ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โคธชาดก
ชาดกที่ ๓๓๓ · จตุกกนิบาตชาดก · โกกิลวรรค

โคธชาดก

ว่าด้วยเขารักก็รักมั่ง เขาชังก็ชังตอบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๓๐ · บรรทัด ๓๐๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโคธชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีผู้หนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตเทว เม ตฺวํ ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน ได้ให้พิสดารแล้วในหนหลังนั่นแหละ แต่ในชาดกนี้ เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้น ชำระสะสางหนี้สินเสร็จแล้วกลับมา ในระหว่างทาง พรานได้ให้เหี้ยย่างตัวหนึ่ง โดยพูดว่า ท่านทั้งสองจงกิน. บุรุษผู้เป็นสามีนั้นสั่งภรรยาไปหาน้ำดื่ม แล้วกินเหี้ยหมด ในเวลาภรรยานั้นกลับมาจึงกล่าวว่า นางผู้เจริญ เหี้ยหนีไปเสียแล้ว. ภรรยากล่าวว่า ดีละนาย เมื่อเหี้ยย่างมันหนีไป ดิฉันจะอาจทำอะไร. ภรรยานั้นดื่มน้ำในพระเชตวันแล้วนั่งรวมกันในสำนักของพระศาสดา ผู้อันพระศาสดาตรัสถามว่า อุบาสิกา สามีของท่านนี้ยังปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล มีความรักดี อุปการะช่วยเหลือแก่ท่านดีอยู่หรือ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังมีความปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล มีความรักแก่สามีนี้ดีอยู่ แต่สามีนี้ไม่มีความรักในข้าพระองค์เลย. พระศาสดาตรัสว่า ช่างเขาเถอะ อย่าคิดเลย สามีนี้ย่อมกระทำชื่ออย่างนี้ ก็เมื่อใด เขาระลึกคุณของท่านได้ เมื่อนั้น เขาจะให้ความเป็นใหญ่ทั้งหมด เฉพาะท่านเท่านั้น อันสามีภรรยาทั้งสองนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :แม้เรื่องในอดีต ก็เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นเหมือนกัน. แต่ในชาดกนี้ เมื่อพระราชบุตรและชายานั้นเสด็จกลับในระหว่างทาง นายพรานทั้งหลายเห็นความอิดโรยของคนทั้งสองจึงได้ให้เหี้ยย่างตัวหนึ่ง บอกว่า ท่านทั้งสองคนจงกินเสียเถิด. พระราชธิดาเอาเถาวัลย์พันเหี้ยนั้นแล้วถือเดินทางไป. เธอทั้งสองนั้นพบสระน้ำแห่งหนึ่ง จึงแวะลงจากทาง นั่งที่โคนต้นอัสสัตถะ. พระราชบุตรตรัสว่า นางผู้เจริญ เธอจงไปนำน้ำจากสระมาด้วยใบบัว เราจักได้กินเนื้อกัน. พระราชธิดานั้นแขวนเหี้ยไว้ที่กิ่งไม้แล้วไปเพื่อนำน้ำมา ฝ่ายพระราชบุตรเสวยเหี้ยหมดแล้ว ทรงนั่งเบือนพระพักตร์จับปลายหางเหี้ยอยู่. พระราชบุตรนั้น ในเวลาพระราชธิดาถือน้ำดื่มเสด็จมา จึงตรัสว่า นางผู้เจริญ เหี้ยลงจากกิ่งไม้เข้าไปยังจอมปลวกเราวิ่งไล่จับปลายหางไว้ได้ ตัวมันขาดเข้าปล่องไป เหลือแต่ที่จับได้เฉพาะในมือเท่านั้น. พระราชธิดาทูลว่า ช่างเถอะพระองค์ เมื่อเหี้ยย่างมันหนีไปได้ เราจักทำอะไรได้ มาเถิดพวกเราไปกันเถอะ. เธอทั้งสองนั้นดื่มน้ำแล้วไปถึงพระนครพาราณสี พระราชบุตรได้ราชสมบัติแล้วทรงตั้งพระราชธิดานั้นไว้ เพียงในตำแหน่งอัครมเหสี ส่วนสักการะและสัมมานะ ไม่มีแก่พระนาง. พระโพธิสัตว์ประสงค์จะให้พระราชากระทำสักการะแก่พระนาง จึงยืนอยู่ในสำนักของพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้อะไร ๆ จากสำนักของพระองค์มิใช่หรือ ทำไมไม่ทรงเหลียวแลข้าพระองค์เลย. พระเทวีตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เราเองก็ไม่ได้อะไรจากสำนักของพระราชาเราจักให้อะไรท่านเล่า จนบัดนี้ แม้พระราชาก็จัก ประทานอะไรแก่ฉันในเวลาเสด็จมาจากป่า ท้าวเธอเสวยเหี้ยย่างแต่พระองค์เดียว. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์ผู้ประเสริฐจักไม่ทรงการทำเช่นนี้แน่ พระองค์โปรดอย่างได้ตรัสอย่างนี้เลย. ลำดับนั้นพระเทวีจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เรื่องนั้นไม่ปรากฏแก่ท่าน ปรากฏเฉพาะแก่พระราชาและฉันเท่านั้น แล้วตรัสคาถาที่๑ ว่า :หม่อมฉันทราบว่า พระองค์ผู้ประเสริฐจะไม่ทรงใยดีต่อหม่อมฉัน แต่ครั้งเมื่อพระองค์ทรงภูษาเปลือกไม้ เหน็บพระแสงขรรค์ทรงผูกสอดเครื่องรบประทับอยู่ท่ามกลางป่าเหี้ยย่างได้หนีไปจากกิ่งไม้อัสสัตถะแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเทว ความว่า ในกาลนั้นนั่นแหละ หม่อมฉันทราบพระองค์ได้อย่างนี้ว่า พระราชานี้ไม่ประทานอะไรแก่หม่อมฉัน แต่คนอื่น ๆ ย่อมไม่รู้สภาวะของพระองค์. บทว่า ขคฺคพนฺธสฺส ได้แก่ ผู้ทรงเหน็บพระขรรค์. บทว่า ติรีฏิโน ความว่า ในเวลาพระองค์ทรงฉลองพระภูษาเปลือกไม้เสด็จมาตามทาง. บทว่า ปกฺกา ความว่า เหี้ยย่างด้วยถ่านไฟหนีไปแล้ว. พระเทวีตรัสโทษที่พระราชาทรงกระทำไว้ ให้ปรากฏในท่ามกลางบริษัท ด้วยประการอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เพราะกระทำความไม่ผาสุขให้แก่ทั้งสองพระองค์ จำเดิมแต่เวลาไม่เป็นที่โปรดปรานของพระราชาผู้ประเสริฐพระองค์จะประทับอยู่ในที่นี้เพราะอะไร แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :พึงอ่อนน้อมต่อผู้อ่อนน้อม พึงคบผู้ที่เขาพอใจจะคบด้วย พึงทำกิจแก่ผู้ที่ช่วยทำกิจ ไม่พึงทำความเจริญแก่ผู้ที่ใคร่ความเสื่อมอนึ่ง ไม่พึงคบกับผู้ที่ไม่พอใจจะคบด้วย. พึงละทิ้งผู้ที่เขาทิ้งเรา ไม่พึงทำความสิเนหาในผู้เลิกลากัน ไม่พึงสมาคมกับผู้มีจิตคิดออกห่าง นกรู้ว่าต้นไม้มีผลหมดแล้วย่อมบินไปสู่ต้นอื่นที่เต็มไปด้วยผล ฉันใดคนก็ฉันนั้น รู้ว่าเขาหมดความอาลัยแล้วก็ควรจะเลือกหาคนอื่นที่เขาสมัครรักใคร่เพราะว่าโลกกว้างใหญ่พอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นเม นมนฺตสฺส ความว่า ผู้ใดนอบน้อมตนด้วยจิตใจอันอ่อนโยน พึงนอบน้อบตอบผู้นั้นเท่านั้น. บทว่า กิจฺจานุกุพฺพสฺส ผู้ช่วยทำกิจอันเกิดขึ้นแก่ตนเท่านั้น. บทว่า นานตฺถกามสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ต้องการความเจริญ. บทว่า วนถํ น กยิรา ความว่า ไม่พึงกระทำความสิเนหาด้วยอำนาจความอยากในคนผู้ละทิ้งนั้น. บทว่า อเปตจิตฺเตน ได้แก่ ผู้มีจิตเหินห่างคือ ผู้มีจิตหน่ายแหนง. บทว่า น สมฺภเชยฺย ได้แก่ ไม่พึงสมาคม. บทว่า อญฺํ สเมกฺเขยฺย ได้แก่ พึงเลือกดูคนอื่น. อธิบายว่านกรู้ว่าต้นไม้ไร้ผล ย่อมไปยังต้นอื่นซึ่งมีผลดก ฉันใด คนก็ฉันนั้นรู้ว่าชายเขาสิ้นความรักใคร่แล้ว พึงเข้าไปหาคนอื่นที่เขารักด้วยดี. พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั้นแล ระลึกถึงคุณความดีของพระเทวีนั้นได้ จึงตรัสว่า น้องนางผู้เจริญ พี่ไม่ได้กำหนดคุณความดีของเธอ สิ้นกาลมีประมาณเท่านี้. ฉันกำหนดได้เพราะถ้อยคำของบัณฑิตนี่เอง จะให้ราชสมบัตินี้เฉพาะแก่เธอผู้อดกลั้นความผิดของฉันได้ แล้วตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :เรานั้นเป็นกษัตริย์มุ่งความกตัญญู จะกระทำตอบแทนเธอตามอานุภาพ อนึ่ง เราจะมอบความเป็นใหญ่ทั้งหมดให้แก่เธอ เธออยากได้สิ่งใดเพื่อคนใด เราจะให้สิ่งนั้นแก่เธอเพื่อคนนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส แปลว่า เรานั้น. บทว่า ยถานุภาวํ ได้แก่ ตามสติกำลัง. บทว่า ยสฺสิจฺฉสิ ความว่า เธออยากได้เพื่อจะให้แก่คนใด เราจะให้สิ่งที่เธออยากได้ตั้งต้นแก่ราชสมบัตินี้ไป เพื่อคนนั้น. พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ประทานความเป็นใหญ่ทั้งปวงแก่พระเทวี. และทรงดำริว่า บัณฑิตนี้ทำให้เราระลึกถึงคุณความดีของพระเทวีนี้ จึงได้ประทานอิสริยยศใหญ่แม้แก่บัณฑิตด้วย. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ผัวเมียทั้งสองคนได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ผัวและเมียในครั้งนั้น ได้เป็นผัวและเมียนี่แหละในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๐๐–๖๐๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

godhajātakaṃ

tadeva me tvanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kuṭumbikaṃ ārabbha kathesi.

Vatthu heṭṭhā vitthāritameva. Idha pana nesaṃ uddhāraṃ sodhetvā āgacchantānaṃ antarāmagge luddako ubhopi khādathāti ekaṃ pakkagodhaṃ adāsi. So puriso bhariyaṃ pānīyatthāya pesetvā sabbaṃ godhaṃ khāditvā tassā āgatakāle bhadde godhā palātāti āha. Sādhu sāmi pakkagodhāya palāyantiyā kiṃ sakkā kātunti. Sā jetavane pānīyaṃ pivitvā satthu santike sannisinnāpi satthārā kiṃ upāsike ayaṃ te hitakāmo susineho upakārakoti pucchitā bhante ahaṃ etassa hitakāmā susinehā ayampana mayi nissinehoti āha. Satthā hotu mā cintayi evaṃ nāmesa karoti Yadā pana te guṇaṃ sarati tadā tuyhaññeva sabbissariyaṃ detīti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.

Atītampi heṭṭhā vuttasadisameva. Idha pana tesaṃ nivattantānaṃ antarāmagge luddakā kilantabhāvaṃ disvā dvepi janā khādathāti ekaṃ pakkagodhaṃ adaṃsu. Rājadhītā taṃ valliyā bandhitvā ādāya maggaṃ paṭipajji. Te ekaṃ saraṃ disvā maggā ukkamma assatthamūle nisīdiṃsu. Rājaputto gaccha bhadde sarato paduminipaṇṇena udakaṃ āhara maṃsaṃ khādissāmāti āha. Sā godhaṃ sākhāya laggetvā pānīyatthāya gatā. Itaro sabbaṃ godhaṃ khāditvā agganaṅguṭṭhaṃ gahetvā parammukho nisīdi. So tāya pānīyaṃ gahetvā āgatakāle bhadde godhā sākhāya otaritvā vammikaṃ pāvisi ahaṃ dhāvitvā agganaṅguṭṭhe gahesiṃ gahitaṭṭhānaṃ hattheyeva ṭhatvā 1- chijjitvā bilaṃ paviṭṭhāti āha. Hotu deva pakkagodhāya palāyantiyā kiṃ karissāma ehi gacchāmāti. Te pānīyaṃ pivitvā bārāṇasiṃ agamaṃsu. Rājaputto rajjaṃ patvā taṃ aggamahesiṭṭhānamatte ṭhapesi. Sakkārasammāno panassā natthi. Bodhisatto tassā sakkāraṃ kāretukāmo rañño santike ṭhatvā nanu mayaṃ ayye tumhākaṃ santikā kiñci na labhāma kiṃ no na olokethāti āha. Tāta ahameva rañño santikā kiñci na labhāmi tuyhaṃ kiṃ dassāmi rājāpi mayhaṃ idāni kiṃ dassati so araññato āgamanakāle pakkagodhaṃ ekakova khādīti. Ayye na devo evarūpaṃ

@Footnote: 1 katvā. Karissati mā evaṃ avacutthāti. Atha naṃ devī tuyhaṃ taṃ tāta na pākaṭaṃ raññoyeva mayhañca pākaṭanti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha

tadeva me tvaṃ vidito vanamajjhe rathesabho

yassa te khaggabandhassa sannaddhassa tirīṭino

assatthadumasākhāya pakkā godhā palāyathāti.

Tattha tadevāti asmiṃyeva kāle ayaṃ mayhaṃ adāyako akārakoti evaṃ tvaṃ vidito aññe pana tava sabhāvaṃ na jānantīti attho. Khaggabandhassāti bandhakhaggassa. Tirīṭinoti tirīṭivatthassa maggāgamanakāle. Pakkāti aṅgārapakkagodhā palāyathāti.

Evaṃ raññā katadosaṃ parisamajjhe pākaṭaṃ katvā kathesi. Taṃ sutvā bodhisatto ayye devassa appiyakālato pabhūti ubhinnampi aphāsukaṃ katvā kasmā idha vasathāti vatvā imā dve gāthā abhāsi

name namantassa bhaje bhajantaṃ

kiccānukubbassa kareyya kiccaṃ

nānatthakāmassa kareyya atthaṃ

asambhajantampi na sambhajeyya

caje cajantaṃ vanathaṃ na kayirā

apetacittena na sambhajeyya

dijo dumaṃ khīṇaphalaṃva ñatvā

aññaṃ samekkheyya mahā hi lokoti.

Tattha name namantassāti yo attani muducittena namati tasseva paṭinameyya. Kiccānukubbassāti attano uppannaṃ kiccaṃ anukubbantasseva. Nānatthakāmassāti avuḍḍhikāmassa. Vanathaṃ na kayirāti tasmiṃ cajante taṇhāsinehaṃ na kareyya. Apetacittenāti apagatacittena virattacittena. Na sambhajeyyāti na samāgaccheyya. Aññaṃ samekkheyyāti aññaṃ olokeyya. Yathā dijo khīṇaphalaṃ rukkhaṃ ñatvā aññaṃ phalabharitaṃ rukkhaṃ gacchati tathā khīṇarāgaṃ purisaṃ ñatvā aññaṃ susinehaṃ upagaccheyyāti adhippāyo.

Rājā bodhisatte kathenteyeva tassā guṇaṃ saritvā bhadde ettakaṃ kālaṃ tava guṇe na sallakkhesiṃ paṇḍitassayeva kathāya sallakkhetvā mama aparādhaṃ sahantiyā idaṃ sakalarajjaṃ tuyhaṃyeva dammīti vatvā catutthaṃ gāthamāha

so te karissāmi yathānubhāvaṃ

kataññutaṃ khattiyo pekkhamāno

sabbañca te issariyaṃ dadāmi

yassicchasī tassa tuvaṃ dadāmīti.

Tattha soti so ahaṃ. Yathānubhāvanti yathāsattiṃ yathābalaṃ. Yassicchasīti yassa icchasi tassa idaṃ rajjaṃ ādiṃ katvā yaṃ tvaṃ icchasi taṃ dadāmīti.

Evaṃ vatvā rājā deviyā sabbissariyaṃ adāsi. Imināhaṃ etissā guṇaṃ sarāpitoti paṇḍitassāpi mahantaṃ issariyaṃ adāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ubhopi jāyapatikā sotāpattiphale patiṭṭhahiṃsu. Tadā jāyapatikā etarahi jāyapatikāyeva ahesuṃ. Paṇḍitāmacco pana ahamevāti.

Godhajātakaṃ tatiyaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๓๒. รถลัฏฐิชาดกชาดกถัดไป๓๓๔. ราโชวาทชาดก