ราโชวาทชาดก
ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้นำ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๓๔ · บรรทัด ๓๐๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภราโชวาท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ควนฺเจ ตรมานานํ ดังนี้เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในสกุณชาดก ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้พระราชาครั้งแต่ก่อน ทรงสดับถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์ไปแล้ว อันพระราชาทรงอาราธนาแล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทั้งปวงเสร็จแล้ว บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในหิมวันตประเทศอันน่ารื่นรมย์. ในกาลนั้น พระราชาทรงรังเกียจโทษมิใช่คุณความดี ทรงพระดำริว่า ใคร ๆ ผู้กล่าวโทษใช่คุณของเรามีอยู่หรือ จึงทรงแสวงหาอยู่ มิได้พบเห็นใคร ๆ ผู้มักกล่าวโทษของพระองค์ทั้งในอันโตชนและพาหิรชน ทั้งในพระนครและนอกพระนคร ทรงพระดำริว่า ในชาวชนบทจะเป็นอย่างไรบ้าง จึงปลอมพระองค์ เสด็จเที่ยวไปตามชนบท แม้ในชนบทนั้น ก็มิได้ทรงเห็นคนผู้กล่าวโทษ ได้ทรงสดับแต่คำสรรเสริญคุณของพระองค์นั้น จึงทรงดำริว่า ในหิมวันตประเทศจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเสด็จเข้าไปยังป่าเที่ยวไปจนถึงอาศรมของพระโพธิสัตว์ ทรงอภิวาทพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ทรงทำปฏิสันถารแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์นำผลนิโครธสุกจากป่ามาบริโภค. ผลนิโครธสุกเหล่านั้นหวานมีโอชะ มีรสเสมอด้วยจุรณน้ำตาลกรวด. พระโพธิสัตว์นั้นทูลเชิญพระราชาแล้วทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก เชิญท่านบริโภคผลนิโครธสุกนี้แล้วดื่มน้ำ. พระราชาทรงกระทำอย่างนั้นแล้วตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอะไรหนอ ผลนิโครธสุกนี้จึงหวานดีจริง. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก พระราชาทรงครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอ เป็นแน่ เพราะเหตุนั้นแหละผลนิโครธสุกนั้น จึงหวาน. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ในเวลาที่พระราชาได้ดำรงอยู่ในธรรม ผลนิโครธสุกย่อมไม่หวานหรือหนอ. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ใช่ ท่านผู้มีบุญมาก เมื่อพระราชาทั้งหลายไม่ดำรงอยู่ในธรรม น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี รากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้นก็ดี ย่อมไม่หวาน หมดโอชะ อีกอย่างหนึ่งมิใช่สิ่งเหล่านี้อย่างเดียว แม้รัฐทั้งสิ้นก็หมดโอชะ ไร้ค่า แต่เมื่อพระราชาทั้งหลายนั้นทรงดำรงอยู่ในธรรม แม้สิ่งเหล่านั้นก็ย่อมหวานมีโอชะ รัฐแม้ทั้งสิ้นก็ย่อมมีโอชะเหมือนกัน. พระราชาตรัสว่าท่านผู้เจริญ คงจักเป็นอย่างนั้น ทรงไม่ให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชาเลย ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จไปยังนครพาราณสี ทรงดำริว่าจักทดลองทำตามคำของพระดาบส จึงทรงครองราชสมบัติโดยไม่เป็นธรรม ทรงดำริว่า จักรู้ความจริงในบัดนี้ จึงให้เวลาล่วงไปเล็กน้อยแล้วเสด็จไปที่สำนักของพระโพธิสัตว์นั้นอีก ทรงไหว้แล้วประทับนั่งณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นแหละแล้วได้ถวายผลนิโครธสุกแก่พระราชานั้น. ผลนิโครธสุกนั้นได้มีรสขมแก่พระราชานั้น. พระราชาทรงรู้สึกว่าไม่มีรสหวาน จึงถ่มทิ้งพร้อมกับเขฬะ แล้วกล่าวว่า ขม ท่านผู้เจริญ. พระโพธิสัตว์ทูลว่าท่านผู้มีบุญมาก พระราชาจักไม่ทรงประพฤติธรรมเป็นแน่ เพราะในกาลที่พระราชาทั้งหลายไม่ทรงประพฤติธรรม สิ่งทั้งหมดตั้งต้นแต่ผลาผลในป่า ย่อมหารสหาโอชะมิได้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายคด เมื่อโคผู้นำฝูงว่ายคดอย่างนี้ โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายคดไปตามกัน. ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ประพฤติไม่เป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชาผู้เป็นใหญ่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นทุกข์ทั่วกัน. ถ้าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำไปโคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามไปตรง เมื่อโคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามไปตรงอย่างนั้น โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายข้ามไปตรงตามกัน. ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติเป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ย่อมประพฤติเป็นธรรมโดยแท้ ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นสุขทั่วกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ควญฺเจ ตรมานานํ ความว่าเมื่อโคทั้งหลายว่ายข้ามแม่น้ำ. บทว่า ชิมฺหํ ได้แก่ คด คือ โค้ง. บทว่า เนนฺเต ความว่า เมื่อโคผู้หัวหน้าโค คือโคจ่าฝูงผู้เป็นหัวหน้าโค นำไปคือพาไป. บทว่า ปเคว อิตรา ปชา ความว่าสัตว์ทั้งหลายนอกนี้ ก็ย่อมประพฤติไม่เป็นธรรมตาม ๆ กัน. บทว่า ทุกฺขํ เสติ ความว่า มิใช่จะอยู่เป็นทุกข์อย่างเดียวย่อมได้ประสบทุกข์ในอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ ด้วย. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า ถ้าพระราชาประพฤติไม่เป็นธรรม โดยลุแก่อคติมีฉันทาคติเป็นต้น. บทว่า สุขํ เสติ ความว่า ถ้าพระราชาทรงละการลุอำนาจอคติ ดำรงอยู่ในธรรม รัฐทั้งหมดย่อมจะถึงความสุขอย่างเดียว ในอิริยาบถทั้ง ๔. พระราชาทรงสดับธรรมของพระโพธิสัตว์ จึงให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเองกระทำผลนิโครธสุกให้หวาน แล้วได้ทำให้ขม บัดนี้ จักกระทำให้หวานต่อไป แล้วทรงไหว้พระโพธิสัตว์ เสด็จกลับพระนครครองราชสมบัติโดยธรรม ได้ทรงกระทำสรรพสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติตามเดิม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพรนะอานนท์ ส่วนดาบสได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาราโชวาทชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๐๗–๖๑๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
rājovādajātakaṃ
gavañce taramānānanti idaṃ satthā jetavane viharanto rājovādaṃ ārabbha kathesi.
Vatthu sakuṇajātake āvibhavissati. Idha pana satthā mahārāja porāṇakarājānopi paṇḍitānaṃ kathaṃ sutvā dhammena rajjaṃ kāretvā saggapadaṃ pūrayamānā gamiṃsūti vatvā raññā yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto sikkhitasabbasippo isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā ramaṇīye himavantappadese vanamūlaphalāhāro vihāsi. Tadā rājā aguṇaparisaṅko hutvā atthi nukho me koci aguṇaṃ kathentoti pariyesanto antojane ca bahijane ca antonagare ca bahinagare ca kiñci attano avaṇṇavādiṃ adisvā janapadesu nukho kathanti aññātakavesena janapadaṃ carati. Tatthāpi avaṇṇavādiṃ apassanto attano guṇakathameva sutvā himavantappadese nukho kathanti araññaṃ pavisitvā Vicaranto bodhisattassa assamaṃ patvā taṃ abhivādetvā katapaṭisanthāro ekamantaṃ nisīdi. Tadā bodhisatto araññato paripakkāni nigrodhaphalāni āharitvā paribhuñji. Tāni honti madhurāni ojavantāni sakkaracuṇṇasamarasāni. So rājānampi āmantetvā imaṃ mahāpuñña nigrodhapakkaṃ khāditvā pānīyaṃ pivāhīti āha. Rājā tathā katvā bodhisattaṃ pucchi kinnukho bhante imaṃ nigrodhapakkaṃ ativiya madhuranti. Mahāpuñña nūna rājā dhammena samena rajjaṃ kāresi teneva taṃ madhuranti. Rañño adhammikakāle amadhuraṃ nukho bhante hotīti. Āma mahāpuñña rājūsu adhammikesu telamadhuphāṇitādīnipi vanamūlaphalādīnipi amadhurāni honti nirojāni na kevalaṃ vā etāni sakalampi raṭṭhaṃ nirojaṃ kasaṭaṃ hoti tesu pana dhammikesu tānipi madhurāni honti ojavantāni sakalampi raṭṭhaṃ ojavantameva hotīti. Rājā evaṃ bhavissati bhanteti attano rājabhāvaṃ ajānāpetvāva bodhisattaṃ vanditvā bārāṇasiṃ gantvā tāpasassa vacanaṃ vīmaṃsissāmīti adhammena rajjaṃ kāretvā idāni jānissāmīti kiñci kālaṃ vītināmetvā puna tattha gantvā vanditvā ekamantaṃ nisīdi. Bodhisattopissa tatheva vatvā nigrodhapakkaṃ adāsi. Taṃ tassa tittikarasaṃ ahosi. Rājā nīrasanti saha kheḷena chaḍḍetvā tittikaṃ bhanteti āha. Bodhisatto mahāpuñña nūna rājā adhammiko bhavissati rājūnañhi adhammikakāle araññe phalāphalaṃ ādiṃ katvā sabbaṃ nīrasaṃ nirojaṃ jātaṃ hotīti vatvā imā gāthāyo abhāsi
Gavañce taramānānaṃ jimhaṃ gacchati puṅgavo
sabbā gāvī jimhaṃ yanti nente jimhaṃ gate sati
evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato
so ce adhammaṃ carati pageva itarā pajā
sabbaṃ raṭṭhaṃ dukkhaṃ seti rājā ce hoti adhammiko
gavañce taramānānaṃ ujuṃ gacchati puṅgavo
sabbā gāvī ujuṃ yanti nente ujugate sati
evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato
so cepi dhammaṃ carati pageva itarā pajā
sabbaṃ raṭṭhaṃ sukhaṃ seti rājā ce hoti dhammikoti.
Tattha gavañce taramānānanti gunnaṃ nadiṃ otarantīnaṃ. Jimhanti kuṭilaṃ vaṅkaṃ. Nenteti nāyake gahetvā gacchante gavajeṭṭhake usabhe gavajeṭṭhake puṅgave. Pageva itarā pajāti itare sattā puretarameva adhammaṃ carantīti attho. Dukkhaṃ setīti na kevalaṃ seti catūsupi iriyāpathesu dukkhameva vindati. Adhammikoti yadi rājā chandādiagatigamanavasena adhammiko hoti. Sukhaṃ setīti sace rājā agatigamanaṃ pahāya dhammiko hoti sabbaṃ raṭṭhaṃ catūsu iriyāpathesu sukhappattameva hotīti.
Rājā bodhisattassa dhammaṃ sutvā attano rājabhāvaṃ jānāpetvā bhante pubbe nigrodhapakkaṃ ahameva madhuraṃ katvā tittikaṃ akāsiṃ idāni puna madhuraṃ karissāmīti bodhisattaṃ vanditvā nagaraṃ Gantvā dhammena rajjaṃ kārento sabbaṃ paṭipākatikaṃ akāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi tāpaso pana ahamevāti.
Rājovādajātakaṃ catutthaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗