อยกูฏชาดก
ว่าด้วยยักษ์ถือกระบองเหล็กใหญ่
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๘๖ · บรรทัด ๓๒๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพายสํ กูฏํ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในมหากัณหชาดก. ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. เจริญวัยแล้ว เรียนศิลปศาสตร์ได้แล้ว เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงครองราชย์โดยธรรม. ในครั้งนั้น คนทั้งหลายเป็นผู้ถือเทวดาเป็นมงคล พากันฆ่าแพะเป็นต้นมากมาย กระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. พระโพธิสัตว์ให้เที่ยวตีกลองประกาศว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์มีชีวิต. ยักษ์ทั้งหลายเมื่อไม่ได้พลีกรรมจึงโกรธพระโพธิสัตว์ ได้ไปยังสมาคมยักษ์ในหิมวันประเทศ ให้ส่งยักษ์ตนหนึ่งผู้หยาบช้าไป เพื่อต้องการฆ่าพระโพธิสัตว์. ยักษ์นั้นถือพะเนินเหล็กร้อนอันใหญ่ประมาณเท่าช่อฟ้า มาด้วยตั้งใจว่า จักประหารพระโพธิสัตว์นั้นด้วยพะเนินเหล็กนี้ให้ตายจึงได้ยินอยู่ที่หัวนอนพระโพธิสัตว์ ในระหว่างมัชฌิมยาม. ขณะนั้นอาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวเธอทรงรำพึงอยู่ ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงถืออินทวชิราวุธเสด็จไป แล้วได้ประทับยืนเบื้องบนยักษ์. พระโพธิสัตว์ได้เห็นยักษ์แล้วคิดว่า ยักษ์นี้ยืนอารักขาเราหรือว่ายืนประสงค์จะฆ่าเรา เมื่อจะเจรจากับยักษ์นั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ท่านผู้ใดยืนถือพะเนินเหล็กล้วนอันใหญ่โตเหลือขนาดอยู่ในอากาศ ท่านผู้นั้นมาจัดแจงเพื่อจะคุ้มครองเราในวันนี้หรือ หรือว่าจะพยายามฆ่าเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิหิโตนุสชฺช ตัดบทเป็น วิหิโตนุสิ อชฺช. ก็พระโพธิสัตว์ เห็นแต่ยักษ์เท่านั้นไม่เห็นท้าวสักกะ. ยักษ์ไม่อาจประหารพระโพธิสัตว์เพราะกลัวท้าวสักกะ. ยักษ์นั้นได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ยินคุ้มครองท่าน แต่ข้าพเจ้ามาด้วยหวังใจว่า จักเอาพะเนินเหล็กอันโชติช่วงนี้ประหารทำท่านให้ตาย ข้าพเจ้าไม่อาจประหาร เพราะกลัวท้าวสักกะ เมื่อจะแสดงเนื้อความนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนพระราชา ข้าพเจ้าเป็นทูตของพวกยักษ์ ถูกพวกยักษ์เหล่านั้นส่งมาที่นี้เพื่อฆ่าพระองค์ แต่พระอินทร์เทวราชคุ้มครองพระองค์อยู่ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงผ่าพระเศียรของพระองค์ไม่ได้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าว ๒ คาถานอกนี้ว่า :ถ้าท้าวมัฆวาฬเทวราชผู้เป็นจอมเทพพระสวามีของนางสุชาดา คุ้มครองข้าพเจ้าอยู่ มิฉะนั้น พวกปีศาจคงจะคุกคามสัตว์ทั้งหลายเป็นแน่ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สะดุ้งกลัวต่อพวกยักษ์เลย. พวกกุมภัณฑ์และพวกปีศาจทั้งมวล จะคร่ำครวญกันไปก็ตามเถิด พวกปีศาจไม่อาจต่อยุทธ์กับข้าพเจ้า กิริยาที่หลอกหลอนพวกยักษ์ซึ่งทำให้น่ากลัวต่าง ๆ นั้น มีอยู่เป็นอันมาก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กลัว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขสิยา ปชาย ความว่าเหล่าสัตว์คือรากษส ได้แก่ พวกสัตว์ที่เป็นรากษส. บทว่า กุมฺภณฺฑา ได้แก่ พวกยักษ์ท้องพลุ้ย มีอัณฑะเท่าหม้อ. บทว่า ปํสุปิสาจกา ได้แก่ พวกปีศาจในที่ทิ้งหยากเยื่อ. บทว่า นาลํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าพวกปีศาจไม่สามารถจะต่อยุทธกับข้าพเจ้า. บทว่า มหตี สา วิเภสิกาความว่า ก็ยักษ์เหล่านี้ประชุมกันแสดงกิริยาน่ากลัวต่าง ๆ อันใดกิริยาที่น่ากลัวต่าง ๆ อันนั้นถึงจะมากมาย ก็เป็นเพียงแสดงอาการน่ากลัวแก่เราเท่านั้น แต่เราหากลัวไม่. ท้าวสักกะทรงขับยักษ์ให้หนีไป โอวาทพระมหาสัตว์แล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย จำเดิมแต่นี้ไป การคุ้มครองพระองค์ เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า แล้วเสด็จสู่สถานที่ของพระองค์ทีเดียว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอนุรุทธะส่วนพระเจ้าพาราณสี ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอยกูฏชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๘๙–๖๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อยกูฏชาตกํ
สพฺพายสํ กูฏนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โลกตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ มหากณฺหชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อุคฺคหิตสิปฺโป ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา มนุสฺสา เทวตามงฺคลิกา หุตฺวา พหู อเชฬกาทโย มาเรตฺวา เทวตานํ พลีกมฺมํ กโรนฺติ ฯ โพธิสตฺโต ปาโณ น หนฺตพฺโพติ เภริญฺจาราเปสิ ฯ ยกฺขา พลีกมฺมํ อลภมานา โพธิสตฺตสฺส กุชฺฌิตฺวา หิมวนฺเต ยกฺขสมาคมํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส มารณตฺถาย เอกํ กกฺขลํ ยกฺขํ เปเสสุํ ฯ โส กณฺณิกมตฺตํ มหนฺตํ อาทิตฺตํ อยกูฏํ คเหตฺวา อิมินา นํ ปหริตฺวา มาเรสฺสามีติ อาคนฺตฺวา มชฺฌิมยามสมนนฺตเร โพธิสตฺตสฺส สยนมตฺถเก อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส อาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ โส อาวชฺชมาโน ตํ การณํ ญตฺวา อินฺทวชิรํ อาทาย คนฺตฺวา ยกฺขสฺส อุปริ อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต ยกฺขํ ทิสฺวา กินฺนุโข เอส มํ รกฺขมาโน ฐิโต อุทาหุ มาเรตุกาโมติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
สพฺพายสํ กูฏมติปฺปมาณํ
ปคฺคยฺห โย ติฏฺฐสิ อนฺตลิกฺเข
รกฺขาย มํ ตฺวํ วิหิโตนุสชฺช
อุทาหุ เม วายมเส ๑- วธายาติ ฯ
ตตฺถ วิหิโตนุสชฺชาติ วิหิโตนุสิ อชฺช ฯ
โพธิสตฺโต ปน ยกฺขเมว ปสฺสติ น สกฺกํ ฯ ยกฺโข สกฺกสฺส ภเยน โพธิสตฺตํ ปหริตุํ น สกฺโกติ ฯ โส โพธิสตฺตสฺส กถํ สุตฺวา มหาราช นาหํ ตว รกฺขาย ฐิโต อิมินา ปน ชลิตอยกูเฏน ปหริตฺวา ตํ มาเรสฺสามีติ อาคโตมฺหิ สกฺกสฺส ภเยน ตํ ปหริตุํ น สกฺโกมีติ เอตมตฺถํ ทีเปนฺโต ทุติยํ คาถมาห
ทูโตหํ ราชิธ รกฺขสานํ
วธาย ตุยฺหํ ปหิโตหมสฺมิ
อินฺโท จ ตํ รกฺขติ เทวราชา
เตนุตฺตมงฺคํ น เต ผาลยามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อิตรา เทฺว คาถา อภาสิ
สเจ จ มํ รกฺขติ เทวราชา
เทวานมินฺโท มฆวา สุชมฺปติ
กามํ ปิสาจา วินทนฺตุ สตฺเต ๒-
น สนฺตเส รกฺขสิยา ปชาย
กามํ กณฺฑนฺตุ กุมฺภณฺฑา สพฺเพ ปํสุปิสาจกา
นาลํ ปิสาจา ยุทฺธาย มหตี สา วิเภสิกาติ ๓- ฯ
ตตฺถ รกฺขสิยา ปชายาติ รกฺขสีสงฺขาตาย ปชาย
@เชิงอรรถ: ๑. เจตยเส ฯ ๒. สพฺเพ ฯ ๓. วิเหสิกา ฯ รกฺขสสตฺตานนฺติ อตฺโถ ฯ กุมฺภณฺฑาติ กุมฺภมตฺตรหสฺสงฺคา มโหทรา ยกฺขา ฯ ปํสุปิสาจกาติ สงฺการฏฺฐาเน ปิสาจา ฯ นาลนฺติ ปิสาจกา นาม มยา สทฺธึ ยุทฺธาย น สมตฺถา ฯ มหตี สา วิเภสิกาติ ยํ ปเนเต ยกฺขา สนฺนิปติตฺวา วิเภสิกํ ทสฺเสนฺติ สา มหตี วิเภสิกา ภายนาการทสฺสนมตฺตเมว มยฺหํ น ปนาหํ ภายามีติ อตฺโถ ฯ
สกฺโก ยกฺขํ ปลาเปตฺวา มหาสตฺตํ โอวทิตฺวา มา ภายิ มหาราช อิโต ปฏฺฐาย ตว รกฺขา มมายตฺตาติ วตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สกฺโก อนุรุทฺโธ อโหสิ พาราณสีราชา ปน อหเมวาติ ฯ
อยกูฏชาตกํ สตฺตมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗