ชัมพุกชาดก
ว่าด้วยโทษที่ไม่รู้ประมาณตน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๓๘ · บรรทัด ๓๐๙๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภเหตุที่พระเทวทัตทำท่าทางอย่างพระสุคตเจ้า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหา ปวฑฺฒกาโย ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วในขึ้นหลังแล. ส่วนในชาดกนี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :- พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร พระเทวทัตเห็นพวกเธอแล้วกระทำอย่างไร พระเถระจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตนั้นเมื่อจะกระทำตามพระองค์ ให้พันในมือข้าพระองค์แล้วนอน ที่นั้น พระโกกาลิกะจึงเอาเข่าประหารพระเทวทัตนั้นที่อก พระเทวทัตนั้นกระทำตามพระองค์ ได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้. พระศาสดาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า สารีบุตร เทวทัตกระทำตามกิริยาท่าทางของเรา จึงเสวยความทุกข์ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็ได้เสวยมาแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ อยู่ในถ้ำ ณ หิมวันตประเทศ วันหนึ่ง ฆ่ากระบือแล้วกินเนื้อ ดื่มน้ำ แล้วกลับมายังถ้ำสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งพบราชสีห์นั้น เมื่อไม่อาจหลบหนี จึงนอนหมอบเมื่อราชสีห์กล่าวว่า อะไรกัน สุนัขจิ้งจอก มันจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าจักอุปัฏฐากท่าน. ราชสีห์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงมา แล้วนำสุนัขจิ้งจอกนั้นไปยังสถานที่อยู่ของตน แล้วนำเนื้อมาเลี้ยงดูมันทุกวัน ๆ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นมีร่างกายอ้วนพีเพราะกินเดนของราชสีห์วันหนึ่ง เกิดมานะขึ้นมาก มันจึงเข้าไปหาราชสีห์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าเป็นกังวลสำหรับท่านมาตลอดกาลนาน ท่านนำเนื้อมาเลี้ยงข้าพเจ้าเป็นนิจ วันนี้ ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ ข้าพเจ้าจักฆ่าช้างเชือกหนึ่งกินเนื้อมันแล้วจักนำมาเผือท่านด้วย. ราชสีห์กล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกเจ้าอย่าพอใจเรื่องฆ่าช้างนี้เลย เพราะเจ้ามิได้เกิดในกำเนิดสัตว์ที่ฆ่าช้างกินเนื้อ เราจักฆ่าช้างให้แก่เจ้า ธรรมดาช้างทั้งหลายตัวใหญ่ร่างกายสูง เจ้าอย่าสวนหน้าจับ เจ้าจงทำตามคำของเราแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก ช้างนั้นตัวใหญ่ร่างกายสูง งาก็ยาว ตัวเจ้าไม่ได้เกิดในตระกูลสัตว์ที่จะจับช้างได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา แปลว่า ใหญ่ บทว่า ปวฑฺฒกาโย ได้แก่ มีร่างกายสูงตระหง่าน. บทว่า ทีฆทาโฒความว่า ช้างนั้นมีงายาว มันจะเอางาประหารผู้เช่นเจ้าให้ถึงความสิ้นชีวิต. บทว่า ยตฺถ ความว่า เจ้ามิได้เกิดในตระกูลราชสีห์ที่จะจับช้างซับมันตัวประเสริฐ. อธิบายว่า ก็เจ้าเกิดในตระกูลสุนัขจิ้งจอก. สุนัขจิ้งจอก เมื่อราชสีห์ห้ามอยู่ ก็ขึ้นออกจากถ้ำ บันลืออย่างสุนับจิ้งจอก ๓ ครั้งว่า ฮก ๆ ๆ แล้วยืนบนยอดเขา แลดูที่เชิงเขาเห็นช้างดำเชือกหนึ่งกำลังเดินไปตามเชิงเขา จึงโดดไปหมายว่าจักตกลงบนกระพองของช้างนั้น แต่พลาดตกไปที่ใกล้เท้า. ช้างยกเท้าหน้าเหยียบลงบนกระหม่อมของสุนัขจิ้งจอกนั้น ศีรษะแตกแหลกละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. สุนัขจิ้งจอกนั้นนอนทอดถอนใจอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ช้างส่งเสียงโกญจนาทแปร๋นแปร๋นหลีกไป. พระโพธิสัตว์ไปยืนอยู่บนยอดเขา เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้นถึงความพินาศ จึงกล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกได้รับความฉิบหาย เพราะอาศัยมานะของตน แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :ผู้ใดมิใช่ราชสีห์ ยกตนเพราะสำคัญว่าเป็นราชสีห์ ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างเหยียบนอนหายใจแขม่วอยู่บนแผ่นดิน. ผู้ใดไม่รู้จักกำลังกาย กำลังความคิดและชาติสกุลของผู้มียศ เป็นคนชั้นสูง มีข้อลำล่ำสัน มีกำลังมาก ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอก ถูกช้างเหยียบนอนตายอยู่นี้. ส่วนผู้ใดใคร่ครวญก่อนแล้ว จึงทำการงาน รู้จักกำลังกายและกำลังความคิดของตนด้วยการเล่าเรียนด้วยความคิด และด้วยคำสุภาษิต ผู้นั้นย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกุพฺพติ ได้แก่ ย่อมยังตนให้แปรเปลี่ยนไป. บทว่า กุฏฺฐุว แปลว่า เหมือนสุนัขจิ้งจอก. บทว่า อนุตฺถุนํ แปลว่า ทอดถอนใจอยู่. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า สุนัขจิ้งจอกนี้ได้รับทุกขเวทนาอย่างมหันต์ นอนถอนใจอยู่บนภาคพื้นฉันใด แม้คนอื่นที่ด้วยกำลังทำการทะเลาะกับผู้มีกำลังก็ฉันนั้น ย่อมเป็นผู้เห็นปานสุนัขจิ้งจอกนั้นทีเดียว. บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ผู้มีความเป็นใหญ่. บทว่า อุตฺตมปุคฺคลสฺส ได้แก่ บุคคลผู้สูงสุดด้วยกำลังกายและกำลังญาณ. บทว่า สญฺชาตกฺขนฺธสฺส ได้แก่ มีข้อลำใหญ่ตั้งอยู่เรียบร้อย. บทว่า มหพฺพลสฺส ได้แก่ ผู้มีเรี่ยวแรงมาก. บทว่า ถามพลูปปตฺตึ ความว่า ไม่รู้กำลัง คือเรี่ยวแรง และการอุปบัติคือชาติกำเนิดเป็นราชสีห์ ของราชสีห์เห็นปานนี้ ใจความดังนี้ก็มีว่า สุนัขจิ้งจอกไม่รู้แรงกาย กำลังญาณและการอุปบัติเป็นราชสีห์. บทว่า ส เสติ ความว่า สุนัขจิ้งจอกนี้นั้นสำคัญแม้ตนว่าเป็นเช่นราชสีห์นั้น จึงถูกช้างฆ่านอนตายอยู่. บทว่า ปมาย ได้แก่ ใคร่ครวญคือ พิจารณา. บาลีว่า ปมาณา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ผู้ใดถือประมาณของตนแล้วกระทำโดยประมาณของตน. บทว่า. ถามพลํ ได้แก่ กำลังคือเรี่ยวแรง. อธิบายว่า เรี่ยวแรงทางกายและกำลังญาณดังนี้บ้างก็ได้. บทว่า ชปฺเปน ได้แก่ ด้วยการเล่าเรียน คือการศึกษา. บทว่า มนฺเตน ได้แก่ ด้วยการปรึกษากับบัณฑิตทั้งหลายอื่นแล้วจึงกระทำ. บทว่าสุภาสิเตน ได้แก่ ด้วยคำพูดอันไม่มีโทษ ประกอบด้วยคุณมีสัจจะเป็นต้น. บทว่า ปริกขวา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยการกำหนด. บทว่าโส วิปุลํ ชินาติ บุคคลใดย่อมเป็นผู้เห็นปานนั้น คือ เมื่อจะทำการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รู้เรี่ยวแรงกาย และกำลังความรู้ของตนแล้วกำหนดด้วยอำนาจการศึกษาเล่าเรียนและการปรึกษาหารือ พูดแต่คำเป็นสุภาษิตจึงกระทำ บุคคลนั้นย่อมชนะคือไม่เสื่อมประโยชน์อันไพบูลย์และมากมาย. พระโพธิสัตว์กล่าวกรรมที่ควรกระทำในโลกนี้ด้วยคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ส่วนราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชัมพุกชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๑๓–๖๑๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
jambukajātakaṃ
brahā pavaḍḍhakāyo soti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattassa sugatālayakāraṇaṃ ārabbha kathesi.
Vatthu heṭṭhā vitthāritameva. Ayaṃ panettha saṅkhepattho. Satthārā sārīputta devadatto tumhe disvā kiṃ akāsīti vutto thero āha bhante so tumhākaṃ anukaronto mama hatthe vījaniṃ datvā nipajji atha naṃ kokāliko ure jānunā paharati iti so tumhākaṃ anukaronto dukkhaṃ anubhotīti. Taṃ sutvā satthā na sārīputta devadatto idāneva mama kiriyaṃ anukaronto dukkhaṃ anubhavati pubbepi anubhosiyevāti vatvā therena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sīhayoniyaṃ nibbattitvā himavante guhāyaṃ vasamāno ekadivasaṃ mahisaṃ vadhitvā maṃsaṃ khāditvā pānīyaṃ pivitvā guhaṃ āgacchati. Eko sigālo taṃ disvā palāyituṃ asakkonto urena nipajji. Kiṃ jambukāti vutte upaṭṭhahissāmi taṃ bhaddanteti āha. Sīho tenahi ehīti taṃ attano Vasanaṭṭhānaṃ netvā divase divase maṃsaṃ āharitvā posesi. Tassa sīhavighāsena thūlasarīraṃ pattassa ekadivasaṃ māno uppajji. So sīhaṃ upasaṅkamitvā āha ahaṃ sāmi niccakālaṃ tumhākaṃ palibodho tumhe niccaṃ maṃsaṃ āharitvā maṃ posetha ajja tumhe idheva hotha ahaṃ ekaṃ vāraṇaṃ vadhitvā maṃsaṃ khāditvā tumhākampi āharissāmīti. Sīho mā te jambuka etaṃ ruci na tvaṃ vāraṇaṃ vadhitvā maṃsaṃ khādakayoniyaṃ nibbatto ahaṃ te vāraṇaṃ vadhitvā dassāmi vāraṇā nāma mahā pavaḍḍhakāyā mā vilomaṃ gaṇha mama vacanaṃ karohīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
brahā pavaḍḍhakāyo so dīghadāḍhova jambuka
na tvaṃ tamhi kule jāto yattha gaṇhanti kuñjaranti.
Tattha brahāti mahanto. Pavaḍḍhakāyoti pavaḍḍhauggatakāyo 1-. Dīghadāḍhoti dīghadanto tehi dantehi tumhādise paharitvā jīvitakkhayaṃ pāpeti. Yatthāti yasmiṃ sīhakule jātā mattavaravāraṇaṃ gaṇhanti tvaṃ tattha na jāto. Sigālakule pana jātoti attho.
Sigālo sīhe vārente guhā nikkhamitvā tikkhattuṃ hukka hukkāti sigālikaṃ naditvā pabbatakūṭe ṭhito pabbatapādaṃ olokento ekaṃ kāḷavāraṇaṃ pabbatapādena gacchantaṃ disvā ullaṅghitvā tassa kumbhe patissāmīti parivattitvā pādamūle pati. Vāraṇo purimapādaṃ ukkhipitvā tassa matthake patiṭṭhapesi. Sīsaṃ bhijjitvā
@Footnote: 1 uddhuggatakāyo. Cuṇṇavicuṇṇaṃ jātaṃ. So tattheva anutthunanto sayi. Vāraṇo koñcanādaṃ karonto pakkāmi. Bodhisatto gantvā pabbatamatthake ṭhito taṃ vināsampattaṃ disvā attano mānaṃ nissāya naṭṭho sigāloti vatvā tisso gāthā abhāsi
asīho sīhamānena yo attānaṃ vikubbati
kuṭṭhuva gajamāsajja seti bhumyā anutthunaṃ
yasassino uttamapuggalassa
sañjātakkhandhassa mahabbalassa
asamekkhiya thāmabalūpapattiṃ
sa seti nāgena hatoyaṃ jambuko
yovīdha kammaṃ kurute pamāya
thāmabalaṃ attani saṃviditvā
jappena mantena subhāsitena
parikkhavā so vipulaṃ jinātīti.
Tattha vikubbatīti parivatteti. Kuṭṭhuvāti sigālo viya. Anutthunanti nitthunanto. Idaṃ vuttaṃ hoti yathā ayaṃ kuṭṭhu mahantaṃ vedanaṃ 1- patvā anutthunanto bhūmiyaṃ seti evaṃ yo aññopi dubbalo balavatā viggahaṃ karoti sopi evarūpova hotīti. Yasassinoti issariyavato. Uttamapuggalassāti kāyabalena ñāṇabalena ca uttamapuggalassa. Sañjātakkhandhassāti
@Footnote: 1 gajaṃ. Susaṇṭhitamahākhandhassa. Mahabbalassāti mahāthāmassa. Thāmabalūpapattinti evarūpassa sīhassa thāmasaṅkhātaṃ balañceva sīhajātisaṅkhātaṃ upapattiñca ajānitvā. Kāyathāmañca ñāṇabalañca sīhupapattiñca ajānitvātipi attho. Sa setīti attānampi tena sadisaṃ maññamāno so ayaṃ jambuko nāgena hato matasayanaṃ seti. Pamāyāti paminitvā upaparikkhitvā. Pamāṇātipi pāṭho. Attano pamāṇaṃ gahetvā yo attano pamāṇena kuruteti attho. Thāmabalanti thāmasaṅkhātaṃ balaṃ. Kāyathāmañca ñāṇabalañcātipi attho. Jappenāti jappena ajjhenenāti attho. Mantenāti aññehi paṇḍitehi saddhiṃ mantetvā karaṇena. Subhāsitenāti saccādiguṇayuttena anavajjavacanena. Parikkhavāti parikkhāsampanno. So vipulaṃ jinātīti so evarūpo hoti yaṃkiñci kammaṃ kurumāno attano thāmañca balañca ñatvā jappamantavasena paricchinditvā subhāsitaṃ bhāsanto karoti so vipulañca mahantaṃ atthaṃ jināti na parihāyatīti 1-.
Evaṃ bodhisatto imāhi tīhi gāthāhi imasmiṃ loke kattabbayuttakaṃ kammaṃ kathesīti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sigālo devadatto ahosi sīho pana ahamevāti.
Jambukajātakaṃ pañcamaṃ
@Footnote: 1 parajjhati.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗