ปีฐชาดก
ว่าด้วยธรรมในสกุล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๔๖ · บรรทัด ๓๑๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น เต ปิมทายิมฺหา ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุนั้นจากชนบทไปยังพระเชตวัน เก็บบาตรจีวรถวายบังคมพระศาสดาแล้วถามสามเณรหนุ่ม ๆ ว่า อาวุโส ในนครสาวัตถี ใครอุปการะภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย พวกสามเณรหนุ่มกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านเหล่านี้ คือ อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีและวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นผู้อุปการะภิกษุสงฆ์ ดำรงอยู่ในฐานะ. เป็นบิดามารดา. ภิกษุนั้นรับคำว่าดีแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้ไปยังประตูบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แต่เช้าตรู่ ในเวลาที่ภิกษุแม้รูปเดียวยังมิได้เข้าไป. เพราะภิกษุนั้นไปยังไม่ถึงเวลา ใคร ๆ จึงไม่แลเห็น. ภิกษุนั้นไม่ได้อะไร ๆ จากที่นั้น จึงไปยังประตูเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา แม้ที่บ้านของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นเธอก็ไม่ได้อะไร ๆ เพราะไปเช้าเกินไป. ภิกษุนั้นจึงเที่ยวไปในบ้านนั้น แล้วกลับมาใหม่ ไปถึงเมื่อเขาเลี้ยงข้าวยาคูเสร็จแล้ว จึงเที่ยวไปในที่นั้น ๆ แม้อีก เมื่อเขาเลี้ยงภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงได้ไปถึง. ภิกษุนั้นจึงกลับไปยังวิหาร เที่ยวกล่าวดูหมิ่นตระกูลเหล่านั้นว่าตระกูลทั้งสองไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใสเลย แก่ภิกษุเหล่านี้บอกว่ามีศรัทธา มีความเลื่อมใส. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุชาวชนบทรูปโน้น ไปสู่ประตูของตระกูลก่อนกาลเวลา เมื่อไม่ได้ภิกษา จึงเที่ยวดูหมิ่นตระกูลทั้งหลาย. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า จึงรับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามว่า เรื่องนี้ จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุไร ? เธอจึงโกรธ ในปางก่อนครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น แม้ดาบสทั้งหลายไปสู่ประตูสกุล ไม่ได้ภิกษาก็ยังไม่โกรธเลย แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา ในกาลต่อมาได้บวชเป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศช้านาน เพื่อต้องการจะบริโภครสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปถึงนครพาราณสี อยู่ในพระราชอุทยานนั่นเองวันรุ่งขึ้น จึงเข้าไปภิกษายังพระนคร. ในกาลนั้น พาราณสีเศรษฐีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส. พระโพธิสัตว์ถามว่า เรือนของตระกูลไหนมีศรัทธา ได้ฟังว่า เรือนของเศรษฐีจึงได้ไปยังประตูเรือนของเศรษฐี. ขณะนั้นเศรษฐีไปเฝ้าพระราชาแล้ว ฝ่ายคนทั้งหลายก็ไม่เห็นพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์จึงได้กลับไป. ลำดับนั้น เศรษฐีนั้นกำลังออกจากราชสกุลได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงไหว้แล้วรับเอาภาชนะภิกษานำไปเรือน นิมนต์ให้นั่งแล้วให้อิ่มหนำสำราญด้วยการล้างเท้า การทาน้ำมัน ข้าวยาคู และของควรเคี้ยวเป็นต้น ในระหว่างภัต ไม่ถามเหตุอะไร ๆ พอพระโพธิสัตว์กระทำภัตตกิจแล้วจึงไหว้ ไปนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยาจกหรือสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม ชื่อว่า ผู้มายิ่งประตูเรือนของข้าพเจ้าแล้ว ขึ้นชื่อว่าไม่เคยได้สักการะและสัมมานะแล้วไปเสียย่อมไม่มี แต่วันนี้ ท่านไม่ได้ที่นั่ง น้ำดื่ม การล้างเท้า หรือข้าวยาคูและภัตเลยไปแล้ว เพราะเด็ก ๆ ของข้าพเจ้าไม่เห็นท่าน นี้เป็นโทษของข้าพเจ้า ท่านควรอดโทษนั้นแก่ข้าพเจ้า. แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ตั้ง น้ำดื่ม และโภชนาหารแก่ท่าน ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีจงอดโทษแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นโทษอยู่อย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เต ปีมทายิมฺหา ความว่าข้าพเจ้าไม่ได้ให้แม้ตั่งแก่ท่าน. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :อาตมภาพมิได้เกาะเกี่ยวอะไรเลย ไม่ได้นึกโกรธเคืองเลย แม้ความไม่ชอบใจอะไร ๆ ของอาตมภาพก็ไม่มีเลย ที่จริงอาตมภาพยังมีความคาคคะเนอยู่ในใจว่าธรรมของสกุลนี้จักเป็นเช่นนี้แน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนวาภิสชฺชามิ ความว่า อาตมภาพมิได้ข้องใจเลย. บทว่า เอตาทิโส ความว่า อาตมภาพเกิดความวิตกในใจอย่างนี้ว่า สภาวะของสกุลนี้เป็นเช่นนี้เเน่ คือ นี้จักเป็นวงศ์ของทายก. เศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ที่นั่ง น้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้าทุกอย่างนี้ข้าพเจ้าให้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นธรรมในสกุล เนื่องมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ. ข้าพเจ้าบำรุงสมณพราหมณ์โดยเคารพดุจญาติผู้สูงสุด นี้เป็นธรรมในสกุล เนื่องมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวะ. บทว่าปิตุปิตามโห ความว่า เป็นของมีอยู่แห่งบิดามารดาและปู่ ย่า ตายาย. บทว่า อุทกํ ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า. บทว่า มชฺชํ ได้แก่น้ำมันสำหรับทาเท้า. บทว่า สพฺเพตํ แยกศัพท์ออกเป็น สพฺพํ เอตํ. นิป อักษร ใน บทว่า นิปทามเส นี้ เป็นอุปสรรค. อธิบายว่า ทามเส แปลว่า ให้. ท่านอธิบายว่า ข้าพเจ้าย่อมให้. ด้วยบทว่า นิปทามเส นี้ ท่านแสดงความว่า วงศ์ของข้าพเจ้าเป็นวงศ์ของผู้ให้สืบมาชั่วเจ็ดสกุล. บทว่า อุตฺตมํ วิย าตกํ ความว่าข้าพเจ้าเห็นสมณะหรือพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม ย่อมบำรุงด้วยความเคารพคือด้วยมือของตน เหมือนบำรุงมารดาและบิดาฉะนั้น. ก็พระโพธิสัตว์อยู่ในที่นั้นแสดงธรรมแก่พาราณสีเศรษฐีอยู่๒-๓ วัน แล้วกลับไปยังหิมวันตประเทศตามเดิม ได้ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วประกาศสัจจะทรงประชุมชาดกว่า. ในเวลาจบสัจจะภิกษุนั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พาราณสีเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปีฐชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๒๗–๖๓๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
pīṭhajātakaṃ
na te pīṭhamadāyimhāti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira janapadato jetavanaṃ gantvā pattacīvaraṃ paṭisāmetvā satthāraṃ vanditvā sāmaṇeradahare pucchi āvuso sāvatthiyaṃ āgantukabhikkhūnaṃ ko upakārakoti. Āvuso anāthapiṇḍiko nāma mahāseṭṭhī visākhā nāma mahāupāsikā ete bhikkhusaṅghassa upakārakā mātāpituṭṭhāniyāti. So sādhūti punadivase pātova ekabhikkhussāpi apaviṭṭhakāle anāthapiṇḍikassa gharadvāraṃ agamāsi. Avelāya gatattā koci na olokesi. So tato kiñci alabhitvā visākhāya gharadvāraṃ gato. Tatrāpi atipātova gatattā kiñci na labhati.
@Footnote: 1 kiṃ nipphattimevassa. So tattha tattha vicaritvā punāgacchanto yāguyā niṭṭhitāya gato. Punapi tattha tattha vicaritvā bhatte niṭṭhite gato. So vihāraṃ gantvā dvepi kulāni assaddhāni appasannāneva ime bhikkhū pana saddhāni pasannānīti kathentīti tāni kulāni paribhavanto carati. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asuko kira jānapado bhikkhu atikālasseva kuladvāraṃ gato bhikkhaṃ alabhanto kulāni paribhavanto caratīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte taṃ bhikkhuṃ pakkosāpetvā saccaṃ kirāti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte kasmā tvaṃ bhikkhu kujjhasi pubbe anuppannepi buddhe tāpasāpi tāva kuladvāraṃ gantvā bhikkhaṃ alabhitvā na kujjhiṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā aparabhāge tāpasapabbajjaṃ pabbajitvā himavante ciraṃ vasitvā loṇambilasevanatthāya bārāṇasiṃ patvā rājuyyāneyeva vasitvā punadivase nagaraṃ bhikkhāya pāvisi. Tadā bārāṇasīseṭṭhī saddho hoti pasanno. Bodhisatto kataraṃ kulagharaṃ saddhanti pucchitvā seṭṭhigharanti sutvā seṭṭhino gharadvāraṃ agamāsi. Tasmiṃ khaṇe seṭṭhī rājupaṭṭhānaṃ gato. Manussāpi naṃ na passiṃsu. So nivattitvā gacchati. Atha naṃ so seṭṭhī rājakulā nikkhamanto Disvā vanditvā bhikkhābhājanaṃ gahetvā gharaṃ netvā nisīdāpetvā pādadhovanamakkhanayāgukhajjakādīhi santappetvā antarābhatte kiñci kāraṇaṃ apucchitvā 1- katabhattakiccaṃ vanditvā ekamantaṃ nisinno bhante amhākaṃ gharadvāraṃ āgatā nāma yācakā vā dhammikasamaṇabrāhmaṇā vā sakkārasammānaṃ alabhitvā gatapubbā nāma natthi tumhe pana ajja amhākaṃ dārakehi adiṭṭhattā āsanaṃ vā pānīyaṃ vā pādadhovanaṃ vā yāgubhattaṃ vā alabhitvāva gatā ayaṃ amhākaṃ doso taṃ no khamituṃ vaṭṭatīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
na te pīṭhamadāyimhā na pānaṃ napi bhojanaṃ
brahmacārī khamassu me evaṃ passāma accayanti.
Tattha na te pīṭhamadāyimhāti pīṭhampi te na dāpayimhā.
Taṃ sutvā bodhisatto dutiyaṃ gāthamāha
nevābhisajjāmi na cāpi kuppe
na cāpī me appiyamāsi kiñci
athopi me āsi manovitakko
etādiso nūna kulesu dhammoti.
Tattha nevābhisajjāmīti neva laggāmi. Etādisoti imassa kulassa etādiso nūna sabhāvo dāyakavaṃso 2- esa bhavissatīti evaṃ me manovitakko uppanno.
Taṃ sutvā seṭṭhī dve gāthā abhāsi
@Footnote: 1 pucchitvā . 2 adāyakavaṃso.
Esamhākaṃ kule dhammo pitupitāmaho sadā
āsanaṃ udakaṃ majjaṃ 1- sabbetaṃ nipadāmase
esamhākaṃ kule dhammo pitupitāmaho sadā
sakkaccaṃ upatiṭṭhāma 2- uttamaṃ viya ñātakanti.
Tattha dhammoti sabhāvo. Pitupitāmahoti pitūnañca pitāmahānañca santako. Udakanti pādadhovanaudakaṃ. Majjanti pādamakkhanaṃ telaṃ. Sabbetanti sabbaṃ etaṃ. Nipadāmaseti nipakārā upasaggā. Dāmaseti attho. Dadāmāti vuttaṃ hoti. Iminā yāva sattamā kulaparivaṭṭā dāyakavaṃso amhākaṃ vaṃsoti dasseti. Uttamaṃ viya ñātakanti mātaraṃ viya pitaraṃ viya ca mayaṃ dhammikaṃ samaṇaṃ vā brāhmaṇaṃ vā disvā sakkaccaṃ sahatthena upaṭṭhahāmāti attho.
Bodhisatto pana katipāhaṃ bārāṇasīseṭṭhino dhammaṃ desento tattha vasitvā puna himavantameva gantvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā bārāṇasīseṭṭhī ānando ahosi. Tāpaso pana ahamevāti.
Pīṭhajātakaṃ sattamaṃ
@Footnote: 1 pajjaṃ . 2 sakkacca taṃ upaṭṭhahāma.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗