ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วิสัยหชาดก
ชาดกที่ ๓๔๐ · จตุกกนิบาตชาดก · โกกิลวรรค

วิสัยหชาดก

ว่าด้วยความยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่ว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๕๘ · บรรทัด ๓๑๖๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวิสัยหชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประดับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอทาสิ ทานานิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วในขทิรังคารชาดก ในหนหลังส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสเรียกท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาแล้วตรัสว่า คฤหบดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ห้ามท้าวสักกเทวราชผู้ประทับยืนในอากาศห้ามอยู่ว่า ท่านอย่าให้ทาน ก็ยังได้ให้ทานอยู่เหมือนเดิม อันท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้น ทูลอาราธนาแล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐีนามว่า วิสัยหะ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ได้เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๕ มีอัธยาศัยในทางทานยินดียิ่งในทาน. พระโพธิสัตว์นั้นให้สร้างโรงทานในที่ ๖ แห่ง คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ประตู ท่ามกลางพระนครและที่ประตูนิเวศน์ของตน แล้วยังการให้ทานให้เป็นไปอยู่. บริจาคทรัพย์วันละหกแสนทุกวัน. พระโพธิสัตว์และยาจกทั้งหลาย ย่อมมีภัตตาหารเป็นเช่นเดียวกัน. เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นให้ทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มีงอนไถอันยกขึ้นแล้วคือไม่ต้องทำไร่ไถนา ภพของท้าวสักกะก็กัมปนาทหวั่นไหวด้วยอานุภาพของการให้ทาน บัณฑุกัมพลศิลาอาศน์ของท้าวเทวราชแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงดำริว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ จึงทรงพิจารณาใคร่ครวญอยู่. ทรงเห็นท่านมหาเศรษฐี จึงทรงพระดำริว่า วิสัยหเศรษฐีนี้แผ่ไปกว้างขวางยิ่งนัก ให้ทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา ชะรอยจักให้เราเคลื่อนจากที่แล้วเป็นท้าวสุกกะเสียเองด้วยทานแม้นี้ เราจักทำทรัพย์ของเขาให้ฉิบหายเสียกระทำเศรษฐีนั่นให้เป็นคนขัดสนจนให้ทานไม่ได้ จึงบันดาลทรัพย์ทั้งปวง แม้แต่ข้าวเปลือก น้ำมันน้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น จนชั้นที่สุดแม้ทาสและกรรมกรให้อันตรธานหายไป. พวกคนผู้จัดทานมาบอกท่านเศรษฐีว่า ข้าแต่นายโรงทานขาดหายไป พวกข้าพเจ้าไม่เห็นอะไร ๆ ในที่ที่เก็บไว้. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงนำทรัพย์สำหรับจับจ่ายไปจากที่นี้ อย่าตัดขาดทานเสียเลย แล้วเรียกภรรยามาพูดว่า นางผู้เจริญ เธอจงให้ทานดำเนินไป. ภรรยานั้นค้นหาจนทั่วเรือนไม่พบแม้แต่กึ่งมาสกจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ดิฉันไม่เห็นอะไร ๆ อื่น ยกเว้นผ้าที่เราทั้งหลายนุ่งห่มอยู่ ว่างเปล่าไปทั่วทั้งเรือน. ท่านเศรษฐีให้เปิดประตูห้องเก็บรัตนะ ๗ ก็ไม่เห็นอะไร ๆ แม้ทาสและกรรมกรอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏยกเว้นเศรษฐีกับภรรยา. มหาสัตว์เรียกภรรยามาอีกแล้วกล่าวว่านางผู้เจริญ เราไม่อาจตัดขาดการให้ทาน เธอจงค้นหาให้ทั่วนิเวศน์พิจารณาดูของบางอย่าง. ขณะนั้น คนหาบหญ้าคนหนึ่ง ทิ้งเคียวคาน และเชือกมัดหญ้าไว้ระหว่างประตูแล้วหนีไป. ภรรยาของเศรษฐีเห็นดังนั้น จึงได้นำมาให้โดยพูดว่า ข้าแต่นายเว้นสิ่งนี้ ดิฉันไม่เห็นของอย่างอื่น. พระมหาสัตว์กล่าวว่า นางผู้เจริญ ธรรมดาหญ้าเราไม่เคยเกี่ยวตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ แต่วันนี้ เราจักเกี่ยวหญ้านำมาขายแล้วให้ทานตามสมควร เพราะกลัวการให้ทานจะขาด จึงถือเอาเคียว คาน และเชือกออกจากพระนครไปยังที่มีหญ้าแล้วเกี่ยวหญ้าคิดว่า หญ้าฟ่อนหนึ่งจักเป็นของพวกเรา และจักให้ทานด้วยหญ้าฟ่อนหนึ่ง จึงมัดหญ้าเป็น ๒ ฟ่อน คล้องที่คานถือเอาไปขายที่ประตูเมือง ได้มาสกมาแล้วได้ให้ส่วนหนึ่งแก่พวกยาจก แต่พวกยาจกมีมากด้วยกัน เมื่อพวกเขาร้องขอว่า ให้ข้าพเจ้าบ้าง จึงได้ให้ส่วนแม้นอกนี้ไปอีก วันนั้น จึงไม่มีอาหารพร้อมทั้งภรรยา ให้เวลาล่วงผ่านไป. โดยทำนองนี้ ล่วงไป ๖ วัน. ครั้นวันที่ ๗ เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังนำหญ้ามา เป็นผู้อดอาหารมา ๗ วัน ทั้งเป็นสุขุมาลชาติ พอเมื่อแสดงอาทิตย์กระทบหน้าผาก นัยน์ตาทั้งสองข้างก็พร่าพราย. เศรษฐีนั้นไม่อาจดำรงสติไว้ได้ จึงล้มทับหญ้าลงไป. ท้าวสักกะเสด็จเที่ยวตรวจดูกิริยาอาการของเศรษฐีนั้นอยู่. ทันใดนั้นท้าวเธอเสด็จมาประทับยืนในอากาศ ตรัสกล่าว่าคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนวิสัยหะ แต่ก่อนท่านได้ให้ท่านเมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น ความเสื่อมได้มีแต่ท่านแล้ว ต่อแต่นั้นไป ถ้าท่านจักไม่ให้ท่านไซร้ เมื่อท่านประหยัดไว้ โภคะทั้งหลายก็คงดำรงอยู่ตามเดิม. อธิบายคำที่เป็นคาถานั้นว่า ท่านวิสัยหะผู้เจริญ เมื่อก่อนแต่กาลนี้ เมื่อทรัพย์ในเรือนของท่านยังมีอยู่ ท่านได้ให้ทานทำสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ยกงอนไถขึ้นแล้ว และเมื่อท่านนั้นให้ทานอยู่อย่างนี้ ธรรมคือความเสื่อมได้แก่สภาวะคือความเสื่อมโภคะจึงได้มีขึ้น คือทรัพย์ทั้งมวลหมดสิ้นไป แม้ถ้าเบื้องหน้าแต่นี้ ท่านจะไม่ให้ทานไซร้ คือจะไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ เมื่อท่านประหยัดไว้ คือไม่ให้อยู่ โภคทั้งหลายจะพึงดำรงอยู่เหมือนอย่างเดิม ท่านจงปฏิญญาว่า ตั้งแต่นี้ไปจักไม่ให้ทาน เราจักให้โภคะทั้งหลายแก่ท่าน. พระมหาสัตว์ได้ฟังดำรัสของท้าวสักกะนั้นแล้วจึงถามว่า ท่านเป็นใคร. ท้าวสักกะตรัสว่าเราเป็นท้าวสักกะ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่าธรรมดาท้าวสักกะ พระองค์เองให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถบำเพ็ญวัตรบท ๗ ประการ จึงถึงความเป็นท้าวสักกะ แต่พระองค์ทรงห้ามการให้ทานอันเป็นเหตุแห่งความเป็นใหญ่ของพระองค์ ทรงทำวัตรจรรยาอันมิใช่ของอารยชน แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :ข้าแต่ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะทั้งหลายกล่าวถึงบาปกรรมว่า อันอารยชนถึงจะเป็นคนอยากจนเข็ญใจก็ไม่ควรทำ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ ข้าพระบาทจะพึงเลิกละศรัทธา เพราะการบริโภคทรัพย์อันใดเป็นเหตุ ทรัพย์อันนั้นอย่าได้มีเลย. รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่นก็แล่นไปทั้งนั้น ข้าแต่ท้าววาสวะ วัตรที่ข้าพระบาทบำเพ็ญมาแล้วแต่ครั้งก่อน ขอจงเป็นไปเหมือนอย่างนั้นเถิด. ถ้ายังมียังเป็นอยู่ ข้าพระบาทก็จะให้เมื่อไม่มีไม่เป็น จะให้ได้อย่างไร แม้ถึงจะมีสภาพเป็นอย่างนี้แล้วก็ตาม ก็จะต้องให้ เพราะข้าพระบาทจะลืมการให้ทานเสียมิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนริยํ ได้แก่ บาปกรรมอันลามก. บทว่า อริเยน ได้แก่ อริยชนผู้มีอาจาระอันบริสุทธิ์. บทว่า สุทุคฺคเตนาปิ ได้แก่ ถึงจะขัดสนแร้นแค้น. บทว่า อกิจจมาหุความว่า พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าวไว้. อธิบายว่าก็พระองค์ตรัสบอกทางอันไม่ประเสริฐกะข้าพระบาท. ศัพท์ว่า โวเป็นเพียงนิบาต. ด้วยบทว่า ยํ โภคเหตุํ นี้ ท่านแสดงความว่าเราละคิดละทิ้งศรัทธาในการให้ทาน เพราะการบริโภคทรัพย์ใดเป็นเหตุ ทรัพย์นั้นนั่นแหละอย่าได้มี คือ เราไม่ต้องการทรัพย์นั้น. บทว่า รโถ ได้แก่ รถอย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านอธิบายว่า รถคันหนึ่งแล่นไปโดยทางใด แม้รถคันอื่นก็แล่นไปโดยทางนั้น ด้วยเข้าใจว่านี้เป็นทางเดินของรถ. บทว่า โปราณํ นิหตํ วตฺตํ ความว่าวัตรที่เราเคยบำเพ็ญมาในครั้งก่อนนั่นแหละ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่จงดำเนินไปเถิด คืออย่าหยุดอยู่เลย. บทว่า เอวํ ภูตาปี ความว่าเราแม้จะเป็นคนหาบหญ้าอย่างนี้ ก็จักให้ทานตราบเท่าที่มีชีวิตอยู่. เพราะเหตุไร ? เพราะเราจะไม่ละลืมการให้ทาน. ท่านแสดงความว่าเพราะผู้ไม่ให้ ย่อมชื่อว่าละลืม คือไม่ระลึกถึง ไม่กำหนดถึงการให้ทาน ส่วนเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาจะลืมการให้ทานเพราะฉะนั้น เราจักให้ทานเหมือนอย่างเดิม. ท้าวสักกะเมื่อไม่อาจทรงห้ามวิสัยหะเศรษฐีนั้น จึงตรัสถามว่าท่านให้ทานเพื่อประโยชน์อะไร ? วิสัยหะเศรษฐีทูลว่า ข้าพระบาทมิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ หรือความเป็นพระพรหม แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึงให้ทาน. ท้าวสักกะได้ทรงสดับคำของวิสัยหะนั้นแล้วดีพระทัยจึงเอาพระหัตถ์ลูบหลัง. เมื่อพระโพธิสัตว์พอถูกท้าวสักกะทรงลูบหลังในขณะนั้นนั่นเองสรีระทั้งสิ้นก็เต็มบริบูรณ์และด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ กำหนดเขตแห่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพระโพธิสัตว์นั้นก็กลับเป็นไปตามปกติอย่างเดิม. ท้าวสักกะตรัสว่าท่านมหาเศรษฐี จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงสละทรัพย์ ๑๒ แสนให้ทานทุกวันเถิด แล้วประทานทรัพย์หาประมาณมิได้ไว้ในเรือนของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงส่งพระโพธิสัตว์แล้ว เสด็จไปเทวสถานของพระองค์. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ภรรยาของเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นมารดาพระราหุล ส่วนวิสัยหเศรษฐี ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาวิสัยหชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. โกกาลิกชาดก ๒. รถลัฏฐิชาดก ๓. โคธชาดก๔. ราโชวาทชาดก ๕. ชัมพุกราดก ๖. พรหาฉัตตชาดก๗. ปีฐชาดก ๘. ถุสชาดก ๙. พเวรุชาดก ๑๐. วิสัยหชาดก

จบ โกกิลวรรคที่ ๔ ๕. จุลลกุณาลวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๔๘–๖๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Visayhajātakaṃ

adāsi dānānīti idaṃ satthā jetavane viharanto anāthapiṇḍikaṃ ārabbha kathesi.

Vatthu heṭṭhā khadiraṅgārajātake vitthāritameva. Idha pana satthā anāthapiṇḍikaṃ āmantetvā porāṇakapaṇḍitā gahapati dānaṃ mā dadāsīti ākāse ṭhatvā vārentaṃ sakkaṃ devarājānaṃ paṭibāhitvā dānaṃ dadiṃsuyevāti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto asītikoṭivibhavo visayho nāma seṭṭhī hutvā pañcasīlehi samannāgato dānajjhāsayo dānābhirato ahosi. So catūsu nagaradvāresu nagaramajjhe attano nivesanadvāre cāti chasu ṭhānesu dānasālāyo kārāpetvā dānaṃ pavattesi. Divase divase chasatasahassāni visajjeti. Bodhisattassa ca yācakānañca ekasadisameva bhattaṃ hoti. Tassa jambūdīpaṃ unnaṅgalaṃ katvā dānaṃ dadato dānānubhāvena sakkassa bhavanaṃ kampi. Devarañño paṇḍukambalasilāsanaṃ uṇhākāraṃ dassesi. Sakko ko nukho maṃ ṭhānā cāvetukāmoti upadhārento mahāseṭṭhiṃ disvā ayaṃ visayho ativiya paṭṭharitvā sakalajambūdīpaṃ unnaṅgalaṃ karonto dānaṃ deti imināpi dānena maṃ cāvetvā sayaṃ sakko bhavissati maññe dhanamassa nāsetvā etaṃ daliddaṃ katvā yathā dānaṃ na deti tathā karissāmīti cintetvā sabbaṃ pana dhanaṃ Dhaññatelamadhuphāṇitādīni antamaso dāsakammakaraporisampi antaradhāpesi. Dānabyāvaṭā āgantvā sāmi dānaggaṃ pacchinnaṃ ṭhapitaṭṭhāne kiñci na passāmāti ārocayiṃsu. Ito paribbayaṃ haratha mā dānaṃ pacchindathāti bhariyaṃ pakkosāpetvā bhadde dānaṃ pavattāpehīti āha. Sā sakalagehaṃ vicinitvā aḍḍhamāsakamattampi adisvā ayya amhākaṃ nivatthavatthaṃ ṭhapetvā aññaṃ kiñci na passāmi sakalagehaṃ tucchanti āha. Sattaratanagabbhesu dvāraṃ vivarāpetvā na kiñci addasa. Seṭṭhiñca bhariyañca ṭhapetvā aññe dāsakammakarāpi na paññāyiṃsu. Puna mahāsatto bhariyaṃ āmantetvā bhadde na sakkā dānaṃ pacchindituṃ sakalanivesanaṃ vicinitvā kiñci upadhārehīti āha. Tasmiṃ khaṇe eko tiṇahārako asitañceva kājañca tiṇabandhanarajjuñca dvārantare chaḍḍetvā palāyi. Seṭṭhibhariyā taṃ disvā sāmi imaṃ ṭhapetvā aññaṃ na passāmīti āharitvā adāsi. Mahāsatto bhadde mayā ettakaṃ kālaṃ tiṇaṃ nāma na lāyitapubbaṃ ajja pana tiṇaṃ lāyitvā āharitvā vikkīṇitvā yathānucchavikaṃ dānaṃ dassāmīti dānupacchedabhayena asitañceva kājañca rajjuñca gahetvā nagarā nikkhamma tiṇavatthuṃ gantvā tiṇaṃ lāyitvā eko amhākaṃ bhavissati ekena dānaṃ dassāmīti dve tiṇakalāpe bandhitvā kāje laggetvā ādāya gantvā nagaradvāre vikkīṇitvā māsake gahetvā ekaṃ koṭṭhāsaṃ yācakānaṃ adāsi. Yācakā bahū. Tesaṃ mayhampi dehīti vadantānaṃ itarampi koṭṭhāsaṃ puna datvā taṃdivasaṃ saddhiṃ Bhariyāya anāhāro vītināmesi. Iminā niyāmena cha divasā vītivattā. Athassa sattame divase tiṇamāharamānassa sattāhaṃ nirāhārassa atisukhumālassa nalāṭe sūriyātapena pahaṭamatte akkhīni bhamiṃsu. So satiṃ paccupaṭṭhapetuṃ asakkonto tiṇaṃ avattharitvā pati. Sakko tassa kiriyaṃ upadhārayamāno vicarati. So taṃkhaṇaṃyeva āgantvā ākāse ṭhatvā paṭhamaṃ gāthamāha

adāsi dānāni pure visayha

dadato ca te khayadhammo ahosi

ito parañce na dadeyya dānaṃ

tiṭṭheyyuṃ te saṃyamantassa bhogāti.

Tassattho ambho visayha tvaṃ ito pubbe tava gehe dhane vijjamāne sakalajambūdīpaṃ unnaṅgalaṃ katvā dānāni adāsi tassa ca te evaṃ dadato bhogānaṃ khayadhammo khayasabhāvo ahosi sabbaṃ sāpateyyaṃ khīṇaṃ ito parañcepi tvaṃ dānaṃ na dadeyyāsi kassaci kiñci na dadeyyāsi tava saṃyamantassa adadantassa bhogā tatheva tiṭṭheyyuṃ ito paṭṭhāya na dassāmīti mayhaṃ paṭiññaṃ dehi ahante bhoge dassessanti.

Mahāsatto tassa vacanaṃ sutvā kosi tvanti āha. Sakkohamasmīti. Bodhisatto sakko nāma sayaṃ dānaṃ datvā sīlaṃ samādiyitvā uposathakammaṃ katvā satta vattapadāni pūretvā sakkattaṃ patto tvaṃ pana attano issariyakāraṇaṃ dānaṃ vāresi anariyavattaṃ karosīti vatvā tisso gāthāyo abhāsi

Anariyamariyena sahassanetta

suduggatenāpi akiccamāhu

mā vo dhanaṃ taṃ ahu vā janinda

yaṃ bhogahetuṃ vijahemu saddhaṃ

yena eko ratho yāti yāti tena paro ratho

porāṇaṃ nihataṃ 1- vattaṃ vattatuññeva 2- vāsava

yadi hessati dassāma asante kiṃ dadāmhase

evaṃ bhūtāpi dassāma mā dānaṃ pamadāmhaseti.

Tattha anariyanti lāmakaṃ pāpakammaṃ. Ariyenāti parisuddhācārena ariyena. Suduggatenāpīti sudaliddenāpi. Akiccamāhūti akattabbanti buddhādayo ariyā vadanti. Tvaṃ pana maṃ anariyamaggaṃ ārocesīti adhippāyo. Voti nipātamattaṃ. Yaṃ bhogahetunti yassa dhanassa paribhuñjanahetu mayaṃ dānasaddhaṃ vijahemu pariccajeyyāma taṃ dhanameva mā ahu na no tena dhanena atthoti dīpeti. Rathoti yaṃ kiñci yānaṃ. Idaṃ vuttaṃ hoti yena maggena eko ratho yāti aññopi ratho rathassa gatamaggo esoti tena maggena yāti. Porāṇaṃ nihataṃ vattanti yaṃ mayā pubbeyeva nihataṃ vattaṃ taṃ mayi dharante vattatuyeva mā tiṭṭhatūti attho. Evaṃ bhūtāpīti evaṃ tiṇahārakabhūtāpi mayaṃ yāva jīvāma tāva dassāmayeva. Kiṃkāraṇā. Mā dānaṃ pamadāmhaseti adadanto

@Footnote: 1 nihitaṃ vaḍḍhaṃ . 2 vaḍḍhataññeva. Hi dānaṃ pamajjati nāma na sarati na sallakkheti ahaṃ pana jīvamāno dānaṃ pammusituṃ na icchāmi tasmā dassāmiyevāti dīpeti.

Sakko taṃ paṭibāhituṃ asakkonto kimatthāya dānaṃ dadāsīti pucchi. Neva sakkattaṃ na brahmattaṃ paṭṭhayamāno sabbaññutaṃ paṭṭhento panāhaṃ dadāmīti. Sakko tassa vacanaṃ sutvā tuṭṭho hatthena piṭṭhiṃ parimajji. Bodhisattassa taṃkhaṇaññeva parimajjitamattasseva 1- sakalasarīraṃ paripūri. Sakkānubhāvena cassa sabbo vibhavaparicchedo paṭipākatikova hoti. Sakko mahāseṭṭhi tvaṃ ito paṭṭhāya divase divase dvādasa satasahassāni visajjento dānaṃ dehīti tassa gehe aparimāṇadhanaṃ datvā taṃ uyyojetvā sakaṭṭhānameva gato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā seṭṭhibhariyā rāhulamātā ahosi visayho pana ahamevāti.

Visayhajātakaṃ dasamaṃ

kokilavaggo catuttho

@Footnote: 1 paribhuttamattasseva.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๓๙. พาเวรุชาดกชาดกถัดไป๓๔๑. กุณฑลิกชาดก