ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สีลวีมังสชาดก
ชาดกที่ ๓๓๐ · จตุกกนิบาตชาดก · กุฏิทูสกวรรค

สีลวีมังสชาดก

ว่าด้วยธรรมที่นำความสุขมาให้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๑๘ · บรรทัด ๓๐๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสีลวีมังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ กิเรว กลฺยาณํ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันนิทานแม้ทั้งสองเรื่อง ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังทีเดียว. ส่วนในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นจะทดลองศีลของตน จึงถือเอากหาปณะจากแผ่นกระดานสำหรับนับเงินไป ๓ วัน ราชบุรุษทั้งหลายจึงแสดงพระโพธิสัตว์นั้นแก่พระราชาว่าเป็นโจร. พระโพธิสัตว์นั้นยืนอยู่ในสำนักของพระราชา พรรณนาศีลด้วยคาถาที่ ๑ นี้ว่า :ได้ยินว่า ศีลแลเป็นความงาม ศีลเป็นเยี่ยมในโลก ขอพระองค์จงทอดพระเนตรงูใหญ่มีพิษร้าย ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยมารู้สึกตัวว่า เป็นผู้มีศีล. แล้วทูลขอให้พระราชาทรงอนุญาตบรรพชาแล้วไปบรรพชา. ครั้งนั้น เหยี่ยวเฉี่ยวเอาชิ้นเนื้อในร้านขายเนื้อสัตว์แห่งหนึ่งแล้วบินไปทางอากาศ นกทั้งหลายอื่นจึงล้อมจิกตีมันด้วยเล็บเท้าและจะงอยปากเป็นต้น. เหยี่ยวนั้นไม่สามารถอดทนความทุกข์นั้นได้ จึงทิ้งชิ้นเนื้อ นกตัวอื่นก็คาบเอาไป. แม้นกตัวนั้นเมื่อถูกเบียดเบียนอย่างนั้นเข้าก็ทิ้งชิ้นเนื้อนั้น. ที่นั้น นกตัวอื่น ๆ ก็คาบเอาไป รวมความว่า นกใด ๆ คาบเอาไป นกทั้งหลายก็ติดตามนกนั้น ๆ ไป. นกใด ๆ ทิ้ง นกนั้น ๆ ก็มีความสบาย. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายนี้เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เมื่อเป็นอย่างนั้นคนที่ยึดไว้เหล่านั้นเท่านั้นจึงเป็นทุกข์ เมื่อสละเสียได้ก็เป็นสุข แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ชิ้นเนื้อหน่อยหนึ่งยังมีอยู่แก่เหยี่ยวนั้นเพียงใด นกตะกรุมทั้งหลายในโลกก็พากันล้อมจิกอยู่เพียงนั้น หาได้เบียดเบียนนกไม่มีความกังวลไม่. คำที่เป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ชิ้นเนื้อหน่อยหนึ่งที่เอาปากคาบอยู่ได้มีอยู่แก่เหยี่ยวนั้นเพียงใด นกตะกรุมทั้งหลายในโลกนี้ก็พากันรุมจิกเหยี่ยวนั้นอยู่เพียงนั้น แต่เมื่อมันปล่อยชิ้นเนื้อนั้นเสียนกที่เหลือก็ย่อมไม่เบียดเบียนนกนั้นผู้ไม่มีความกังวล คือไม่มีปลิโพธเครื่องกังวล. พระโพธิสัตว์นั้นออกจากพระนครแล้ว ในตอนเย็นได้นอนอยู่ในเรือนของคนผู้หนึ่ง ในบ้านนั้นในระหว่างทาง. ก็นางทาสีในเรือนนั้นชื่อปิงคลา ได้นัดแนะกับชายผู้หนึ่งว่า พึงมาในเวลาชื่อโน้นนางล้างเท้าของนายทั้งหลายแล้ว เมื่อนายทั้งหลายนอนแล้ว นั่งแลดูการมาของชายผู้นั้นอยู่ที่ธรณีประตู คิดว่าประเดี๋ยวเขาจักมา ประเดี๋ยวเขาจักมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงปฐมยาม และมัชฌิมยาม. ก็ในเวลาใกล้รุ่ง นางหมดหวังว่า เขาคงไม่มาในบัดนี้แน่ จึงนอนหลับไป. พระโพธิสัตว์ได้เห็นเหตุการณ์นี้ จึงคิดว่า ทาสีนี้นั่งอยู่ได้ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ด้วยความหวังว่า ชายผู้นั้นจักมา รู้ว่าบัดนี้เขาไม่มา เป็นผู้หมดความหวัง ย่อมนอนหลับสบาย ขึ้นชื่อว่าความหวังในกิเลสทั้งหลาย เป็นทุกข์ ความไม่มีความหวังเท่านั้น เป็นสุขจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ผู้ไม่มีความหวังย่อมหลับเป็นสุขความหวังมีผลก็เป็นสุข นางปิงคลากระทำความหวังจนหมดหวังจึงหลังสบาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผลวตี ความว่า ความหวังที่ได้ผลนั้น ชื่อว่าเป็นสุข เพราะผลนั้นเป็นสุข. การทำให้หมดหวังคือกระทำให้ไม่มีความหวัง อธิบายว่า ตัดเสีย คือละเสีย. บทว่า ปิงฺคลา ความว่า บัดนี้ นางปิงคลทาสีนี้หลับเป็นสุข. วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์นั้นจากบ้านนั้นเข้าไปยังป่า เห็นดาบสผู้หนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่ในป่า จึงคิดว่า ความสุขอันยิ่งกว่าความสุขในฌาน ย่อมไม่มีในโลกนี้และในโลกหน้า จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ธรรมคือความสุขอื่นจากสมาธิ ย่อมไม่มี ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่นและตนเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมาธิปโร ความว่า ชื่อว่าธรรมคือความสุขนอกเหนือ คืออื่นจากสมาธิ ย่อมไม่มี. พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นเข้าป่าแล้วบวชเป็นฤๅษี ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. กุฏิทูสกชาดก ๒. ทุททุภายชาดก ๓. พรหมทัตตชาดก๔. จัมมสาฏกชาดก ๕. โคธชาดก ๖. กักการุชาดก ๗. กากาติชาดก๘. อนนุโสจิยชาดก ๙. กาฬพาหุชาดก ๑๐. สีลวีมังสชาดก.

จบ กุฏีทูสกวรรคที่ ๓ ๘. โกกิลวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๘๔–๕๘๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

sīlavīmaṃsajātakaṃ

sīlaṃ kireva kalyāṇanti idaṃ satthā jetavane viharanto sīlavīmaṃsakabrāhmaṇaṃ ārabbha kathesi.

Dvepi vatthūni heṭṭhā kathitāneva. Idha pana bodhisatto Bārāṇasīrañño purohito ahosi. So attano sīlaṃ vīmaṃsanto tīṇi divasāni hiraññaphalakato 1- kahāpaṇaṃ gaṇhi. Taṃ coroti rañño dassesuṃ. So rañño santike ṭhito

sīlaṃ kireva kalyāṇaṃ sīlaṃ loke anuttaraṃ

passa ghoraviso nāgo sīlavāti na haññatīti imāya paṭhamagāthāya sīlaṃ vaṇṇetvā rājānaṃ pabbajjaṃ anujānāpetvā pabbajituṃ gacchati.

Athekasmiṃ sūnāpaṇe seno maṃsapesiṃ gahetvā ākāsaṃ pakkhandi. Taṃ aññe sakuṇā parivāretvā pādanakhatuṇḍakādīhi paharanti. So taṃ dukkhaṃ sahituṃ asakkonto maṃsapesiṃ chaḍḍesi. Aparo gaṇhi. Sopi tatheva viheṭhiyamāno chaḍḍesi. Athaññe gaṇhantīti evaṃ yo yo gaṇhāti taṃ taṃ sakuṇā anubandhiṃsu. Yo yo chaḍḍesi so so sukhito ahosi. Bodhisatto taṃ disvā ime kāmā nāma maṃsapesupamā evaṃ tesaṃ gaṇhantānaññeva dukkhaṃ visajjentānaṃ sukhanti cintetvā dutiyaṃ gāthamāha

yāvadevassahū kiñci tāvadeva akhādisuṃ

saṅgamma kulalā loke na hiṃsanti akiñcananti.

Tassattho yāvadeva assa senassa ahu kiñci mukhena gahitaṃ maṃsakhaṇḍaṃ tāvadeva naṃ imasmiṃ loke kulalā samāgantvā akhādisuṃ tasmiṃ pana visaṭṭhe tamenaṃ akiñcanaṃ nippalibodhaṃ pakkhiṃ

@Footnote: 1 heraññikaphalakato. Sesapakkhino na hiṃsantīti.

So nagarā nikkhamitvā antarāmagge ekasmiṃ gāme sāyaṃ ekassa gehe nipajji. Tattha pana piṅgalā nāma dāsī asukavelāya nāma āgaccheyyāsīti ekena purisena saddhiṃ saṅketaṃ adāsi. Sā sāmikānaṃ pāde dhovitvā tesu nipannesu tassa āgamanaṃ olokentī ummāre nisīditvā idāni āgamissati idāni āgamissatīti paṭhamayāmampi majjhimayāmampi vītināmesi. Paccūsasamaye pana na sodāni āgamissatīti chinnāsā hutvā nipajjitvā niddaṃ okkami. Bodhisatto idaṃ kāraṇaṃ disvā ayaṃ dāsī so puriso āgamissatīti āsāya ettakaṃ kālaṃ nisinnā idānissa anāgamanabhāvaṃ ñatvā chinnāsā hutvā sukhaṃ supati kilesesu hi āsā nāma dukkhaṃ nirāsabhāvova sukhanti cintetvā tatiyaṃ gāthamāha

sukhaṃ nirāsā supati āsā phalavatī sukhā

āsaṃ nirāsaṃ katvāna sukhaṃ supati piṅgalāti.

Tattha phalavatīti yassā āsāya phalaṃ laddhaṃ hoti sā tassa phalassa sukhatāya sukhā nāma. Nirāsaṃ katvā anāsaṃ katvā chinditvā pajahitvāti attho. Piṅgalāti esā piṅgaladāsī idāni sukhaṃ supatīti.

Sopuna divase tato gāmā araññaṃ pavisanto araññe ekaṃ tāpasaṃ jhānaṃ appetvā nisinnaṃ disvā idhaloke ca paraloke ca jhānasukhato uttaritaraṃ sukhaṃ natthīti cintetvā catutthaṃ Gāthamāha

na samādhiparo atthi asmiṃ loke paramhi ca

na paraṃ nāpi attānaṃ vihiṃsati samāhitoti.

Tattha samādhiparoti samādhito paro añño sukhadhammo nāma natthīti.

So araññaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññā uppādetvā brahmalokaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā tāpaso ahamevāti.

Sīlavīmaṃsajātakaṃ dasamaṃ

kuṭidūsakavaggo tatiyo

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๒๙. กาฬพาหุชาดกชาดกถัดไป๓๓๑. โกกาลิกชาดก