ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ถุสชาดก
ชาดกที่ ๓๓๘ · จตุกกนิบาตชาดก · โกกิลวรรค

ถุสชาดก

ว่าด้วยรู้จักแกลบหรือข้าวสารในที่มืด

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๕๐ · บรรทัด ๓๑๓๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากถุสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิทิตํ ถุสํ ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดานั้น พระมารดาของเธอผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลเกิดแพ้พระครรภ์ อยากดื่มพระโลหิตในพระขาณุข้างขวาของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นอาการแรงกล้า. พระนางถูกนางสนมผู้รับใช้ทูลถามจึงบอกความนั้นแก่นางสนมเหล่านั้น. ฝ่ายพระราชาได้ทรงสดับแล้วรับสั่งให้เรียกโหรผู้ทำนายนิมิตมาแล้วตรัสถามว่า เขาว่าพระเทวีทรงเกิดการแพ้พระครรภ์เห็นปานนี้ ความสำเร็จของพระนางจะเป็นอย่างไร ? พวกโหรผู้ทำนายนิมิตกราบทูลว่า สัตว์ผู้อุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี จักปลงพระชนม์พระองค์แล้วยึดราชสมบัติ. พระราชาตรัสว่า บุตรของเราจักฆ่าเราแล้วยึดราชสมบัติ ในข้อนั้น จะมีโทษอะไร แล้วทรงเฉือนพระชานุข้างขวาด้วยพระแสงมืด เอาจานทองรองรับพระโลหิตแล้วประทานให้พระเทวีดื่ม พระเทวีนั้นทรงดำริว่าถ้าโอรสผู้เกิดในครรภ์ของเราจักปลงพระชนม์พระบิดาไซร้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระโอรสนั้น พระนางจึงให้รีดพระครรภ์ เพื่อให้ครรภ์ตกไป. พระราชาทรงทราบจึงรับสั่งให้เรียกพระเทวีนั้นมาแล้วตรัสว่า นางผู้เจริญ นัยว่าบุตรของเราจักฆ่าเราแล้วยึดราชสมบัติก็เราจะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ เธอจงให้เราเห็นหน้าลูกเถิด จำเดิมแต่นี้ไป เธออย่าได้กระทำกรรมเห็นปานนี้. จำเดิมแต่นั้น พระเทวีเสด็จไปพระราชอุทยานแล้วให้รีดครรภ์. พระราชาได้ทรงทราบ จึงทรงห้ามเสด็จไปพระราชอุทยาน จำเดิมแต่กาลนั้น. พระเทวีทรงมีพระครรภ์ครบบริบูรณ์แล้วประสูติพระโอรส. ก็ในวันขนานนามพระโอรสนั้น เขาขนานพระนามว่า อชาตศัตรูกุมาร เพราะเป็นศัตรูต่อพระบิดาตั้งแต่ยังไม่ประสูติ. เมื่ออชาตศัตรูกุมารนั้นทรงเจริญเติบโตอยู่ด้วยกุมารบริหาร วันหนึ่ง พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เสด็จไปนิเวศน์ของพระราชาแล้วประทับนั่งอยู่. พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยของเคี้ยวและของฉันอันประณีตทรงนมัสการแล้วประทับนั่งสดับธรรมอยู่. ขณะนั้น พระพี่เลี้ยงแต่งองค์พระกุมารแล้วได้ถวายพระราชา. พระราชาทรงรับพระโอรสด้วยพระสิเนหาเป็นกำลัง ให้นั่งบนพระเพลาทรงปลาบปลื้มอยู่เฉพาะพระโอรส ด้วยความรักในพระโอรส มิได้ทรงสดับพระธรรม. พระศาสดาทรงทราบความประมาทของพระราชา จึงตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาทั้งหลายในครั้งก่อน ทรงระแวงพระโอรสทั้งหลาย ถึงกับให้กระทำไว้ในที่อันมิดชิดให้ขัง แล้วตรัสสั่งไว้ว่า เมื่อเราล่วงไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงนำออกมาให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ อันพระราชาทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลาสอนศิลปะ พวกราชกุมารและพราหมณกุมารเป็นจำนวนมาก. พระโอรสของพระราชาในนครพาราณสี เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิ์สัตว์นั้นในเวลาพระองค์มีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาเรียนไตรเพท และศิลปะทุกอย่าง เป็นผู้มีศิลปะครบบริบูรณ์แล้ว. จึงตรัสลาอาจารย์. อาจารย์จึงตรวจดูพระราชกุมารนั้น ด้วยวิชาดูอวัยวะ. แล้วคิดว่า อันตรายเพราะอาศัยพระโอรสจะปรากฏแก่พระราชกุมารนี้ เราจะปัดเป่าอันตรายนั้นไปเสียด้วยอานุภาพของตน จึงได้ผูกคาถาขึ้น ๔ คาถาถวายแก่พระราชกุมาร ก็แหละเมื่อให้คาถาอย่างนี้แล้ว จึงกำชับพระราชกุมารนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ในเวลาโอรสของเจ้ามีชนมายุ ๑๖ พรรษา เมื่อจะเสวยพระกระยาหาร พึงกล่าวคาถาที่หนึ่ง ในเวลามีการเข้าเฝ้าเป็นการใหญ่ พึงกล่าวคาถาที่ ๒ เมื่อเสด็จขึ้นปราสาทประทับยืนที่หัวบันได พึงกล่าวคาถาที่ ๓ เมื่อเสด็จเข้าห้องบรรทมประทับยืนที่ธรณีประตู พึงกล่าวคาถาที่ ๔ พระราชกุมารนั้นรับคำ จึงไหว้อาจารย์แล้วไป ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราชเมื่อพระบิดาล่วงไปจึงดำรงอยู่ในราชสมบัติ. พระโอรสของท้าวเธอในเวลามีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ได้เห็นสิริสมบัติของพระราชาผู้เสด็จออกเพื่อประโยชน์แก่กิจมีกีฬาในพระราชอุทยานเป็นต้น มีความประสงค์จะปลงพระชนม์พระบิดาแล้ว ยึดครองราชสมบัติจึงตรัสแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงของพระองค์. พวกผู้ปฏิบัติบำรุงเหล่านั้นพากันทูลว่า ดีแล้ว ขอเดชะ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่ที่ได้ในตอนแก่ ควรจะปลงพระชนม์พระราชาเสียด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยึดครองราชสมบัติ. พระกุมารคิดว่า เราจะให้พระราชบิดาเสวยยาพิษสวรรคต เมื่อจะเสวยพระกระยาหารเย็นกับพระราชบิดาจึงถือยาพิษประทับนั่งอยู่. เมื่อพระกระยาหารในภาชนะกระยาหารยังไม่มีใครถูกต้องเลย พระราชาได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :แกลบปรากฏโดยความเป็นแกลบแก่หนูทั้งหลาย และข้าวสารก็ปรากฏโดยความเป็นข้าวสารแก่พวกมัน แม้ในที่มืด พวกมันก็เว้นแกลบเสียกินแข้าวสาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิทิตํ ความว่า ในที่มืดแม้มีฝนดำแกลบก็แจ่งแจ้งปรากฏโดยความเป็นแกลบ ข้าวสารก็แจ่มแจ้งปรากฏโดยความเป็นข้าวสาร แก่หนูทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส ( ลิงค์เคลื่อนคลาดตามหลักไวยากรณ์) ว่า ถุสํ คณฺฑุลํ บทว่า ขาทเร ความว่า หนูทั้งหลายเว้นแกลบกินแต่ข้าวสารเท่านั้น. ท่านกล่าวอธิบายต่อไปว่า ลำดับนั้น พระกุมารคิดว่า แม้ในที่มืดแกลบก็ปรากฏโดยความเป็นแกลบ ข้าวสารปรากฏโดยความเป็นข้าวสาร แก่หนูทั้งหลาย พวกมันเว้นแกลบกินแต่ข้าวสาร ฉันใด ความที่เรานั่งกุมยาพิษร้ายก็ปรากฏ ฉันนั้นเหมือนกัน. พระกุมารดำริว่า พระบิดารู้เราแล้ว จึงทรงกลัว ไม่อาจใส่ยาพิษในภาชนะพระกระยาหาร ลุกขึ้นถวายบังคมพระราชาแล้วเสด็จไป. พระกุมารจึงไปบอกเรื่องนั้นแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงของพระองค์แล้วตรัสถามว่า วันนี้ พระราชบิดารู้เราเสียก่อน บัดนี้ พวกเราจักปลงพระชนม์อย่างไร ? ตั้งแต่นั้น พวกผู้ปฏิบัติบำรุงเหล่านั้นจึงหลบซ่อนอยู่ในพระราชอุทยานกระซิบหารือกัน ตกลงว่า มีอุบายอย่างหนึ่ง จึงกำหนดลงว่า ในเวลาเสด็จไปสู่ที่เฝ้าครั้งใหญ่ ๆ ผูกสอดพระแสงขรรค์ประสงค์ประทับยืนในระหว่างพวกอำมาตย์ พอรู้ว่าพระราชาเผลอ จึงเอาพระแสงขรรค์ประหารให้สิ้นพระชนม์ ย่อมควร. พระกุมารรับว่าได้ แล้วผูกสอดพระแสงขรรค์แล้วเสด็จไปคอยมองหาโอกาสที่จะประหารพระราชาอยู่รอบด้าน. ขณะนั้น พระราชาได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :การปรึกษากันในป่าก็ดี การพูดกระซิบกันในบ้านก็ดี และการคิดหาโอกาสฆ่าเราในบัดนี้ก็ดี เรารู้หมดแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺสฺมึ ได้แก่ ในพระราชอุทยาน. บทว่า นิกณฺณิกา ได้แก่ ปรึกษากันใกล้ ๆ หู. บทว่า ยญฺเจตํ อิติ จินฺตี จ ได้แก่ การแสวงหาโอกาสฆ่าเราในบัดนี้นั้นก็ดี. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อกุมาร การที่ท่านกระซิบกระซาบปรึกษากันทั้งในอุทยานและในบ้าน และเหตุแห่งความคิดว่าเพื่อต้องการฆ่าเราในบัดนี้นั้นก็ดี เรารู้หมดแล้ว. พระกุมารคิดว่า พระบิดารู้ว่าเราเป็นศัตรู จึงหนีไปบอกแก่พวกปฏิบัติบำรุง ๆ ทำเวลาให้ผ่านพ้น ๗-๘ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร พระบิดาย่อมไม่รู้ว่าพระองค์เป็นศัตรู พระองค์ได้สำคัญไปอย่างนั้น เพราะการคิดคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดานั้นเถิด. วันหนึ่ง พระกุมารนั้นถือพระแสงขรรค์แล้วได้ยืนอยู่ที่ประตูห้อง ใกล้หัวบันได. ครั้งนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่หัวบันได ตรัสคาถาที่ ๓ :ได้ยินว่า ลิงตัวที่เป็นพ่อเอาฟันกัดผลคือภาวะแห่งบุรุษของลูกที่เกิดตามสภาวะเสียงแต่ยังเยาว์ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ ตามสภาวะ. บทว่า ปุตฺตสฺส ปิตา ได้แก่ ลิงตัวที่เป็นพ่อของลูก คือลูกลิง. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ลิงที่เกิดในป่ารังเกียจการบริหารฝูงของตนเอาฟันกัดผลของลูกลิงเฉพาะตัวที่เป็นหนุ่ม ทำปุริสภาวะให้พินาศไปฉันใดเราเพิกถอนผลเป็นต้นแม้ของท่าน ผู้ประสงค์ราชสมบัติเกินไปจักทำปุริสภาจะให้พินาศไปฉันนั้น. พระกุมารคิดว่า พระบิดาประสงค์จะให้จับเรา จึงตกพระทัยกลัวเสด็จหนีไปบอกแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงว่า พระบิดาทรงคุกคามเราคนเหล่านั้น เมื่อล่วงเวลาไปประมาณกึ่งเดือน จึงทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร ถ้าพระราชาพึงทรงทราบเหตุการณ์นั้น จะไม่พึงอดกลั้นอยู่ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ พระองค์ตรัสโดยการคิดคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระราชานั้นเสียเถิด. วันหนึ่งพระกุมารนั้นถือพระขรรค์เสด็จเข้าไปยังพระที่สิริไสยาส ในปราสาทชั้นบนแล้วนอนอยู่ในใต้บัลลังก์ ด้วยหวังใจว่า จักประหารพระราชบิดาเมื่อเสด็จมาถึงทันที. พระราชาเสวยพระกระยาหารเย็นแล้วส่งชนบริวารกลับไป ทรงดำริว่าจักบรรทมจึงเสด็จเข้าห้องบรรทมอันประกอบด้วยสิริ ประทับยืนที่ธรณีประตูแล้วตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :การที่เจ้าดิ้นรนอยู่เหมือนแพะตาบอดในไร่ผักกาดก็ดี นอนอยู่ภายใต้นี้ก็ดี เรารู้หมดสิ้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสปฺปสิ ได้แก่ ได้อยู่ทางโน้นทางนี้ เพราะกลัว. บทว่า สาสเป แปลว่า ในไร่ผักกาด. บทว่า โยปายํ ตัดเป็น โยปิ อยํ. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า เจ้าดิ้นรนไปทางโน้นทางนี้ เพราะความกลัว เหมือนแพะตาบอดที่เข้าไปยังดงผักกาด คือ ครั้งที่ ๑ เจ้าถือเอายาพิษมา ครั้งที่ ๒ ประสงค์จะประหารด้วยพระขรรค์จึงมา ครั้งที่ ๓ ได้ถือพระขรรค์มายืนที่หัวบันได และบัดนี้ เจ้าคิดว่าจักประหารพระราชานั้น จึงมานอนอยู่ใต้ที่นอนทั้งหมดนั้น เรารู้อยู่ บัดนี้จะไม่ละเจ้าไว้ จักจับเจ้าลงราชอาญา พระราชานั้นถึงจะไม่ทรงทราบอย่างนั้น แต่คาถานั้น ๆ ก็ส่องความนั้น ๆ. พระกุมารคิดว่า พระราชบิดาทรงทราบเราแล้ว บัดนี้ จักทรงทำเราให้พินาศ จึงตกพระทัยกลัว จึงออกมาจากใต้พระที่บรรทมทิ้งพระขรรค์ ณ ที่ใกล้พระบาทพระราชานั่นเอง หมอบลงที่ใกล้บาทมูลกราบทูลขอโทษว่า ขอเดชะ ๆ พระราชบิดาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉันเถิด. พระราชาทรงขู่พระกุมารนั้นว่า เจ้าคิดว่า ใคร ๆจะไม่รู้การกระทำของเรา แล้วรับสั่งให้จองจำด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวน แล้วให้ส่งเข้าเรือนจำตั้งการอารักขาไว้. ในกาลนั้น พระราชาทรงสำนึกได้ถึงคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์. ต่อมา พระราชานั้นเสด็จสวรรคต พวกอำมาตย์ราชเสวกกระทำการถวายพระเพลิงพระศพของท้าวเธอแล้ว จึงนำพระกุมารออกจากเรือนจำ ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงตรัสเหตุนี้ว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระราชาในครั้งก่อนทรงรังเกียจเหตุที่ควรรังเกียจอย่างนี้ แม้พระองค์จะทรงตรัสอย่างนี้ พระราชาก็มิได้ทรงกำหนดไม่รู้สึกพระองค์ พระศาสดาทรงประชุมชาดกว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาถุสชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๓๓–๖๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ถุสชาตกํ

วิทิตํ ถุสนฺติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อชาตสตฺตุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ กิร มาตุ กุจฺฉิคเต ตสฺส มาตุ โกสลราชธีตาย พิมฺพิสารรญฺโญ ทกฺขิณชนฺนุโลหิตปิวนโทหโฬ อุปฺปชฺชิตฺวา ถทฺโธ อโหสิ ฯ สา ปริจาริกาหิ ปุจฺฉิตา ตาสํ ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ราชาปิ สุตฺวา เนมิตฺตเก ปกฺโกสาเปตฺวา เทวิยา กิร เอวรูโป โทหโฬ อุปฺปนฺโน ตสฺสา กา นิปฺผตฺตีติ ปุจฺฉิ ฯ เนมิตฺตกา เทวิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺตสตฺโต ตุมฺเห มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหิสฺสติ อาหํสุ ฯ ราชา สเจ มม ปุตฺโต มํ มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหิสฺสติ โก เอตฺถ โทโสติ ทกฺขิณชนฺนุํ สตฺเถน ผาเลตฺวา โลหิตกํ สุวณฺณตฏฺฏเกน คเหตฺวา ทาเปตฺวา เทวึ ปาเยสิ ฯ สา จินฺเตสิ สเจ มม กุจฺฉิยํ นิพฺพตฺโต ปุตฺโต ปิตรํ มาเรสฺสติ กึ เม เตนาติ ฯ สา คพฺภปาตนตฺถํ กุจฺฉึ มทฺทาเปสิ ฯ ราชา ญตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ภทฺเท มยฺหํ กิร ปุตฺโต มํ มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหิสฺสติ น โข ปนาหํ อชรามโร ปุตฺตมุขํ เม ปสฺสิตุํ เทหิ มา อิโต ปภูติ เอวรูปํ กมฺมํ อกาสีติ อาห ฯ สา ตโต ปฏฺฐาย อุยฺยานํ คนฺตฺวา กุจฺฉึ มทฺทาเปสิ ฯ ราชา ญตฺวา ตโต ปฏฺฐาย อุยฺยานคมนํ วาเรสิ ฯ สา ปริปุณฺณคพฺภา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ นามคฺคหณทิวเส จสฺส อชาตสฺเสว ปิตุ สตฺตุภาวโต อชาตสตฺตุกุมาโรเตฺวว นามํ อกํสุ ฯ ตสฺมึ กุมารปริหาเรน วฑฺฒนฺเต สตฺถา เอกทิวสํ ปญฺจสตภิกฺขุปริวุโต รญฺโญ นิเวสนํ คนฺตฺวา นิสีทิ ฯ ราชา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวิสิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ธมฺมํ สุณนฺโต นิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ กุมารํ มณฺเฑตฺวา รญฺโญ อทํสุ ฯ ราชา พลวสิเนเหน ปุตฺตํ คเหตฺวา อูรุมฺหิ นิสีทาเปตฺวา ปุตฺตเปเมน ปุตฺตเมว มมายนฺโต ธมฺมํ น สุณาติ ฯ สตฺถา ตสฺส ปมาทํ ญตฺวา มหาราช ปุพฺเพ ราชาโน ปุตฺเต อาสงฺกยมานา ปฏิจฺฉนฺเน กาเรตฺวา อมฺหากํ อจฺจเยน นีหริตฺวา รชฺเช ปติฏฺฐาเปยฺยาถาติ อาณาเปสุนฺติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺขาจริโย หุตฺวา พหู ราชกุมาเร จ พฺราหฺมณกุมาเร จ สิปฺปํ วาเจสิ ฯ พาราณสิยํ รญฺโญ ปุตฺโต โสฬสวสฺสิกกาเล ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตโย เวเท จ สพฺพสิปฺปานิ จ อุคฺคณฺหิตฺวา ปริปุณฺณสิปฺโป อาจริยํ อาปุจฺฉิ ฯ อาจริโย องฺควิชฺชาย วเสน ตํ โอโลเกนฺโต อิมสฺส ปุตฺตํ นิสฺสาย อนฺตราโย ปญฺญายติ ตมหํ อตฺตโน อานุภาเวน หริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา จตสฺโส คาถา พนฺธิตฺวา ราชกุมารสฺส อทาสิ เอวญฺจ ปน ตํ วเทหิ ตาต ปฐมํ คาถํ รชฺเช ปติฏฺฐาย ตว ปุตฺตสฺส โสฬสวสฺสิกกาเล ภตฺตํ ภุญฺชนฺโต วเทยฺยาสิ ทุติยํ มหาอุปฏฺฐานกาเล ตติยํ ปาสาทํ อภิรูหมาโน โสปาณสีเส ฐตฺวา จตุตฺถํ สยนคพฺภํ ปวิสนฺโต อุมฺมาเร ฐตฺวาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อาจริยํ วนฺทิตฺวา คโต อุปรชฺเช ปติฏฺฐาย ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาสิ ฯ ตสฺส ปุตฺโต โสฬสวสฺสิกกาเล รญฺโญ อุยฺยานกีฬาทีนํ อตฺถาย นิกฺขมนฺตสฺส สิริวิภวํ ทิสฺวา ปิตรํ มาเรตฺวา รชฺชํ คเหตุกาโม หุตฺวา อตฺตโน อุปฏฺฐากานํ กเถสิ ฯ เต สาธุ เทว มหลฺลกกาเล ลทฺเธน อิสฺสริเยน โก อตฺโถ เยนเกนจิ อุปาเยน ราชานํ มาราเปตฺวา รชฺชํ คณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ วทึสุ ฯ กุมาโร วิสํ ขาทาเปตฺวา มาเรสฺสามีติ ปิตรา สทฺธึ สายมาสํ ภุญฺชนฺโต วิสํ คเหตฺวา นิสีทิ ฯ ราชา ภตฺตปาติยํ ภตฺเต อจฺฉุปนฺเตเยว ๑- ปฐมํ คาถมาห

วิทิตํ ถุสํ อุนฺทุรานํ วิทิตํ ปน ตณฺฑุลํ

ถุสํ ถุสํ วิวชฺชิตฺวา ตณฺฑุลํ ปน ขาทเรติ ฯ

ตตฺถ วิทิตนฺติ กาฬวทฺทเลปิ อนฺธกาเร อุนฺทุรานํ ถุโส ถุสภาเวน ตณฺฑุโล จ ตณฺฑุลภาเวน วิทิโต ปากโฏเยว ฯ อิธ ปน ลิงฺควิปลฺลาสวเสน ถุสํ ตณฺฑุลนฺติ วุตฺตํ ฯ ขาทเรติ ถุสํ วชฺเชตฺวา ตณฺฑุลเมว ขาทนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ

ตโต กุมาโร จินฺเตสิ ยถา อุนฺทุรานํ อนฺธกาเลปิ ถุโส ถุสภาเวน ตณฺฑุโล จ ตณฺฑุลภาเวน ปากโฏ เต ถุสํ วชฺเชตฺวา ตณฺฑุลเมว ขาทนฺติ เอวเมว มม มหาวิสํ คเหตฺวา นิสินฺนภาโว ปากโฏติ ฯ กุมาโร ญาโตมฺหีติ ภีโต ภตฺตปาติยํ วิสํ ปาเตตุํ

@เชิงอรรถ: ๑ อารทฺเธเยว ฯ อวิสหิตฺวา อุฏฺฐาย ราชานํ วนฺทิตฺวา คโต ฯ โส ตมตฺถํ อตฺตโน อุปฏฺฐากานํ อาโรเจตฺวา อชฺช ตาวมฺหิ ญาโต อิทานิ กถํ มาเรสฺสามาติ ปุจฺฉิ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย อุยฺยาเน ปฏิจฺฉนฺนา หุตฺวา นิกณฺณิกวเสน มนฺตยมานา อตฺเถโก อุปาโยติ ขคฺคํ สนฺนยฺหิตฺวา มหาอุปฏฺฐานคตกาเล อมจฺจานํ อนฺตเร ฐตฺวา รญฺโญ ปมาทภาวํ ญตฺวา ขคฺเคน ปหริตฺวา มาเรตุํ วฏฺฏตีติ ววฏฺฐเปสุํ ฯ กุมาโร สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา มหาอุปฏฺฐานกาเล สนฺนทฺธขคฺโค คนฺตฺวา อิโตจิโต จ รญฺโญ ปหรโณกาสํ อุปธาเรติ ฯ ตสฺมึ ขเณ ราชา ทุติยํ คาถมาห

ยา มนฺตนา อรญฺญสฺมึ ยา จ คาเม นิกณฺณิกา

ยญฺเจตํ อิติ จินฺตี ๑- จ เอตมฺปิ วิทิตํ มยาติ ฯ

ตตฺถ อรญฺญสฺมินฺติ อุยฺยาเน ฯ นิกณฺณิกาติ กณฺณมูเล สมฺมนฺตนา ฯ ยญฺเจตํ อิติ จินฺตี จาติ ยญฺจ เอตํ อิทานิ มม ปหรโณกาสปริเยสนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต กุมาร ยา เอสา ตว อตฺตโน อุปฏฺฐาเกหิ สทฺธึ อุยฺยาเน จ คาเม จ นิกณฺณิกา มนฺตนา ยญฺเจตํ อิทานิ มม ปหรณตฺถาย อิติ จินฺตีการณํ เอตมฺปิ สพฺพํ มยา ญาตนฺติ ฯ

กุมาโร ชานาติ เม เวริภาวํ ปิตาติ ปลายิตฺวา อุปฏฺฐากานํ อาโรเจสิ ฯ เต สตฺตฏฺฐทิวเส อติกฺกมิตฺวา กุมาร น เต ปิตา เวริภาวํ ชานาติ ตกฺกมนฺเตน ๒- ตฺวํ เอวํสญฺญี อโหสิ มาเรหิ

@เชิงอรรถ: ๑ อิติ จีติ จ ฯ ๒ ตกุกมตฺเตน ฯ นนฺติ วทึสุ ฯ โส เอกทิวสํ ขคฺคํ คเหตฺวา โสปาณมตฺถเก คพฺภทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ อถ ราชา โสปาณมตฺถเก ฐิโต ตติยํ คาถมาห

ธมฺเมน กิร ชาตสฺส ปิตา ปุตฺตสฺส มกฺกโฏ

ทหรสฺเสว สนฺตสฺส ทนฺเตหิ ผลมจฺฉิทาติ ฯ

ตตฺถ ธมฺเมนาติ สภาเวน ฯ ปุตฺตสฺส มกฺกโฏติ ปิตา มกฺกโฏ ปุตฺตสฺส มกฺกฏโปตกสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา อรญฺเญ ชาตมกฺกโฏ อตฺตโน ยูถปริหรณํ อาสงฺกนฺโต ตรุณสฺเสว มกฺกฏโปตกสฺส ทนฺเตหิ ผลํ ฉินฺทิตฺวา ปุริสภาวํ นาเสติ ตถา ตวปิ อติรชฺชกามสฺส ผลาทีนิ อุปฺปาฏาเปตฺวา ปุริสภาวํ นาเสสฺสามีติ ฯ

กุมาโร คณฺหาเปตุกาโม มํ ปิตาติ ภีโต ปลายิตฺวา ปิตรามฺหิ สนฺตชฺชิโตติ อุปฏฺฐากานํ อาโรเจสิ ฯ เต อฑฺฒมาสมตฺเต วีติวตฺเต กุมาร สเจ ตํ ราชา ชาเนยฺย เอตฺตกํ กาลํ นาธิวาเสยฺย ตกฺกมนฺเตน ตยา กถิตํ มาเรหิ นนฺติ วทึสุ ฯ โส เอกทิวสํ ขคฺคํ คเหตฺวา อุปริปาสาเท สิริสยนํ ปวิสิตฺวา อาคจฺฉนฺตเมว นํ ปหริสฺสามีติ เหฏฺฐาปลฺลงฺเก นิปชฺชิ ฯ ราชา ภุตฺตสายมาโส ปริชนํ อุยฺโยเชตฺวา นิปชฺชิสฺสามีติ สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อุมฺมาเร ฐตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

ยเมตํ ปริสปฺปสิ อชกาโณว สาสเป

โยปายํ เหฏฺฐโต เสติ เอตมฺปิ วิทิตํ มยาติ ฯ

ตตฺถ ปริสปฺปสีติ ภเยน อิโตจิโต จ อโหสิ ฯ สาสเปติ สาสปกฺเขตฺเต ฯ โยปายนฺติ โยปิ อยํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยมฺปิ เอตํ ตฺวํ สาสปวนํ ปวิฏฺฐกาณเอฬโก วิย ภเยน อิโตจิโต จ สํสปฺปสิ ปฐมํ วิสํ คเหตฺวา อาคโตสิ ทุติยํ ขคฺเคน ปหริตุกาโม หุตฺวา อาคโตสิ ตติยํ ขคฺคมาทาย โสปาณมตฺถเก อฏฺฐาสิ อิทานิ ตํ มาเรสฺสามีติ เหฏฺฐาสยเน นิปนฺโนสิ สพฺพเมตํ ชานามิ น ตํ อิทานิ วิสชฺชามิ คเหตฺวา ราชาณํ กาเรสฺสามีติ ฯ เอวํ ตสฺส อชานนฺตสฺเสว สา สา คาถา ตํ ตํ อตฺถํ ทีเปติ ฯ

กุมาโร ญาโตมฺหิ ปิตรา อิทานิ มํ นาเสสฺสตีติ ภยปฺปตฺโต เหฏฺฐาสยนา นิกฺขมิตฺวา ขคฺคํ รญฺโญ ปาทมูเลว ฉฑฺเฑตฺวา ขมาหิ เทวาติ ปาทมูเล อุเรน นิปชฺชิ ฯ ราชา น มยฺหํ โกจิ กมฺมํ ชานาตีติ ตฺวํ จินฺเตสีติ ตํ ตชฺเชตฺวา สงฺขลิกพนฺธเนน พนฺธาเปตฺวา พนฺธนาคารํ ๑- ปเวเสตฺวา อารกฺขํ ฐเปสิ ฯ ตทา ราชา โพธิสตฺตสฺส คุณํ สลฺลกฺเขสิ ฯ โส อปรภาเค กาลมกาสิ ฯ ตสฺส สรีรกิจฺจํ กตฺวา กุมารํ พนฺธนาคารา นีหริตฺวา รชฺเช ปติฏฺฐาเปสุํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ มหาราช โปราณกราชาโน อาสงฺกิตพฺพยุตฺตกํ อาสงฺกนฺตีติ อิมํ การณํ กเถสิ ฯ เอวํ กเถนฺเตปิ ราชา เนว สลฺลกฺเขสิ ฯ สตฺถา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย อหเมวาติ ฯ

ถุสชาตกํ อฏฺฐมํ

@เชิงอรรถ: ๑ การณฆรํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๓๗. ปีฐชาดกชาดกถัดไป๓๓๙. พาเวรุชาดก