ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สัมโมทมานชาดก
ชาดกที่ ๓๓ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

สัมโมทมานชาดก

ว่าด้วยพินาศเพราะทะเลาะกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๓ · บรรทัด ๒๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสัมโมทมานชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงปรารภการทะเลาะกันแห่งพระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺโมทมานา ดังนี้

การทะเลาะแห่งพระญาตินั้น จักมีแจ้งในกุณาลชาดก. ก็ในกาลนั้นพระศาสดาตรัสเรียกพระญาติทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ชื่อว่าการทะเลาะกัน และกันแห่งพระญาติทั้งหลาย ไม่สมควร จริงอยู่ ในกาลก่อนในเวลาสามัคคีกัน แม้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ครอบงำปัจจามิตร ถึงความสวัสดี ในกาลใดถึงการวิวาทกัน ในกาลนั้นก็ถึงความพินาศใหญ่หลวงผู้อันราชตระกูลแห่งพระญาติทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกกระจาบมีนกกระจาบหลายพันเป็นบริวารอยู่ในป่า. ในกาลนั้นพรานล่านกกระจาบคนหนึ่ง ไปยังที่อยู่ของนกกระจาบเหล่านั้นทำเสียงร้องเหมือนนกกระจาบ รู้ว่านกกระจาบเหล่านั้นประชุมกันแล้ว จึงทอดตาข่ายไปข้างบนนกกระจาบเหล่านั้น แล้วกดที่ชายรอบ ๆ กระทำให้นกกระจาบทั้งหมดมารวมกัน แล้วบรรจุเต็มกระเข้าไปเรือน ขายนกกระจาบเหล่านั้นเลี้ยงชีพด้วยมูลค่านั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์กล่าวกะนกกระจาบเหล่านั้น ว่านายพรานนกนี้ทำพวกญาติของเราทั้งหลายให้ถึงความพินาศ เรารู้อุบายอย่างหนึ่งอันเป็นเหตุให้นายพรานนกนั้นไม่อาจจับพวกเรา จำเดิมแต่บัดนี้ไปเมื่อนายพรานนกนี้สักว่าทอดข่ายลงเบื้องบนพวกเรา ท่านทั้งหลายแต่ละตัว จงสอดหัวเข้าในตาของตาข่ายตาหนึ่ง ๆ พากันยกตาข่ายขึ้นแล้วพาบินไปยังที่ที่ต้องการแล้วพาดลงบนพุ่มไม้มีหนาม เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเราจักหนีไปทางส่วนเบื้องล่างโดยที่นั้น. นกกระจาบเหล่านั้นทั้งหมดพากันรับคำแล้ว ในวันที่ ๒ เมื่อพรานนกทอดข่ายลงเบื้องบน ก็พากันยกข่ายขึ้นโดยนัยที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้วนั่นแหละแล้วพาดลงบนพุ่มไม้มีหนามแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองหนีไปทางนั้น ๆโดยส่วนเบื้องล่าง. เมื่อพรานนกมัวปลดข่ายจากพุ่มไม้อยู่นั่นแหละ ก็เป็นเวลาพลบค่ำ. นายพรานนกนั้นจึงได้เป็นผู้มีมือเปล่ากลับไป. แม้จำเดิมแต่วันรุ่งขึ้นนกกระจาบเหล่านั้นก็กระทำอย่างนั้นนั่นแหละ. ฝ่ายนายพรานนกนั้นเมื่อปลดเฉพาะข่ายอยู่ จนกระทั้งพระอาทิตย์อัสดง ไม่ได้อะไร ๆ เป็นผู้มีมือเปล่าไปบ้าน. ลำดับนั้น ภรรยาของเขาโกรธพูดว่า ท่านกลับมามือเปล่าทุกวัน ๆ เห็นจะมีที่ที่ท่านจะต้องเลี้ยงดูข้างนอกแม้แห่งอื่น. นายพรานนกกล่าวว่า นางผู้เจริญ เราไม่มีที่ที่จะเลี้ยงดูแห่งอื่น ก็อนึ่งแล นกกระจาบเหล่านั้นมันพร้อมเพรียงกันเที่ยวไป มันพากันเอาข่าย สักว่าพอเราเหวี่ยงลงไปพาดบนพุ่มไม้มีหนาม แต่พวกมันจะไม่ร่าเริงอยู่ได้ตลอดกาลทั้งปวงดอกเจ้าอย่าเสียใจ เมื่อใด พวกมันถึงการวิวาทกัน เมื่อนั้นเราจักพาเอาพวกมันทั้งหมดมา ทำหน้าของเธอให้ชื่นบานเถิด แล้วกล่าวคาถานี้แก่ภรรยาว่า

นกระจาบทั้งหลายร่าเริงบันเทิงใจพาเอาข่ายไป เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้น พวกมันจักตกอยู่ใน อำนาจของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ ความว่า ในกาลใด นกกระจาบเหล่านั้นมีลัทธิต่าง ๆ กัน มีการยึดถือต่าง ๆ กัน จักวิวาทกัน คือจักทำการทะเลาะกัน. บทว่า ตทา เอหินฺติ เม วสํ ความว่าในกาลนั้นนกกระจาบเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จักนาสู่อำนาจของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักบนกกระจาบเหล่านั้นมา ทำใบหน้าของเธอให้เบิกบานไว้นายพรานนกปลอบโยนภรรยาด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้

โดยล่วงไป ๒-๓ วัน นกกระจาบตัวหนึ่งเมื่อจะลงยังภาคพื้นที่หากินไม่ได้กำหนด จึงได้เหยียบหัวของนกกระจาบตัวอื่น. นกกระจาบตัวที่ถูกเหยียบหัวโกรธว่า ใครเหยียบหัวเรา เมื่อนกกระจาบตัวนั้นแม้จะพูดว่า เราไม่ได้กำหนดจึงได้เหยียบ ท่านอย่าโกรธเลย ก็ยังโกรธอยู่นั่นแหละ. นกกระจาบเหล่านั้น เมื่อพากันกล่าวอยู่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จึงกระทำการทะเลาะกันว่า เห็นจะท่านเท่านั้นกระมัง ยกข่ายขึ้นได้. เมื่อนกกระจาบเหล่านั้นทะเลาะกัน พระโพธิสัตว์คิดว่า ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะกันย่อมไม่มีความปลอดภัย บัดนี้แหละนกกระจาบเหล่านั้นจักไม่ยกข่าย แต่นั้นจักพากันถึงความพินาศใหญ่หลวงนายพรานนกจักได้โอกาส เราไม่อาจอยู่ในที่นี้. พระโพธิสัตว์นั้นจึงพาบริษัทของตนไปอยู่ที่อื่น. ฝ่ายนายพรานนก พอล่วงไป ๒-๓ วัน ก็มาแล้วร้องเหมือนเสียงนกกระจาบ ซัดข่ายไปเบื้องบนของนกกระจาบเหล่านั้นผู้มาประชุมกัน. ลำดับนั้น นกกระจาบตัวหนึ่งพูดว่า เขาว่า เมื่อท่านยกข่ายขึ้นเท่านั้นขนบนหัวจึงร่วง บัดนี้ ท่านจงยกขึ้น. นกกระจาบอีกตัวหนึ่งพูดว่า ข่าวว่าเมื่อท่านมัวแต่ยกข่ายขึ้น (จน) ขนปีกทั้งสองข้างร่วงไป บัดนี้ท่านจงยกขึ้น. ดังนั้น เมื่อนกกระจาบเหล่านั้น มัวแต่พูดว่า ท่านจงยกขึ้น ท่านจงขึ้น นายพรานนกมารวบเอาข่าย ให้นกกระจาบเหล่านั้นทั้งหมดมารวมกันแล้วใส่เต็มกระเช้า ได้ไปเรือน ทำให้ภรรยาร่าเริงใจ.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตรทั้งหลาย ชื่อว่าความทะเลาะแห่งพระญาติทั้งหลายไม่ควรอย่างนี้ เพราะความทะเลาะเป็นมูลเหตุแห่งความพินาศถ่ายเดียว แล้วทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นกกระจาบตัวที่ไม่เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต ส่วนนกกระจาบตัวที่เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.

จบสัมโมทมานชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๓๕–๓๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓ สมฺโมทมานชาตกํ

สมฺโมทมานาติ อิทํ สตฺถา กปิลวตฺถุํ อุปนิสฺสาย นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต ญาตกกลหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กุณาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ ตทา ปน สตฺถา ญาตเก อามนฺเตตฺวา มหาราชาโน ญาตกานํ อญฺญมญฺญํ วิคฺคโห นาม น ยุตฺโต ติรจฺฉานคตาปิ หิ ปุพฺเพ สมคฺคกาเล ปจฺจามิตฺเต อภิภวิตฺวา โสตฺถิมฺปตฺตา ยทา วิวาทมาปนฺนา ตทา มหาวินาสํ ปตฺตาติ วตฺวา ญาติราชกุเลหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต วฏฺฏกโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อเนกวฏฺฏกสหสฺสปริวาโร อรญฺเญ วสติ ฯ ตทา เอโก วฏฺฏกลุทฺทโก เตสํ วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา วฏฺฏกวสฺสิตํ กตฺวา เตสํ สนฺนิปติตภาวํ ญตฺวา เตสํ อุปริ ชาลํ ขิปิตฺวา ปริยนฺเตสุ มทฺทนฺโต สพฺเพ เอกโต กตฺวา ปจฺฉึ ปูเรตฺวา ฆรํ คนฺตฺวา เต วิกฺกิณิตฺวา เตน มูเลน ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ อเถกทิวสํ โพธิสตฺโต เต วฏฺฏเก อาห อยํ สากุณิโก อมฺหากํ ญาตเก วินาสํ ปาเปสิ อหํ เอกํ อุปายํ ชานามิ เยเนส อมฺเห คณฺหิตุํ น สกฺขิสฺสติ อิโตทานิ ปฏฺฐาย เอเตน อมฺหากํ อุปริ ชาเล ขิตฺตมตฺเต เอเกกา เอเกกสฺมึ ชาลกฺขิเก สีสํ ฐเปตฺวา ชาลํ อุกฺขิปิตฺวา อิจฺฉิตฏฺฐานํ หริตฺวา เอกสฺมึ กณฺฏกคุมฺเพ ปริกฺขิปถ เอวํ สนฺเต เหฏฺฐาภาเคน เตน ฐาเนน ปลายิสฺสามาติ ฯ เต สพฺเพ สาธูติ ปฏิสฺสุณึสุ ฯ ทุติยทิวเส อุปริ ชาเล ขิตฺเต โพธิสตฺเตน วุตฺตนเยเนว ชาลํ อุกฺขิปิตฺวา เอกสฺมึ กณฺฏกคุมฺเพ ขิปิตฺวา สยํ เหฏฺฐาภาเคน ตโต ตโต ปลายึสุ ฯ สากุณิกสฺส คุมฺพโต ชาลํ โมเจนฺตสฺส โมเจนฺตสฺเสว วิกาโล ชาโต ฯ โส ตุจฺฉหตฺโถว อคมาสิ ฯ ปุนทิวสโต ปฏฺฐายปิ เต วฏฺฏกา ตเถว กโรนฺติ ฯ โสปิ ยาว สุริยสฺสฏฺฐงฺคมนา ชาลเมว โมเจนฺโต กญฺจิ อลภิตฺวา ตุจฺฉหตฺโถว เคหํ คจฺฉติ ฯ อถสฺส ภริยา กุชฺฌิตฺวา ตฺวํ ทิวเส ทิวเส ตุจฺฉหตฺโถ อาคจฺฉสิ อญฺญมฺปิ เต พหิ โปสิตพฺพฏฺฐานํ อตฺถิ มญฺเญติ อาห ฯ สากุณิโก ภทฺเท มม อญฺญํ โปสิตพฺพฏฺฐานํ นตฺถิ อปิจ โข ปน เต วฏฺฏกา สมคฺคา หุตฺวา วิจรนฺติ มยา ขิตฺตมตฺตํ ชาลํ อาทาย กณฺฏกคุมฺเพ ขิปิตฺวา คจฺฉนฺติ น โข ปเนเต สพฺพกาลเมว สมฺโมทมานา วิหริสฺสนฺติ ตฺวํ มา จินฺตยิ ยทา เต วิวาทมาปชฺชิสฺสนฺติ ตทา เต สพฺเพว อาทาย ตว มุขํ หาสมาโน อาคมิสฺสามีติ วตฺวา ภริยาย อิมํ คาถมาห

สมฺโมทมานา คจฺฉนฺติ ชาลมาทาย ปกฺขิโน

ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ ตทา เอหินฺติ เม วสนฺติ ฯ

ตตฺถ ยทา เต วิวทิสฺสนฺตีติ ยสฺมึ กาเล เต วฏฺฏกา นานาลทฺธิกา นานาคาหา หุตฺวา วิวทิสฺสนฺติ กลหํ กริสฺสนฺตีติ อตฺโถ ฯ ตทา เอหินฺติ เม วสนฺติ ตสฺมึ กาเล สพฺเพปิ เต มม วสํ อาคมิสฺสนฺติ อถาหํ เต คเหตฺวา ตว มุขํ หาสยนฺโต อาคมิสฺสามีติ ภริยํ สมสฺสาเสติ ฯ

กติปาหจฺจเยน เอโก วฏฺฏโก โคจรภูมึ โอตรนฺโต อสลฺลกฺเขตฺวา อญฺญสฺส สีสํ อกฺกมิ ฯ อิตโร โก มํ สีสํ อกฺกมีติ กุชฺฌิ อหํ อสลฺลกฺเขตฺวา อกฺกมึ มา กุชฺฌีติ วุตฺเตปิ กุชฺฌิเยว ฯ เต ปุนปฺปุนํ กเถนฺตา ตฺวเมว มญฺเญ ชาลํ อุกฺขิปสีติ อญฺญมญฺญํ วิวาทํ กรึสุ ฯ เตสุ วิวทนฺเตสุ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ วิวาทสฺส โสตฺถิภาโว นาม นตฺถิ อิทาเนว เต ชาลํ น อุกฺขิปิสฺสนฺติ ตโต มหาวินาสํ ปาปุณิสฺสนฺติ สากุณิโก โอกาสํ ลภิสฺสติ มยา อิมสฺมึ ฐาเน น สกฺกา วสิตุนฺติ ฯ โส อตฺตโน ปริสํ อาทาย อญฺญตฺถ คโต ฯ สากุณิโกปิ โข กติปาหจฺจเยน อาคนฺตฺวา วฏฺฏกวสฺสิตํ วสิตฺวา เตสํ สนฺนิปติตานํ อุปริ ชาลํ ขิปิ ฯ อเถโก วฏฺฏโก ตุยฺหํ กิร ชาลํ อุกฺขิปนฺตสฺเสว มตฺถกโลมานิ ปติตานิ อิทานิ อุกฺขิปาติ อาห ฯ อปโร ตุยฺหํ กิร ชาลํ อุกฺขิปนฺตสฺเสว ทฺวีสุ ปกฺเขสุ ปตฺตานิ ปติตานิ อิทานิ อุกฺขิปาติ อาห ฯ อิติ เตสํ ตฺวํ อุกฺขิป ตฺวํ อุกฺขิปาติ วทนฺตานํเยว สากุณิโก ชาลํ สงฺขิปิตฺวา สพฺเพว เต เอกโต กตฺวา ปจฺฉึ ปูเรตฺวา ภริยํ หาสมาโน เคหํ อคมาสิ ฯ

สตฺถา เอวํ มหาราชาโน ญาตกานํ กลโห นาม น ยุตฺโต กลโห หิ วินาสมูลเมว โหตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อปณฺฑิตวฏฺฏโก เทวทตฺโต อโหสิ ปณฺฑิตวฏฺฏโก ปน อหเมวาติ ฯ

สมฺโมทมานชาตกํ ตติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๒. นัจจชาดกชาดกถัดไป๓๔. มัจฉชาดก