สันธิเภทชาดก
ว่าด้วยโทษที่เชื่อถือคำส่อเสียด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๙๔ · บรรทัด ๓๒๙๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเปสุญญสิกขาบท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เนว อิตฺถีสุ สามญฺํ ดังนี้. ได้ยินว่า สมัยหนึ่งพระศาสดาได้ทรงสดับว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์นำความส่อเสียดป้ายร้ายเข้าไปให้ จึงรับสั่งให้เรียกภิกษุฉัพพัคคีย์เหล่านั้นมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนำความส่อเสียดป้ายร้ายเข้าไปให้แก่พวกภิกษุผู้บาดหมาง ทะเลาะวิวาทกันจริงหรือ ? เพราะเหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดขึ้น และความบาดหมางที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญยิ่งขึ้น เมื่อพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่าจริงพระเจ้าข้า จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าวาจาส่อเสียดคมกล้าประดุจประหารด้วยศาตรา ถึงความคุ้นเคยที่เหนียวแน่นมั่นคงก็แตกสลายไปได้โดยรวดเร็ว เพราะวาจาส่อเสียดนั้น ก็แหละชนผู้เชื่อถือวาจาส่อเสียดนั้นแล้วทำลายไมตรีของตนเสีย ย่อมเป็นเช่นกับราชสีห์และโคผู้ทีเดียว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นโอรสของพระเจ้าพาราณสีนั้น เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนศิลปะในเมืองตักกศิลาเสร็จแล้ว เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้ครองราชสมบัติโดยธรรม. ครั้งนั้น นายโคบาลคนหนึ่ง. เลี้ยงโคทั้งหลายในตระกูลทั้งหลาย เมื่อจะมาจากป่า ไม่ได้นึกถึงแม่โคตัวหนึ่งซึ่งมีครรภ์ จึงทิ้งไว้แล้วไปเสีย แม่โคนั้นเกิดความคุ้นเคยกับแม่ราชสีห์ตัวหนึ่ง. แม่โคและแม่ราชสีห์ทั้งสองนั้นเป็นมิตรกันอย่างมั่นคงเที่ยวไปด้วยกัน. จำเนียรกาลนานมา แม่โคจึงตกลูกโคแม่ราชสีห์ตกลูกราชสีห์. ลูกโคและลูกราชสีห์ทั้งสองนั้นก็ได้เป็นมิตรกันอย่างเหนียวแน่น ด้วยไมตรีซึ่งมีมาโดยสกุล จึงเที่ยวไปด้วยกัน. ครั้งนั้น พรานป่าคนหนึ่งเข้าป่าเห็นสัตว์ทั้งสองนั้นคุ้นเคยกัน จึงถือเอาสิ่งของที่เกิดขึ้นในป่า แล้วไปเมืองพาราณสี ถวายแด่พระราชาอันพระราชาตรัสถามว่า สหาย ท่านเคยเห็นความอัศจรรย์อะไร ๆในป่าบ้างไหม ? จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นอะไร ๆ อย่างอื่น แต่ได้เห็นราชสีห์ตัวหนึ่งกับโคผู้ตัวหนึ่ง สนิทสนมกันและกันเที่ยวไปด้วยกัน. พระราชาตรัสว่า เมื่อสัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งสองเหล่านั้น ภัยจักบังเกิดมี เมื่อใดท่านเห็นสัตว์ตัวที่สามเพิ่มขึ้นแก่สัตว์ทั้งสองนั้น เมื่อนั้นท่านพึงบอกเรา. นายพรานป่านั้นทูลรับว่า ได้พระเจ้าข้า. ก็เมื่อพรานป่าไปเมืองพาราณสีแล้วมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้าไปบำรุงราชสีห์และโคผู้. นายพรานป่าไปป่าได้เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้นคิดว่า จักกราบทูลความที่สัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นแล้วแก่พระราชา จึงได้ไปยังพระนครพาราณสี. สุนัขจิ้งจอกคิดว่าเว้นเนื้อราชสีห์และเนื้อโคผู้เสีย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออื่นที่เราไม่เคยกิน ไม่มีเราจักยุยงทำลายสัตว์ทั้งสองนี้แล้วกินเนื้อสัตว์ทั้งสองนี้. สุนัขจิ้งจอกนั้นจึงยุยงสัตว์ทั้งสองนั้นให้ทำลายกันและกันโดยพูดว่า ผู้นี้พูดอย่างนี้กะท่าน ผู้นี้พูดอย่างนี้กะท่าน ไม่นานนัก ก็ได้ทำให้ถึงแก้ความตายเพราะทำการทะเลาะกัน. ฝ่ายพรานป่ามาถึงแล้วกราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ สัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นแล้วแก่ราชสีห์และโคผู้เหล่านั้น พระราชาตรัสถามว่า สัตว์ตัวที่สามนั้น คืออะไร ? พรานป่ากราบทูลว่า สุนัขจิ้งจอกพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า สุนัขจิ้งจอกจักยุยงทำลายสัตว์ทั้งสองนั้นให้ตาย พวกเราจักไปทันในเวลาสัตว์ทั้งสองนั้นจะตาย จึงเสด็จขึ้นทรงราชรถเสด็จไปตามทางที่พรานป่าชี้แสดงให้ เสด็จไปทันในเมื่อสัตว์ทั้งสองนั้นทำการทะเลาะกันและกันแล้วถึงแก่สิ้นชีวิตไป. สุนัขจิ้งจอกมีใจยินดีกินเนื้อราชสีห์ครั้งหนึ่งกินเนื้อโคผู้ครั้งหนึ่ง พระราชาทั้งเห็นสัตว์ทั้งสองนั้นถึงความสิ้นชีวิตไปแล้ว ทรงประทับยืนอยู่บนรถนั่นแล เมื่อจะตรัสเจรจากับนายสารถี จึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :ดูก่อนนายสารถี สัตว์ทั้งสองนี้ไม่ได้มีความเสมอกันเพราะสตรีทั้งหลาย ไม่ได้มีความเสมอกันเพราะอาหาร คือต่างก็มีสัตว์ตัวเมียและอาหารคนละชนิดไม่เหมือนกันภายหลัง เมื่อสุนัขจิ้งจอกยุยงทำลายความสนิทสนมจนถึงให้ตาย ท่านจงเห็นเหตุนั้นซึ่งฉันคิดไว้ถูกต้องแล้ว.
พวกสุนัขจิ้งจอกพากันกัดกินโคผู้และราชสีห์ เพราะคำส่อเสียดใด คำส่อเสียดนั้น ย่อมเป็นไปถึงตัดมิตรภาพ เพราะเนื้อคือสุนัขจิ้งจอกเป็นเหตุ ดุจดาบคน ฉะนั้น.
ดูก่อนนายสารถี ท่านจงดูการนอนตายของสัตว์ทั้งสองนี้ ผู้ใดเชื่อถือถ้อยคำของคนส่อเสียด ผู้มุ่งทำลายความสนิทสนม ผู้นั้นจะต้องนอนตายอย่างนี้.
ดูก่อนนายสารถี นรชนเหล่าใดไม่เชื่อถือถ้อยคำของตนส่อเสียด ผู้มุ่งทำลายความสนิทสนม นรชนเหล่านั้นย่อมได้ประสบสุขเหมือนคนไปสวรรค์ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนว อิตฺถีสุ ความว่า ดูก่อนนายสารถีผู้สหาย สัตว์ทั้งสองนี้ไม่มีความเสมอกันในเพราะสตรี และในเพราะอาหาร เพราะราชสีห์ย่อมเสพสตรีเฉพาะอย่างหนึ่ง โคผู้ย่อมเสพสตรีอีกอย่างหนึ่ง คนละอย่าง อนึ่งราชสีห์ย่อมกินภักษาหารอย่างหนึ่ง และโคผู้ย่อมกินภักษาหารอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ในบทว่า อถสฺส นี้ มีอธิบายว่า เมื่อเหตุที่จะทำให้ทะเลาะกันแม้จะไม่มีอยู่อย่างนี้ ภายหลังสุนัขจิ้งจอกชาติชั่วตัวนี้ผู้ทำลายความสนิทสนมกันฉันมิตร คิดว่า จักกินเนื้อของสัตว์ทั้งสอง จึงฆ่าสัตว์ทั้งสองนี้ ท่านจงเห็นดังที่เราคิดไว้ดีแล้ว. ในบทว่า ยตฺถ นี้ ท่านแสดงความว่า เมื่อความส่อเสียดใดเป็นไปอยู่ พวกสุนัขจิ้งจอกผู้ฆ่าเนื้อ ย่อมเคี้ยวกินโคผู้และราชสีห์ ความส่อเสียดนั้นย่อมตัดมิตรภาพไปในเพราะเนื้อ เหมือนดาบอันคมกริบฉะนั้น. ด้วยบทว่า ยมิมํ ปสฺสสิ นี้ ท่านแสดงว่า ดูก่อนสารถีผู้สหาย ท่านจงดูการนอนตายของสัตว์ทั้งสองเหล่านี้ บุคคลแม้อื่นใดรู้สึก คือเชื่อถือวาจาส่อเสียดของผู้ส่อเสียดผู้ทำลายความสนิทสนม บุคคลนั้นย่อมนอนเช่นนี้ คือตายอย่างนี้ทีเดียว. บทว่า สุขเมธนฺติ ความว่า ย่อมประสบคือได้ความสุข บทว่า นรา สคฺคคตาริว ความว่า ชนเหล่านั้นย่อมประสบความสุข เหมือนนรชนผู้ไปสวรรค์พรั่งพร้อมด้วยโภคะอันเป็นทิพย์ฉะนั้น. บทว่า นาวโพเธนฺติ ความว่า ย่อมสำรวมระวังจากสิ่งที่ไม่ใช่สาระแก่นสาร คือได้ฟังคำแม้เช่นนั้นแล้วก็ทักท้วง ให้สำนึกไม่ทำลายไมตรี คงตั้งอยู่ตามปกติดังเดิม. พระราชาครั้นตรัสคาถานี้แล้ว รับสั่งให้เก็บเอาหนัง เล็บและเขี้ยวของไกรสรราชสีห์ แล้วเสด็จไปยังพระนครทีเดียว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสันธิเภทชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๙๙–๗๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สนฺธิเภทชาตกํ
เนว อิตฺถีสุ สามญฺญนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เปสุญฺญสิกฺขาปทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย สตฺถา ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เปสุญฺญํ อุปสํหรนฺตีติ สุตฺวา เต ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตุมฺเห ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ภณฺฑนชาตานํ กลหชาตานํ วิวาทาปนฺนานํ เปสุญฺญํ อุปสํหรถ เตน อนุปฺปนฺนานิ เจว ภณฺฑนานิ อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนานิ จ ภณฺฑนานิ ภิยฺโยภาวาย สํวตฺตนฺตีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต เต ภิกฺขู ครหิตฺวา ภิกฺขเว ปิสุณาวาจา นาม ติขิณา สตฺถปฺปหารสทิสา ทฬฺโห วิสฺสาโสปิ ตาย ขิปฺปํ ภิชฺชติ ตญฺจ ปน คเหตฺวา อตฺตโน เมตฺติภินฺทนกชโน สีหอุสภสทิโสว โหตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุตฺโต หุตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ อุคฺคหิตสิปฺโป ปิตุ อจฺจเยน ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา เอโก โคปาลโก อรญฺญโต กุเลสุ คาโว ปฏิชคฺคิตฺวา อาคจฺฉนฺโต เอกํ คพฺภินึ อสลฺลกฺเขตฺวา ปหาย คโต ฯ ตสฺสา เอกาย สีหิยา สทฺธึ วิสฺสาโส อุปฺปชฺชิ ฯ ตา อุโภปิ ทฬฺหมิตฺตา หุตฺวา เอกโต วิจรนฺติ ฯ อปรภาเค คาวี วจฺฉกํ สีหี สีหโปตกํ วิชายิ ฯ เต อุโภปิ ชนา กุเลน อาคตเมตฺติยา ทฬฺหเมตฺตา หุตฺวา เอกโต วิจรนฺติ ฯ อเถโก วนจรโก อรญฺญํ ปวิสิตฺวา เตสํ วิสฺสาสํ ทิสฺวา อรญฺเญ อุปฺปชฺชนกภณฺฑํ อาทาย พาราณสิยํ คนฺตฺวา รญฺโญ ทตฺวา อปิ เต สมฺม อรญฺเญ กิญฺจิ อจฺฉริยํ ทิฏฺฐปุพฺพนฺติ รญฺญา ปุฏฺโฐ เทว อญฺญํ กิญฺจิ น ปสฺสามิ เอกํ ปน สีหญฺจ อุสภญฺจ อญฺญมญฺญํ วิสฺสาสิเก เอกโตว จรนฺเต อทฺทสนฺติ อาห ฯ เอเตสํ ตติยเก อุปฺปนฺเน ภยํ ภวิสฺสติ ยทา เนสํ ตติยํ ปสฺสสิ อถ เม อาจิกฺเขยฺยาสีติ ฯ โส สาธุ เทวาติ ฯ วนจรเก ปน พาราณสึ คเต เอโก สิคาโล สีหญฺจ อุสภญฺจ อุปฏฺฐหิ ฯ วนจรโก อรญฺญํ คนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา ตติยสฺส อุปฺปนฺนภาวํ รญฺโญ กเถสฺสามีติ นครํ คโต ฯ สิคาโล จินฺเตสิ มยา ฐเปตฺวา สีหมํสญฺจ อุสภมํสญฺจ อญฺญํ อขาทิตปุพฺพํ นาม นตฺถิ อิเม ภินฺทิตฺวา อิเมสํ มํสํ ขาทิสฺสามีติ ฯ โส อยํ ตํ เอวํ วทติ อยํ ตํ เอวํ วทตีติ อุโภปิ เต อญฺญมญฺญํ ภินฺทิตฺวา นจิรสฺเสว กลหํ กตฺวา มรณกาลปฺปตฺเต อกาสิ ฯ วนจรโกปิ อาคนฺตฺวา รญฺโญ เตสํ เทว ตติโย อุปฺปนฺโนติ อาห ฯ โก โสติ ฯ สิคาโล เทวาติ ฯ ราชา อุโภปิ เต ภินฺทิตฺวา มาราเปสฺสติ มยํ เตสํ มตกาเล สมฺปาปุณิสฺสามาติ วตฺวา รถํ อภิรูหิตฺวา วนจรเกน เทสิตมคฺเคน คจฺฉนฺโต เตสุ อญฺญมญฺญํ กลหํ กตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺเตสุ สมฺปาปุณิ ฯ สิคาโล ตุฏฺฐจิตฺโต เอกวารํ สีหมํสํ ขาทติ เอกวารํ อุสภมํสํ ขาทติ ฯ ราชา เต อุโภปิ ชีวิตกฺขยํ ปตฺเต ทิสฺวา รเถ ฐิโตว สารถินา สทฺธึ สลฺลปนฺโต อิมา คาถา อภาสิ
เนว อิตฺถีสุ สามญฺญํ นาปิ ภกฺเขสุ สารถิ
อถสฺส สนฺติเภทสฺส ปสฺส ยาว สุจินฺติตํ
อสิ ติกฺโขว มํสสฺมึ เปสุญฺญํ ปริวตฺตติ
ยตฺถุสภญฺจ สีหญฺจ ภกฺขยนฺติ มิคาธมา
อิมํ โส สยนํ เสติ ยมิมํ ปสฺสสิ สารถิ
โย วาจํ สนฺธิเภทสฺส ปิสุณสฺส นิโพธติ
เต ชนา สุขเมธนฺติ นรา สคฺคคตาริว
เย วาจํ สนฺธิเภทสฺส นาวโพเธนฺติ สารถีติ ฯ
ตตฺถ เนว อิตฺถีสูติ สมฺม สารถิ อิเมสํ ทฺวินฺนํ ชนานํ เนว อิตฺถีสุ สามญฺญํ อตฺถิ น ภกฺเขสุ อญฺญเมว หิ อิตฺถึ สีโห เสวติ อญฺญํ อุสโภ อญฺญญฺจ ภกฺขํ สีโห ขาทติ อญฺญญฺจ อุสโภติ อตฺโถ ฯ อถสฺสาติ เอวํ กลหการเณ อวิชฺชมาเนปิ อถ อิมสฺส มิตฺตสนฺธิเภทกสฺส ทุฏฺฐสิคาลสฺส อุภินฺนํ มํสํ ขาทิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อิเม มาเรนฺตสฺส ปสฺส ยาว ๑- สุจินฺติตนฺติ อธิปฺปาโย ฯ ยตฺถาติ ยสฺมึ เปสุญฺเญ ปริวตฺตมาเน อุสภญฺจ สีหญฺจ มิคาธมา สิคาลา ขาทนฺติ ตํ เปสุญฺญํ มํสมฺหิ ติขิณา อสิ วิย มิตฺตภาวํ ฉินฺทนฺตเมว ปริวตฺตตีติ ทีเปติ ฯ ยมิมํ ปสฺสสีติ สมฺม สารถิ ยํ อิมํ ปสฺสสิ อิเมสํ ทฺวินฺนํ มตสยนํ อญฺโญปิ โย ปุคฺคโล สนฺธิเภทกสฺส ปิสุณสฺส ปิสุณวาจํ นิโพธติ คณฺหติ โส อิมํ สยนํ เสติ เอวเมว มรตีติ ทสฺเสติ ฯ สุขเมธนฺตีติ สุขํ วินฺทนฺติ ลภนฺติ ฯ นรา สคฺคคตาริวาติ สคฺคํ คตา ทิพฺพโภคสมงฺคิโน นรา วิย เต สุขํ วินฺทนฺตีติ อตฺโถ ฯ นาวโพเธนฺตีติ น สารโต ปจฺเจนฺติ ตาทิสมฺปิ วจนํ สุตฺวา โจเทตฺวา สาเรตฺวา เมตฺตึ อภินฺทิตฺวา ปากติกาว โหนฺตีติ ฯ
ราชา อิมา คาถา ภาสิตฺวา สีหสฺส เกสรจมฺมนขทาเฒ คาหาเปตฺวา นครเมว คโต ฯ
@เชิงอรรถ: ๑. ยาว ตํ จินฺติตํ ชาตํ ฯ สุจินฺติตนฺติ อธิปฺปาโย ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อหเมว อโหสีติ ฯ
สนฺธิเภทชาตกํ นวมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗