กาฬพาหุชาดก
ว่าด้วยลิงหลอกเจ้า
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๑๔ · บรรทัด ๓๐๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัตผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ อนฺนปานสฺส ดังนี้. แท้จริง เมื่อพระเทวทัตผูกความโกรธอันไม่บังควรในพระตถาคต แล้วประกอบนายขมังธนู โทษผิดของพระเทวทัตนั้น ได้ปรากฏเพราะปล่อยช้างนาฬาคิรี. ลำดับนั้น คนทั้งหลายจึงพากันเลิกธุวภัตเป็นต้นที่เริ่มตั้งไว้แก่เธอเสีย. แม้พระราชาก็ไม่ทรงเหลียวแลพระเทวทัตนั้น. พระเทวทัตนั้นเสื่อมลาภสักการะจึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลายบริโภคอยู่. ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตคิดว่า จักยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแม้แต่ลาภสักการะที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้มั่นคง. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากัน. ด้วย เรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่ามิใช่บัดนี้เท่านั้นน่ะภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เทวทัตนี้ก็ได้เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าธนัญชัยครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นวานรเผือกชื่อราธะ มีบริวารมาก มีร่างกายบริบูรณ์ ส่วนวานรน้องชายของพระโพธิสัตว์นั้น ชื่อโปฏฐปาทะ. พรานผู้หนึ่งจับวานรพี่น้องทั้งสองนั้นได้ จึงนำไปถวายพระเจ้าพาราณสี. พระราชาโปรดให้ใส่วานรทั้งสองนั้นไว้ในกรงทอง ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้ง ให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำตาลกรวดปรนนิบัติเลี้ยงดูอยู่ สักการะได้มีอย่างมากมาย. วานรทั้งสองนั้นได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ. ต่อมา พรานป่าคนหนึ่ง ได้นำเอาวานรดำใหญ่ตัวหนึ่ง ชื่อกาฬพาหุมาถวายพระราชา วานรกาฬพาหุนั้นมาทีหลัง จึงได้มีลาภสักการะมากกว่า ลาภสักการะของวานรเผือกทั้งสองก็เสื่อมถอยไป. พระโพธิสัตว์มิได้พูดอะไรเลย เพราะประกอบด้วยลักษณะแห่งผู้คงที่ แต่วานรน้องชาย เพราะไม่มีลักษณะแห่งผู้คงที่จึงทนดูสักการะของกาฬพาหุวานรไม่ได้ ได้พูดกะพี่ชายว่า ข้าแต่พี่เมื่อก่อน ในราชสกุลนี้ ย่อมให้ของกินมีรสดีเป็นต้นแก่พวกเรา แต่บัดนี้พวกเราไม่ได้ เขานำไปให้เจ้าลิงกาฬพาหุเท่านั้น พวกเราเมื่อไม่ได้ลาภสักการะจากสำนักของพระเจ้าธนัญชัย จักทำอะไรอยู่ ณสถานที่นี้ มาเถิดพี่ พวกเราไปอยู่ป่าเถิด เมื่อจะเจรจากับวานรพี่ชายนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :เมื่อก่อน เราได้ข้าวและน้ำอันใดจากสำนักพระราชา มาบัดนี้ ข้าวและน้ำนั้นมาขึ้นอยู่กับสาขมฤคหมด ข้าแต่พี่ราธะบัดนี้ เราเป็นผู้อันพระเจ้าธนัญชัยไม่สักการะแล้ว พากันกลับไปป่าตามเดิมเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ อนฺนปานสฺส ความว่า ข้าวและน้ำใด จากสำนักของพระราชานั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนฺนปานสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถของทุยาวิภัตติ. บทว่า ธนญฺชยาย เป็นจตุตถีวิภัตติ ลงในอรรถของตติยาวิภัตติ. อธิบายว่าพวกเราเป็นผู้อันพระเจ้าธนัญชัยไม่สักการะเอื้อเฟื้อแล้ว และไม่ได้ข้าวและน้ำ คือเป็นผู้อันพระเจ้าธนัญชัยนี้แล ไม่ทรงเอื้อเฟื้อแล้ว. วานรราธะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ก่อนน้องโปฏฐปาทะ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขแลทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เจ้าอย่าเศร้าโศกเลยจะเศร้าโศกไปทำไม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโส ได้แก่ อิสริยยศ และปริวารยศ. บทว่า อยโส ได้แก่ ความไม่มีอิสริยยศและปริวารยศนั้น. บทว่า เอเต ความว่า โลกธรรม ๘ ประการเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ แม้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ สมัยต่อมาย่อมเป็นผู้มีลาภน้อย สักการะน้อย ชื่อว่าผู้จะมีลาภเป็นนิจเสมอไปย่อมไม่มี. แม้ในยศเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. วานรโปฏฐปาทะได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่อาจทำความริษยาในลิงกาฬพาหุให้หายไปได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ข้าแต่พี่ราธะ พี่เป็นบัณฑิตแท้ ย่อมรู้ถึงผลประโยชน์อันยังมาไม่ถึง ทำอย่างไรหนอเราจะได้เห็นเจ้าสาขมฤคผู้ลามก ถูกเขาขับไล่ออกจากราชสกุล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ นุ โข ได้แก่ ดุ้วยอุบายอะไรหนอ บทว่า ทกฺขาม แปลว่า จักเห็น. บทว่า นิทฺธาปิตํ ได้แก่ ถูกฉุดออกไป คือถูกลากออกไป. บทว่า ชมฺมํ แปลว่า ผู้ลามก. วานรราธะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ลิงกาฬพาหุ กระดิกหูและกลอกหน้ากลอกตา ทำให้พระราชกุมารทรงหวาดเสียวพระทัยอยู่บ่อย ๆ มันจักทำตัวของมันเองให้จำต้องห่างไกลจากข้าวและน้ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภายเต กุมาเร ความว่า ย่อมทำพระราชกุมารให้หวาดเสียว. บทว่า เยนารกา สฺสติ ความว่าตัวมันเองจักทำเหตุให้จำต้องอยู่ห่างไกลจากข้าวและน้ำนี้. เจ้าอย่าคิดริษยาต่อมันเลย. ฝ่ายลิงกาฬพาหุ พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ทำกระดิกหูเป็นต้นต่อหน้าพระราชกุมารทั้งหลาย ทำให้พระราชกุมารทั้งหลายกลัว. พระราชกุมารทั้งหลายเหล่านั้นตระหนกตกพระทัยกลัว ต่างทรงส่งเสียงร้อง. พระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกัน ? ได้ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้วรับสั่งว่า จงไล่มันออกไป แล้วให้ไล่ลิงกาฬพาหุนั้นออกไป ลาภสักการะของวานรชาวทั้งสองก็ได้เป็นปกติตามเดิมอีก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ลิงกาฬพาหุในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต วานรโปฏฐปาทะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนวานรราธะในครั้งนั้นเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากาฬพาหุชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๗๘–๕๘๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กาฬพาหุชาตกํ
ยํ อนฺนปานสฺสาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต หตลาภสกฺการํ เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เทวทตฺเตน หิ ตถาคเต อฏฺฐานโกปํ พนฺธิตฺวา ธนุคฺคเหสุ ปโยชิเตสุ นาฬาคิริวิสชฺชเนน ตสฺส โทโส ปากโฏ ชาโต ฯ อถสฺส ปฏฺฐปิตานิ ธุวภตฺตาทีนิ มนุสฺสา หรึสุ ฯ ราชาปิ นํ น โอโลเกสิ ฯ โส หตลาภสกฺกาโร กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชนฺโต วิจริ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต ลาภสกฺการํ อุปฺปาเทสฺสามีติ อุปฺปนฺนมฺปิ ถิรํ กาตุํ นาสกฺขีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส หตลาภสกฺกาโร อโหสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ ธนญฺชเย รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ราโธ นาม สุกฺโก ๑- อโหสิ มหาปริวาโร ปริปุณฺณคตฺโต ฯ กนิฏฺโฐ ปนสฺส โปฏฺฐปาโท นาม ฯ เอโก ลุทฺทโก เต เทฺวปิ ชเน พนฺธิตฺวา เนตฺวา พาราณสีรญฺโญ อทาสิ ฯ ราชา อุโภปิ เต สุวณฺณปญฺชเร ปกฺขิปิตฺวา สุวณฺณตฏฺฏเกน มธุลาเช ขาทาเปนฺโต สกฺขโรทกํ ปาเยนฺโต ปฏิชคฺคิ ฯ สกฺกาโร มหา อโหสิ ฯ ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตา อเหสุํ ฯ อเถโก วนจรโก กาฬพาหุํ นาเมกํ มหากาฬมกฺกฏํ อาเนตฺวา รญฺโญ อทาสิ ฯ ตสฺส ปจฺฉา อาคตตฺตา มหนฺตตโร ลาภสกฺกาโร อโหสิ ฯ สุกฺกานํ ปริหายติ ฯ โพธิสตฺโต ตาทิลกฺขณโยคตฺตา น กิญฺจิ อาห ฯ กนิฏฺโฐ ปนสฺส ตาทิลกฺขณาภาวา ตํ มกฺกฏสฺส สกฺการํ อสหนฺโต ภาติก ปุพฺเพ อิมสฺมึ ราชกุเล สาธุรสขาทนียาทีนิ อมฺหากเมว เทนฺติ อิทานิ ปน มยํ น ลภาม กาฬพาหุมกฺกฏสฺเสวาหรนฺติ มยํ ธนญฺชยรญฺโญ สนฺติกา ลาภสกฺการํ อลภนฺตา อิมสฺมึ ฐาเน กึ กริสฺสาม เอหิ อรญฺญเมว คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ยํ อนฺนปานสฺส ปุเร ลภาม
ตนฺทานิ สาขมิคเมว คจฺฉติ
คจฺฉามทานิ วนเมว ราธ
อสกฺกตาวมฺห ธนญฺชยายาติ ฯ
ตตฺถ ยํ อนฺนปานสฺสาติ ยํ อนฺนปานํ อสฺส รญฺโญ สนฺติกา ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ สุโก ฯ อุปโยคฏฺเฐ วา สามิวจนํ ฯ ธนญฺชยายาติ กรณฏฺเฐ สมฺปทานวจนํ ฯ ธนญฺชเยน อสกฺกตาวมฺหา อนฺนปานญฺจ น ลภาม อิมินาว น สกฺกตมฺหาติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา ราโธ ทุติยํ คาถมาห
ลาโภ อลาโภ อยโส ยโส จ
นินฺทา ปสํสา จ สุขํ ทุกฺขญฺจ
เอเต อนิจฺจา มนุเชสุ ธมฺมา
มา โสจิ กึ โสจสิ โปฏฺฐปาทาติ ฯ
ตตฺถ ยโสติ อิสฺสริยปริวาโร ฯ อยโสติ ตสฺสาภาโว ฯ เอเตติ เอเต อฏฺฐ โลกธมฺมา มนุเชสุ อนิจฺจา ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตาปิ หุตฺวา อปเรน สมเยน อปฺปลาภา อปฺปสกฺการา โหนฺติ นิจฺจลาภิโน นาม นตฺถิ ฯ ยสาทีสุปิ เอเสว นโย ฯ
ตํ สุตฺวา โปฏฺฐปาโท มกฺกเฏ อุสฺสูยํ อปเนตุํ อสกฺโกนฺโต ตติยํ คาถมาห
อทฺธา ตุวํ ปณฺฑิตโกสิ ราธ
ชานาสิ อตฺถานิ อนาคตานิ
กถํ นุโข สาขมิคํ ทกฺขาม
นิทฺธาปิตํ ๑- ราชกุลโตว ชมฺมนฺติ ฯ
ตตฺถ กถํ นุโขติ เกน นุโข อุปาเยน ฯ ทกฺขามาติ ทกฺขิสฺสาม ฯ นิทฺธาปิตนฺติ นิจฺฉุฑฺฑํ นิกฺกฑฺฒิตํ ฯ ชมฺมนฺติ ลามกํ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ นิพฺพาปิตํ ฯ
ตํ สุตฺวา ราโธ จตุตฺถํ คาถมาห
จาเลติ กณฺณํ ภกุฏึ กโรติ
มหุํ มหุํ ภายเต กุมาเร
สยเมว ตํ กาหติ กาฬพาหุ
เยนารกา ฐสฺสติ อนฺนปานาติ ฯ
ตตฺถ ภายเต กุมาเรติ ราชกุมาเร อุตฺราเสติ ฯ เยนารกา ฐสฺสตีติ เยน การเณน อิมมฺหา อนฺนปานา ทูเร ฐสฺสติ สยเมว ตํ การณํ กริสฺสติ มา ตฺวํ เอตสฺส จินฺตยีติ อตฺโถ ฯ
กาฬพาหุปิ กติปาเหเนว ราชกุมารานํ ปุรโต กณฺณจาลนาทีนิ กโรนฺโต กุมาเร ภายาเปสิ ฯ เต ภีตภีตา วิรวมกํสุ ฯ ราชา กึ เอตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา นิกฺกฑฺฒถ นนฺติ มกฺกฏํ นิกฺกฑฺฒาเปสิ ฯ สุกฺกานํ ลาภสกฺกาโร ปุน ปากติโกว อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาฬพาหุ เทวทตฺโต อโหสิ โปฏฺฐปาโท อานนฺโท ราโธ ปน อหเมวาติ ฯ
กาฬพาหุชาตกํ นวมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗