ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พาเวรุชาดก
ชาดกที่ ๓๓๙ · จตุกกนิบาตชาดก · โกกิลวรรค

พาเวรุชาดก

ว่าด้วยพวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๕๔ · บรรทัด ๓๑๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพาเวรุชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเถียรถีย์ทั้งหลายผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อทสฺสเนน โมรสฺส ดังนี้. ได้ยินว่า พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้เป็นผู้มีลาภ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ เป็นเสมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. ภิกษุทั้งหลายปรารถเรื่องราวนั้นของเดียรถีย์เหล่านั้น จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า มิใช่บัดนี้เท่านั้นน่ะภิกษุทั้งหลายแม้ในกาลก่อน พวกผู้ที่ไร้คุณได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศตราบเท่าที่ผู้มีคุณยังไม่อุบัติขึ้น เมื่อผู้มีคุณทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว พวกผู้ที่ไร้คุณก็เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะไป แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :อดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดนกยูง อาศัยความเจริญเติบโต ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงดงาม ท่องเที่ยวไปในป่า. ในกาลนั้น พ่อค้าพวกหนึ่งพากาสำหรับบอกทิศไปยังพาเวรุรัฐโดยทางเรือ. ได้ยินว่าในกาลนั้นเท่านั้น ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลายย่อมไม่มีใน. พาเวรุรัฐ. พวกชาวแว่นแคว้นที่ผ่านไป ๆ เห็นกานั้นซึ่งจับอยู่ในกรงจึงสรรเสริญก้าวนั้นนั่นแหละว่า จงดูผิวพรรณอเนกตัวนี้ จะงอยปากอยู่สุดปลายคอ นัยน์ตาเหมือนก้อนแก้วมณี แล้วกล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านายทั้งหลาย ท่านจงให้นกตัวนี้แก่พวกเรา แม้พวกเราก็มีความต้องการนกตัวนี้ ท่านทั้งหลายจักได้นกตัวอื่นในแว่นแคว้นของตน. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจงถือเอาด้วยราคา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า โปรดให้แก่พวกเราด้วยราคาห้ากหาปณะพวกพ่อค้าตอบว่า ให้ไม่ได้ เมื่อชาวพาเวรุรัฐประมูลราคาขึ้น โดยลำดับกล่าวว่า โปรดให้ด้วยราคาหนึ่งร้อย. พวกพ่อค้าจึงพูดว่า นกนี้มีอุปการะแก่พวกเราเป็นอันมาก แต่จะขอเป็นไมตรีกับพวกท่าน จึงได้ถือเอาร้อยกหาปณะแล้วให้นกไป. ชาวพาเวรุรัฐเหล่านั้นนำนกนั้นไปใส่ไว้ในกรงทอง ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ และผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่างๆ. ในที่ที่นกอื่น ๆ ไม่มี กาผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ประการ ได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภสักการะ. อีกครั้งหนึ่ง พ่อค้าเหล่านั้นจับพระยานกยูงได้ตัวหนึ่ง ให้สำเนียกโดยร้องด้วยเสียงดีดนิ้วมือ และฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ แล้วได้ไปยังพาเวรุรัฐ. พระยานกยูงนั้น เมื่อมหาชนประชุมกัน จึงยืนที่แอกเรือกางปีกออกแล้วเปล่งเสียงอันไพเราะฟ้อนอยู่ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความโสมนัสพากันกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายจงให้พระยานกนี้ที่ถึงความเลิศด้วยความงาม ซึ่งฝึกมาดีแล้ว แก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พวกพ่อค้าตอบว่า ครั้งแรก พวกเรานำกามาท่านทั้งหลายก็เอากานั้นเสียคราวนี้ เรานำพระยานกยูงตัวหนึ่งมา ก็ขอนกยูงตัวนี้อีก ชื่อว่านกในแว่นแคว้นของท่านทั้งหลาย พวกเราไม่อาจจับเอามา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า เอาเถิดเจ้านาย ท่านทั้งหลายจักได้นกแม้ตัวอื่นในแคว้นของตน จงให้นกยูงตัวนี้แก่พวกเราเถิด แล้วประมูลราคาซื้อเอาไว้ด้วยทรัพย์หนึ่งพัน. ทีนั้น ก็จัดให้นกยูงนั้นอยู่ในกรงอันวิจิตรตระการ ด้วยรัตนะ ๗ ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ ผลไม้น้อยใหญ่ และข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งกับน้ำดื่มเจือด้วยน้ำตาลกรวดเป็นต้น พระยานกยูงถึงความเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ. จำเดิมแต่กาลที่พระยานกยูงนั้นมาแล้ว ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป. ใคร ๆ ไม่ปรารถนาแม้จะดูมัน. กาเมื่อไม่ได้ขาทนียโภชนียาหาร จึงร้อง กา กา บินไปลงที่พื้นกองหยากเยื่อ. พระศาสดาครั้นทรงสืบต่อเรื่องทั้งสองเรื่องแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งเป็นนกมีหงอนมีเสียงไพเราะ ชนทั้งหลายในพาเวรุรัฐนั้นจึงพากันบูชากา ด้วยเนื้อและผลไม้. แต่เมื่อใด นกยูงผู้สมบูรณ์ไปด้วยเสียงมายังพาเวรุรัฐ เมื่อนั้น ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมไป. พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่องแสงสว่างไสว ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใดชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์ เหล่าอันอยู่เป็นอันมาก เพียงนั้น. แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้นลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิขิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยหงอน. บทว่า มญฺชุภาณิโน แปลว่า ผู้มีเสียงเพราะ. บทว่า อปูเชสุํ แปลว่า ได้บูชาแล้ว. บทว่า ผเลน จ ได้แก่ ผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่าง ๆ. บทว่า พาเวรุมาคโต แปลว่า มายังพาเวรุรัฐ. บาลีเป็น ปาเวรุํ ดังนี้ก็มี. บทว่า อหายถ ได้แก่เสื่อมไปแล้ว. บทว่า ธมฺมราชา ความว่า ที่ชื่อว่าธรรมราชา เพราะยังบริษัทให้ยินดีด้วยโลกุตตรธรรม ๙. บทว่า ปภงฺกโร ความว่าชื่อว่าผู้ส่องแสงสว่างไสว เพราะส่องแสงสว่างไปในสัตว์โลก โอกาสโลก และสังขารโลก. บทว่า สรสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยเสียงประดุจเสียงพรหม. บทว่า ธมฺมํ อเทสยิ ได้แก่ ทรงประกาศสัจจธรรมทั้ง ๔. พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถา ๔ คาถานี้ด้วยประการดังนี้แล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้เป็นนิครนถ์นาฏบุตรในบัดนี้ส่วนพระยานกยูงในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกกาพาเวรุรัฐชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๔๒–๖๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Bāveruraṭṭhajātakaṃ

adassanena morassāti idaṃ satthā jetavane viharanto hatalābhasakkāre titthiye ārabbha kathesi.

Titthiyā hi anuppanne buddhe lābhino ahesuṃ. Uppanne pana buddhe hatalābhasakkārā sūriyuggamane jajjopanakā viya jātā. Tesaṃ taṃ pavuttiṃ ārabbha dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi yāva guṇavanto na uppajjanti tāva nigguṇā lābhayasaggappattā ahesuṃ guṇavantesu uppannesu nigguṇā hatalābhasakkārāva jātāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto morayoniyaṃ nibbattitvā vuḍḍhimanvāya sobhaggappatto araññe vicari. Tadā ekacce bāṇijā disākākaṃ gahetvā nāvāya bāveruraṭṭhaṃ agamaṃsu. Tasmiṃ kira kāleyeva bāveruraṭṭhe sakuṇā nāma natthi. Āgatāgatā raṭṭhavāsino taṃ pañjare 1- nisinnaṃ disvā passathimassa chavivaṇṇaṃ galapariyosānaṃ mukhatuṇḍakaṃ maṇiguḷasadisāni akkhīnīti kākameva pasaṃsitvā te bāṇijake āhaṃsu imaṃ ayyā sakuṇaṃ amhākaṃ detha amhākampi iminā attho tumhe attano raṭṭhe aññaṃ labhissathāti. Tenahi mūlena gaṇhathāti. Pañcakahāpaṇena

@Footnote: 1 kūpagge. No dethāti. Na demāti. Anupubbena vaḍḍhetvā satena dethāti vutte amhākaṃ esa bahūpakāro tumhehi pana saddhiṃ metti hotūti kahāpaṇasataṃ gahetvā adaṃsu. Te taṃ netvā suvaṇṇapañjare pakkhipitvā nānappakārena macchamaṃsena ceva phalāphalena ca paṭijaggiṃsu. Aññesaṃ sakuṇānaṃ avijjamānaṭṭhāne dasahi asaddhammehi samannāgato kāko lābhaggappatto ahosi. Puna vāre te bāṇijā ekaṃ mayūrarājānaṃ gahetvā yathā accharasaddena vassati pāṇippaharaṇasaddena naccati evaṃ sikkhāpetvā bāveruraṭṭhaṃ agamaṃsu. So mahājane sannipatite nāvāya dhūre ṭhatvā pakkhe vidhūnitvā madhurassaraṃ nicchāretvā naccati. Manussā taṃ disvā somanassajātā etaṃ ayyā sobhaggappattaṃ susikkhitaṃ sakuṇarājānaṃ amhākaṃ dethāti āhaṃsu. Amhehi paṭhamaṃ kāko ānīto taṃ gaṇhittha idāni ekaṃ morarājānaṃ ānayimhā etampi yācatha tumhākaṃ raṭṭhe sakuṇaṃ nāma gahetvā āgantuṃ na sakkāti. Hotu ayyā attano raṭṭhe aññampi labhissatha imaṃ no dethāti mūlaṃ vaḍḍhetvā sahassena gaṇhiṃsu. Atha naṃ sattaratanavicitte pañjare ṭhapetvā macchamaṃsaphalāphalehi ceva madhulājasakkharapānakādīhi paṭijaggiṃsu. Mayūrarājā lābhagga yasaggappatto jāto. Tassāgatakālato paṭṭhāya kākassa lābhasakkāro parihāyi. Koci naṃ oloketumpi na icchi. Kāko khādanīyabhojanīyaṃ alabhamāno kā kāti vassanto gantvā ukkārabhūmiyaṃ otarati.

Satthā dve vatthūni ghaṭetvā abhisambuddho hutvā imā gāthā abhāsi

adassanena morassa sikhino mañjubhāṇino

kākaṃ tattha apūjesuṃ maṃsena ca phalena ca

yadā ca sarasampanno moro bāverumāgato

atha lābho ca sakkāro vāyasassa ahāyatha

yāva nuppajjatī buddho dhammarājā pabhaṅkaro

tāva aññe apūjesuṃ puthū samaṇabrāhmaṇe

yadā ca sarasampanno buddho dhammaṃ adesayi

atha lābho ca sakkāro titthiyānaṃ ahāyathāti.

Tattha sikhinoti sikhāya samannāgatassa. Mañkhubhāṇinoti madhurassarassa. Apūjesunti apūjayiṃsu. Phalena cāti nānappakārena phalāphalena ca. Bāverumāgatoti bāveruraṭṭhaṃ āgato. Pāveruntipi pāṭho. Ahāyathāti parihīno. Dhammarājāti navahi lokuttaradhammehi parisaṃ rañjetīti dhammarājā. Pabhaṅkaroti sattaloka okāsaloka saṅkhāralokesu ālokassa katattā pabhaṅkaro. Sarasampannoti brahmassarena samannāgato. Dhammaṃ adesayīti catusaccadhammaṃ pakāsetīti.

Iti imā catasso gāthā bhāsitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kāko niggaṇṭho nāṭaputto ahosi morarājā pana ahamevāti.

Bāveruraṭṭhajātakaṃ navamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๓๘. ถุสชาดกชาดกถัดไป๓๔๐. วิสัยหชาดก