ในคาถาที่ ๓ มีวินิจฉัยต่อไปนี้. พึงนำบาลีที่เหลือมาเชื่อมเข้ากัน ความว่า อายุสังขารย่อมไปตามสัตว์ไร ๆ ก็ได้มิใช่ผู้ยืน นั่ง นอน หรือเดินเท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺถคุํ ได้แก่ ผู้เที่ยวไป ๆ มา ๆ. อธิบายว่า สัตว์เหล่านี้ประมาทอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ ส่วนอายุสังขารไม่ประมาทในอิริยาบถทั้งปวงทั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมกระทำกรรมคือถึงความในรูปของตนเท่านั้น. บทว่า ยาวุปฺปตฺติ นิมิสฺสติ ความว่า ก็นี้เป็นโวหารเรียกกาลเวลานั้น. ท่านอธิบายว่า วัยของสัตว์เหล่านี้ ย่อมเสื่อมไป แม้ชั่วเวลาหลับตาและลืมตา คือในเวลามีประมาณเล็กน้อยอย่างนี้ คือ วัยที่เหลือในวัยทั้งสาม ย่อมเสื่อมคือไม่เจริญ. บทว่า ตตฺถตฺตนิ วตปฺปนฺเถ ได้แก่ในตนซึ่งเป็นทางอันตรายนั้นหนอ. ท่านอธิบายว่า เมื่อวัยนั้นหนอเสื่อมไปอย่างนี้ อัตภาพอันถึงการนับว่า นี้เป็นอัตตา ย่อมเป็นทางอันตราย คือถูกผูกด้วยบ่วงเข้าไปครึ่งหนึ่งไม่เต็มบริบูรณ์ เมื่อเป็นอย่างนั้น ตนที่เป็นทางอันตรายนี้นั้น จะต้องมีความพลัดพรากจากกันแห่งสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดในภพนั้น ๆ โดยไม่ต้องสงสัย คือหมดความสงสัยสัตว์ที่เหลืออยู่ยังไม่ตาย คือสัตว์ที่เหลืออยู่นั้นยังเป็นอยู่ คือมีชีวิตอยู่ ควรเอ็นดูกัน คือควรเมตตากัน พึงเจริญเมตตาในสัตว์นั้นอย่างนี้ว่า ขอสัตว์นี้จงอย่ามีโรค จงอย่าเบียดเบียนกัน ส่วนสัตว์ที่จุติเคลื่อนไปแล้ว คือตายแล้วไม่ควรเศร้าโศกถึง คือไม่ควรตามเศร้าโศกถึง. พระมหาสัตว์เมื่อแสดงอาการไม่เที่ยงด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้ แสดงธรรมแล้ว. มหาชนพากันกระทำฌาปนกิจสรีระของนางปริพาชิกาแล้ว. พระโพธิสัตว์เข้าไปยังหิมวันตประเทศ ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิด ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นางสัมมิลลหาสินีในครั้งนั้น ได้เป็นราหุลมารดาส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอนนุโสจิยชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๖๙–๕๗๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อนนุโสจิยชาตกํ

พหูนํ วิชฺชตี โภตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กุฏุมฺพิกํ มตภริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร ภริยาย มตาย น นฺหายติ น ภุญฺชติ น กมฺมนฺเต ปโยเชสิ ฯ อญฺญทตฺถุํ โสกาภิภูโต อาฬาหนํ คนฺตฺวา ปริเทวมาโน วิจริ ฯ อพฺภนฺตเร ปนสฺส กูเฏ ทีโป วิย โสตาปตฺติมคฺคสฺส อุปนิสฺสโย ชลติ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โวโลเกนฺโต ตํ ทิสฺวา อิมสฺส มํ ฐเปตฺวา อญฺโญ โกจิ โสกํ นีหริตฺวา โสตาปตฺติมคฺคสฺส ทายโก นตฺถิ ภวิสฺสามิสฺส อวสฺสโยติ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ปจฺฉาสมณํ อาทาย ตสฺส เคหทฺวารํ คนฺตฺวา กุฏุมฺพิเกน สุตาคมโน กตปจฺจุคฺคมนาทิสกฺกาโร ปญฺญตฺตาสเน นิสินฺโน กุฏุมฺพิกํ อาคนฺตฺวา เอกมนฺเต นิสินฺนํ กึ อุปาสก จินฺเตสีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเต ภริยา เม กาลกตา ตํ อนุโสจนฺโต จินฺเตมีติ วุตฺเต อุปาสก ภิชฺชนธมฺมํ นาม ภิชฺชติ ตสฺมึ ภินฺเน น ยุตฺตํ จินฺเตตุํ โปราณกปณฺฑิตาปิ ภริยาย มตาย ภิชฺชนธมฺมํ ภินฺนนฺติ น จินฺตยึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ อตีตวตฺถุ ทสกนิปาเต จุลฺลโพธิชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ อยํ ปเนตฺถ สงฺเขโป ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อิมสฺมึ ชาตเก โพธิสตฺโต โกมารพฺรหฺมจารี อโหสิ ฯ อถสฺส มาตาปิตโร ตว ภริยาปริเยสนํ กโรมาติ อาโรจยึสุ ฯ โพธิสตฺโต น มยฺหํ ฆราวาเสนตฺโถ อหํ ตุมฺหากํ อจฺจเยน ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา เตหิ ปุนปฺปุนํ ยาจิโต เอกํ กาญฺจนรูปํ กาเรตฺวา เอวรูปํ กุมาริกํ ลภมาโน คณฺหิสฺสามีติ อาห ฯ ตสฺส มาตาปิตโร ตํ กาญฺจนรูปกํ ปฏิจฺฉนฺนยาเน อาโรเปตฺวา คจฺฉถ ชมฺพูทีปตลํ วิจรนฺตา ยตฺเถวรูปํ พฺราหฺมณกุมาริกํ ปสฺสถ ตตฺถิมํ กาญฺจนรูปกํ ทตฺวา ตํ อาเนถาติ มหนฺเตน ปริวาเรน มนุสฺเส เปเสสุํ ฯ ตสฺมึ ปน กาเล เอโก ปุญฺญวา สตฺโต พฺรหฺมโลกโต จวิตฺวา กาสิกรฏฺเฐเยว นิคมคาเม อสีติโกฏิวิภวสฺส พฺราหฺมณสฺส เคเห กุมาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ สมฺมิลฺลหาสินีติ ๑- ตสฺสา นามํ อกํสุ ฯ สา โสฬสวสฺสิกกาเล อภิรูปา อโหสิ ปาสาทิกา เทวจฺฉรปฏิภาคา สพฺพงฺคสมฺปนฺนา ฯ ตสฺสาปิ กิเลสวเสน จิตฺตํ นาม น อุปฺปนฺนปุพฺพํ ฯ อจฺจนฺตพฺรหฺมจารินี อโหสิ ฯ กาญฺจนรูปกํ อาทาย วิจรนฺตา ตํ คามํ ปาปุณึสุ ฯ ตตฺถ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา อสุกพฺราหฺมณสฺส ธีตา สมฺมิลฺลหาสินี กึการณา อิธ ฐิตาติ อาหํสุ ฯ มนุสฺสา ตํ สุตฺวา พฺราหฺมณกุลํ คนฺตฺวา สมฺมิลฺลหาสินึ วาเรสุํ ฯ สา อหํ ตุมฺหากํ อจฺจเยน ปพฺพชิสฺสามิ น เม ฆราวาเสนตฺโถติ มาตาปิตูนํ สาสนํ เปเสสิ ฯ เต กึ กโรสิ กุมาริเกติ วตฺวา กาญฺจนรูปกํ คเหตฺวา ตํ มหนฺเตน ปริวาเรน เปสยึสุ ฯ โพธิสตฺตสฺส จ สมฺมิลฺลหาสินิยา จ อุภินฺนมฺปิ อนิจฺฉนฺตานญฺเญว มงฺคลํ กรึสุ ฯ เต เอกสฺมึ คพฺเภ วสมานา เอกสฺมึ สยเน สยนฺตาปิ น อญฺญมญฺญํ กิเลสวเสน โอโลกยึสุ ฯ เทฺว ภิกฺขู เทฺว พฺรหฺมาโน วิย จ เอกฏฺฐาเน วสึสุ ฯ อปรภาเค โพธิสตฺตสฺส มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ โส เตสํ สรีรกิจฺจํ กตฺวา สมฺมิลฺลหาสินึ ปกฺโกสาเปตฺวา ภทฺเท มม กุลสนฺตกา อสีติโกฏิโย ตว กุลสนฺตกา อสีติโกฏิโยติ อิมํ เอตฺตกํ ธนํ คเหตฺวา อิมํ กุฏุมฺพํ ปฏิปชฺชาหิ อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ อาห ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ สมฺมิลฺลภาสินี ฯ อยฺยปุตฺต ตยิ ปพฺพชนฺเต อหมฺปิ ปพฺพชิสฺสามิ น สกฺโกมิ ตํ ชหิตุนฺติ ฯ เต สพฺพํ ธนํ ทานมุเข วิสชฺเชตฺวา เขฬปิณฺฑํ วิย สมฺปตฺตึ ฉฑฺเฑตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อุโภปิ ตาปสปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา วนมูลผลาหารา ตตฺถ จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย หิมวนฺตา โอตริตฺวา อนุปุพฺเพน พาราณสิยํ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสึสุ ฯ เตสํ ตตฺถ วสนฺตานํ สุขุมาลาย ปริพฺพาชิกาย นิโรชํ มิสฺสกภตฺตํ ปริภุญฺชนฺติยา โลหิตปกฺขนฺทิกาพาโธ อุปฺปชฺชิ ฯ สา สปฺปายเภสชฺชํ อลภมานา ทุพฺพลา อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ภิกฺขาจารเวลาย ตํ วินิคฺคเหตฺวา นครทฺวารํ เนตฺวา เอกิสฺสา สาลาย ผลเก นิปชฺชาเปตฺวา สยํ ภิกฺขาย ปวิสติ ฯ สา ตสฺมึ อนิกฺขนฺเตเยว กาลมกาสิ ฯ มหาชนา ปริพฺพาชิกาย รูปสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ปริวาเรตฺวา โรทนฺติ ปริเทวนฺติ ฯ โพธิสตฺโต ภิกฺขํ จริตฺวา อาคโต ตสฺสา มตภาวํ ญตฺวา ภิชฺชนธมฺมํ ภิชฺชติ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา เอวํคติกาเยวาติ ตาย นิปนฺนผลเกเยว นิสีทิตฺวา มิสฺสกโภชนํ ภุญฺชิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลสิ ฯ ปริวาเรตฺวา ฐิตมหาชโน อยํ เต ภนฺเต ปริพฺพาชิกา กึ โหตีติ ปุจฺฉิ ฯ คิหิกาเล เม ปาทปริจาริกา อโหสีติ ฯ ภนฺเต มยํ ตาว น สหาม ๑- โรทาม ปริเทวาม ตุมฺเห กสฺมา น โรทถาติ ฯ โพธิสตฺโต ชีวนฺตาเวสา มม กิญฺจิ โหติ อิทานิ ปรโลกสมงฺคิตาย น กิญฺจิ โหติ ปรชนวสํ คตา อหํ กสฺมา โรทามีติ มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต

@เชิงอรรถ: ๑ สนฺถมฺภาม ฯ อิมา คาถา อภาสิ

พหูนํ วิชฺชตี โภตี เตหิ เม กึ ภวิสฺสติ

ตสฺมา เอตํ น โสจามิ ปิยํ สมฺมิลฺลหาสินึ

ตํ ตญฺเจ อนุโสเจยฺย ยํ ยํ ตสฺส น วิชฺชติ

อตฺตานมนุโสเจยฺย สทา มจฺจุวสมฺปตฺตํ

น เหว ฐิตํ นาสีนํ น สยานํ น ปตฺถคุํ ๑-

ยาวุปฺปตฺติ นิมิสฺสติ ๒- ตตฺราปิ สรตี วโย

ตตฺถตฺตนิ วตปฺปนฺเถ ๓- วินาภาเว อสํสเย

ภูตํ เสสํ ทยิตพฺพํ จวิตํ อนนุโสจิยนฺติ ๔- ฯ

ตตฺถ พหูนํ วิชฺชตีติ อยํ โภตี อมฺเห ฉฑฺเฑตฺวา อิทานิ อญฺเญสํ พหูนํ มตกสตฺตานํ อนฺตเร วิชฺชติ อตฺถิ อุปลพฺภติ ฯ เตหิ เม กึ ภวิสฺสตีติ เตหิ มตกสตฺเตหิ สทฺธึ วตฺตมานา อิทาเนว สา มยฺหํ กึ ภวิสฺสติ เตหิ วา สตฺเตหิ อติเรกสมฺพนฺธวเสเนว สา มยฺหํ กึ ภวิสฺสติ กา นาม ภวิสฺสติ กึ ภริยา อุทาหุ ภคินีติ ฯ เตหิ เมกนฺติปิ ปาโฐ ฯ เตหิ มตเกหิ สทฺธึ อิทมฺปิ เม กเลวรํ เอกํ ภวิสฺสตีติ อตฺโถ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอสา มตา มตเกสุ สมาคตา มยฺหํ น กิญฺจิ โหติ ตสฺมา เอตํ น โสจามิ ฯ ยํ ยํ ตสฺสาติ ยํ ยํ ตสฺส อนุโสจนกสฺส สตฺตสฺส น วิชฺชติ นตฺถิ มตํ นิรุทฺธํ ตํ ตํ สเจ อนุโสเจยฺยาติ อตฺโถ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ ปทฺธคุํ ฯ ๒ ยาว ปาติ นิมิสติ ฯ ยาวุมฺมิติ นิมิสฺสติ ฯ ๓ วตพฺพทฺเธ ฯ

@๔ วีตํ อนนุโสจิตํ ฯ ยสฺสาติปิ ปาโฐ ฯ ยํ ยํ ยสฺส วิชฺชติ ตญฺเจ โส อนุโสเจยฺยาติ อตฺโถ ฯ มจฺจุวสมฺปตฺตนฺติ เอวํ สนฺเต นิจฺจํ มจฺจุวสํ ปตฺตํ คจฺฉนฺตํ อตฺตานเมว อนุโสเจยฺย เตนสฺส อนุโสจนกาโลเยว น ภเวยฺยาติ อตฺโถ ฯ

ตติยคาถาย ฯ น เหว ฐิตํ นาสีนํ น นิปนฺนํ น ปตฺถคุํ กิญฺจิ สตฺตํ อายุสงฺขาโร อนุคจฺฉตีติ ปาฐเสโส ฯ ตตฺถ ปตฺถคุนฺติ สมฺปริวตฺเตตฺวา จรมานํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อิเม สตฺตา จตูสุ อิริยาปเถสุ ปมตฺตา วิหรนฺติ อายุสงฺขารา ปน รตฺติญฺจ ทิวญฺจ สพฺพิริยาปเถสุ อปฺปมตฺตา อตฺตโน ขยคมนกมฺมเมว กโรนฺตีติ ฯ ยาวุปฺปตฺติ นิมิสฺสตีติ อยมฺหิ ตสฺมึ กาเล โวหาโร ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยาว อุมฺมิสฺสติ จ นิมฺมิสฺสติ จ ตตฺราปิ เอวํ อปฺปมตฺตเก กาเล อิเมสํ สตฺตานํ สรติ วโย ตีสุ วเยสุ เสโส วโย ปริหายเตว น วฑฺฒติ ฯ ตตฺถตฺตนิ วตปฺปนฺเถติ ตตฺถ วต อตฺตนิ ปนฺเถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตสฺมึ วต เอวํ สรมาเน วเย อยํ อตฺตาติ สงฺขฺยํ คโต อตฺตภาโว ปนฺโถ โหติ ปาเสน พนฺโธ อุปฑฺโฒ อปริปุณฺโณว โหติ เอวํ ตตฺถ อิมสฺมึ อตฺตนิ ปนฺเถ โย เจส ตตฺถ ตตฺถ นิพฺพตฺตานํ วินาภาโว อสํสโย ตสฺมึ วินาภาเวปิ อสํสเย นิสฺสํสเย ภูตํ เสสํ อมตํ ตํ เสสํ ชีวมานํ ชีวมานเมว ทยิตพฺพํ เมตฺตายิตพฺพํ อยํ สตฺโต อโรโค โหตุ อพฺยาปชฺโฌติ เอวํ ตสฺมึ เมตฺตาภาวนา กาตพฺพา ยํ ปเนตํ จวิตํ วิคตํ มตํ อนนุโสจิยํ อนนุโสจิตพฺพนฺติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต จตูหิ คาถาหิ อนิจฺจาการํ ทีเปนฺโต ธมฺมํ เทเสสิ ฯ มหาชโน ปริพฺพาชิกาย สรีรกิจฺจํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺโต หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา สมฺมิลฺลหาสินี ราหุลมาตา อโหสิ ฯ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

อนนุโสจิยชาตกํ อฏฺฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๒๗. กากาติชาดกชาดกถัดไป๓๒๙. กาฬพาหุชาดก