ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นัจจชาดก
ชาดกที่ ๓๒ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

นัจจชาดก

ว่าด้วยเหตุที่ยังไม่ให้ลูกสาว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๒ · บรรทัด ๒๑๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนัจจชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า รุทํ มนุญฺํ ดังนี้.

เรื่องเป็นเช่นกับเรื่องที่กล่าวไว้ในเทวธรรมชาดกในหนหลังนั่นแหละ. พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้มีภัณฑะมากจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. พระศาสดาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก ? ภิกษุนั้นพอได้ฟังพระดำรัสมีประมาณเท่านี้ก็โกรธจึงทิ้งผ้านุ่ง ผ้าห่ม คิดว่า บัดนี้ เราจักเที่ยวไปโดยทำนองนี้แล แล้วได้ยืนเป็นคนเปลือยอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์. คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า น่าตำหนิ น่าตำหนิ. ภิกษุนั้นหลบไปจากที่นั้นแหละ แล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว (คือสึก). ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมสภา พากันกล่าวโทษของภิกษุนั้นว่า กระทำกรรมเห็นปานนี้เบื้องพระพักตร์ชื่อของพระศาสดา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ชื่อภิกษุนั้นละหิริและโอตตัปปะ เป็นคนเปลือยเหมือนเด็กชาวบ้านในท่ามกลางบริษัท ๔ เบื้องหน้าพระองค์ ผู้อันคนทั้งหลายรังเกียจอยู่ จึงเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เสื่อมจากพระศาสนา ดังนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายจึง นั่งประชุมกันด้วยการกล่าวโทษมิใช่คุณของภิกษุนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นเสื่อมจากศาสนาคือพระรัตนะในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้เสื่อมแล้วจากอิตถีรัตนะเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า

ในอดีตกาลครั้งปฐมกัป สัตว์ ๔ เท้าทั้งหลายได้ตั้งราชสีห์ให้เป็นราชาพวกปลาตั้งปลาอานนท์ให้เป็นราชา พวกนกได้ตั้งสุวรรณหงส์ให้เป็นราชา. ก็ธิดาของพระยาสุวรรณหงส์นั้นนั่นแล เป็นลูกหงส์มีรูปงาม พระยาสุวรรณหงส์นั้นได้ให้พรแก่ธิดานั้น. ธิดานั้นขอ (เลือก) สามีตามชอบใจของตน. พระยาหงส์ให้พรแก่ธิดานั้น แล้วให้นกทั้งปวงในป่าหิมพานต์ประชุมกัน หมู่นกนานาชนิดมีหงส์และนกยูงเป็นต้น มาพร้อมกันแล้ว ประชุมกันที่พื้นหินใหญ่แห่งหนึ่งพระยาหงส์เรียกธิดามาว่า จงมาเลือกเอาสามีตามชอบใจของตน. ธิดานั้นตรวจดูหมู่นก ได้เห็นนกยูงมีคอดังสีแก้วมณี มีหางงามวิจิตรจึงบอกว่า นกนี้จงเป็นสามีของดิฉัน. หมู่นกทั้งหลายจึงเข้าไปหานกยูงแล้วพูดว่า ท่านนกยูงผู้สหาย ราชธิดานี้เมื่อจะพอใจสามีในท่ามกลางพวกนกมีประมาณเท่านี้ ได้ยังความพอใจให้เกิดขึ้นในท่าน. นกยูงคิดว่า แม้วันนี้พวกนกก็ยังไม่เห็นกำลังของเราก่อน จึงทำลายหิริโอตตัปปะเพราะความดีใจยิ่งนัก เบื้องต้น ได้เหยียดปีกออกเริ่มจะรำแพนในท่ามกลางหมู่ใหญ่ ได้เป็นผู้รำแพน (อย่างเต็มที่) ไม่มีเงื่อนงำปิดบังไว้เลย. พระยาสุวรรณหงส์ละอายกล่าวว่า นกยูงนี้ ไม่มีหิริอันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นภายในเลย โอตตัปปะอันมีสมุฏฐานดังขึ้นในภายนอกจะมีได้อย่างไร เราจักไม่ให้ธิดาของเราแก่นกยูงนั้นผู้ทำลายหิริโอตตัปปะ แล้วกล่าวคาถานี้ในท่ามกลางหมู่นกว่า

เสียงของท่านก็เพราะ หลังของท่านก็งาม คอ ของท่านก็เปรียบดังสีแก้วไพฑูรย์ และหางของท่าน ก็ยาวตั้งวา เราจะไม่ให้ลูกสาวของเราแก่ท่าน เพราะการรำแพนทาง.

บทว่า รุทํ มนุญฺํ ในคาถานั้น ท่านแปลง ต อักษร เป็น ทอักษร. อธิบายว่า เสียงเป็นที่น่าจับใจคือเสียงร้องไพเราะ. บทว่า รุจิรา จ ปิฏฺิ ความว่า แม้หลังของท่านก็วิจิตรงดงาม. บทว่า เวฬุริยวณฺญูปฏิภา แปลว่า เช่นกับสีแก้วไพฑูรย์. บทว่า พฺยามมตฺตานิ แปลว่า มีประมาณ๑ วา. บทว่า เปกฺขุณานิ ได้แก่ กำหาง. บทว่า นจฺเจน เต ธีตรํ โน ททามิ ความว่า พระยาหงส์กล่าวว่า เราจะไม่ให้ธิดาของเราแก่ท่านผู้ไม่มีความละอายเห็นปานนี้ เพราะท่านทำลายหิริโอตตัปปะแก้วรำแพนนั่นแหละแล้วได้ให้ธิดาแก่ลูกหงส์ผู้เป็นหลานของตน ในท่ามกลางบริษัทนั้นนั่นเอง.

นกยูงไม่ได้ธิดาหงส์ก็ละอายจึงบินหนีไป. ฝ่ายพระยาหงส์ก็ไปยังที่อยู่ของตนนั่นแล.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ทำลายหิริโอตตัปปะแล้วเสื่อมจากศาสนาคือรัตนะ ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้เสื่อมแล้ว แม้จากรัตนะคือหญิงเหมือนกัน พระองค์ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นกยูงในครั้งนั้น ได้เป็นภิกขุผู้มีภัณฑะมาก ส่วนพระยาหงส์ในครั้งนั้นได้เป็นเราตลาคตแล.

จบนัจจชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๓๒–๓๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ นจฺจชาตกํ

รุทํ มนุญฺญนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ พหุภณฺฑิกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา เทวธมฺมชาตเก วุตฺตสทิสเมว ฯ สตฺถา ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ พหุภณฺโฑติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ กึการณา ตฺวํ พหุภณฺโฑ ชาโตติ ฯ โส เอตฺตกํ สุตฺวาว กุทฺโธ นิวาสนปารุปนํ ฉฑฺเฑตฺวา กึ อิมินาทานิ นีหาเรน วิจรามีติ สตฺถุ ปุรโต นคฺโค อฏฺฐาสิ ฯ มนุสฺสา ธิธีติ อาหํสุ ฯ โส ตโตว ปลายิตฺวา หีนายาวฏฺโฏ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา สตฺถุ นาม ปุรโต เอวรูปํ กริสฺสตีติ ตสฺส อคุณกถํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต โส หิ นาม ภิกฺขุ ตุมฺหากํ ปุรโต จตุปฺปริสมชฺเฌ หิโรตฺตปฺปํ ปหาย คามทารโก วิย นคฺโค ฐตฺวา มนุสฺเสหิ ชิคุจฺฉิยมาโน หีนายาวฏฺฏิตฺวา สาสนา ปริหีโนติ ตสฺส อคุณกถาย สนฺนิสินฺนมฺหาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว โส ภิกฺขุ หิโรตฺตปฺปาภาเวน รตนสาสนา ปริหีโน ปุพฺเพปิ อิตฺถีรตนปฏิลาภโตปิ ปริหีโนเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต ปฐมกปฺเป จตุปฺปาทา สีหํ ราชานํ อกํสุ มจฺฉา อานนฺทมจฺฉํ สกุณา สุวณฺณหํสํ ฯ ตสฺส ปน สุวณฺณราชหํสสฺส ธีตา หํสโปติกา อภิรูปา โหติ ฯ โส ตสฺสา วรํ อทาสิ ฯ สา อตฺตโน จิตฺตรุจิตํ สามิกํ วาเรสิ ฯ หํสราชา ตสฺสา วรํ ทตฺวา หิมวนฺเต สพฺพสกุเณ สนฺนิปาตาเปสิ ฯ นานปฺปการา หํสโมราทโย สกุณคณา สมาคนฺตฺวา เอกสฺมึ มหนฺเต ปาสาณตเล สนฺนิปตึสุ ฯ หํสราชา อตฺตโน จิตฺตรุจิตํ สามิกํ อาคนฺตฺวา คณฺหตูติ ธีตรํ ปกฺโกสาเปติ ฯ สา สกุณสงฺฆํ โอโลเกนฺตี มณิวณฺณคีวํ จิตฺรเปกฺขุณํ โมรํ ทิสฺวา อยํ เม สามิโก โหตูติ อาโรเจสิ ฯ สกุณสงฺฆา โมรํ อุปสงฺกมิตฺวา อาหํสุ สมฺม โมร อยํ ราชธีตา เอตฺตกานํ สกุณานํ มชฺเฌ สามิกํ โรเจนฺตี ตยิ รุจึ อุปฺปาเทสีติ ฯ โมโร อชฺชาปิ ตาว เม พลํ น ปสฺสนฺตีติ อติตุฏฺฐิยา หิโรตฺตปฺปํ ภินฺทิตฺวา ตาว มหโต สกุณสงฺฆสฺส มชฺเฌ ปกฺเข ปสาเรตฺวา นจฺจิตุํ อารภิ นจฺจนฺโต อปฺปฏิฉนฺโน อโหสิ ฯ สุวณฺณหํสราชา ลชฺชิโต อิมสฺส เนว อชฺฌตฺตสมุฏฺฐานา หิริ อตฺถิ น พหิทฺธาสมุฏฺฐานํ โอตฺตปฺปํ ตสฺส ภินฺนหิโรตฺตปฺปสฺส มม ธีตรํ น ทสฺสามีติ สกุณสงฺฆสฺส มชฺเฌ อิมํ คาถมาห

รุทํ มนุญฺญํ รุจิรา จ ปิฏฺฐิ

เวฬุริยวณฺณูปฏิภา จ คีวา

พฺยามมตฺตานิ จ เปกฺขุณานิ

นจฺเจน เต ธีตรํ โน ททามีติ ฯ

ตตฺถ รุทํ มนุญฺญนฺติ ตการสฺส ทกาโร กโต ฯ รุตฺตํ มนาปํ วสฺสิตสทฺโท มธุโรติ อตฺโถ ฯ รุจิรา จ ปิฏฺฐีติ ปิฏฺฐิปิ เต จิตฺรา เจว โสภนา จ ฯ เวฬุริยวณฺณูปฏิภาติ เวฬุริยมณิวณฺณสทิสา ฯ พฺยามมตฺตานีติ เอกพฺยามปฺปมาณานิ ฯ เปกฺขุณานีติ ปิญฺชานิ ฯ นจฺเจน เต ธีตรํ โน ททามีติ หิโรตฺตปฺปํ ภินฺทิตฺวา นจฺจิตภาเวเนว เต เอวรูปสฺส นิลฺลชฺชสฺส ธีตรํ โน เทมีติ วตฺวา หํสราชา ตสฺมึเยว ปริสมชฺเฌ อตฺตโน ภาคิเนยฺยสฺส หํสโปตกสฺส ธีตรํ อทาสิ ฯ

โมโร หํสโปติกํ อลภิตฺวา ลชฺชิตฺวา ตโตว อุปฺปติตฺวา ปลายิ ฯ หํสราชาปิ อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนเวส หิโรตฺตปฺปํ ภินฺทิตฺวา รตนสาสนา ปริหีโน ปุพฺเพปิ อิตฺถีรตนปฏิลาภโตปิ ปริหีโนเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา โมโร พหุภณฺฑิโก ภิกฺขุ อโหสิ หํสราชา ปน อหเมวาติ ฯ

นจฺจชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑. กุลาวกชาดกชาดกถัดไป๓๓. สัมโมทมานชาดก