มัจฉชาดก
ว่าด้วยความหึงหวง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๔ · บรรทัด ๒๓๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของภรรยาเก่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น มํ สีตํ น มํ อณฺหํ ดังนี้.
ความพิศดารว่า ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเธอจึงเป็นผู้กระสันจะสึก? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาเก่าของข้าพระองค์เป็นผู้มีรสมืออร่อย ข้าพระองค์ไม่อาจละนาง พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุหญิงนั่นเป็นผู้กระทำความฉิบหายแก่เธอ แม้ในกาลก่อน เธอเมื่อจะถึงความตายก็เพราะอาศัยหญิงนั่น แต่พ้นจากความตายเพราะอาศัยเรา แล้วทรงนำเรื่องอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ในกาลนั้น พวกชาวประมงได้ทอดแหอยู่ในแม่น้ำ ครั้งนั้น มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาเล่นอยู่กับนางปลาของตนด้วยความยินดี. นางปลานั้นว่ายไปข้างหน้าของปลาใหญ่นั้น ได้กลิ่นแห จึงเลี้ยงแหไป. ส่วนปลาใหญ่นั้นติดในกามเป็นปลาโลเล ได้เข้าไปยังท้องแหนั่นเอง. พวกชาวประมงรู้ว่าปลาใหญ่นั้นเข้าไปติดแห จึงยกแหขึ้นจับเอาปลา ไม่ฆ่า โยนไปบนหลังทราย คิดว่าจักปิ้งปลานั้นกิน จึงก่อไฟถ่านเสี้ยมไม้แหลม ปลาคร่ำครวญอยู่ว่า การย่างบนถ่านไฟหรือการเสียบด้วยไม้แหลมนั้น ก็หรือทุกข้ออย่างอื่น จะไม่ทำไห้เราลำบาก แต่ข้อที่นางปลานั้นถึงความโทมนัสในเราว่า ปลาใหญ่นั้น ได้ไปหานางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีเป็นแน่นั้นเท่านั้น เบียดเบียนเรา จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ความเย็น ความร้อน และการติดอยู่ในแห ไม่ได้เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์เลย แต่ข้อที่นางปลา สำคัญว่า เราไปหลงนางปลาตัวอื่นนั่นแหละ เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ ความว่าปลาทั้งหลายย่อมมีความหนาว ในเวลาถูกนำออกไปจากน้ำ เมื่อความหนาวนั้นปราศจากไป ความร้อนย่อมมี. ปลาหมายเอาความหนาวและความร้อนแม้ทั้งสองนั้น จึงคร่ำครวญว่า ความหนาว ความร้อน ย่อมไม่เบียดเบียนเรา. ปลาหมายเอาความทุกข์ซึ่งมีการปิ้งบนถ่านไฟที่จักมีขึ้นแม้นั้น จึงคร่ำครวญว่าความร้อนจะไม่เบียดเบียนเรา. ด้วยบทว่า น มํ ชาลสฺมิ พาธนํ นี้ ปลาย่อมคร่ำครวญว่า การที่ได้คิดอยู่ในแหแม้นั้น ก็ไม่เบียดเบียนเรา. ในบทว่า ยญฺจ มํ ดังนี้เป็นต้นไป มีประมวลความดังต่อไปนี้. นางปลานั้นไม่รู้ว่าเราผู้ติดอยู่ในแหถูกพวกประมงเหล่านั้นจับเอาไป เมื่อไม่เห็นเราก็จะคิดว่าบัดนี้ปลาใหญ่นั้นจักติดนางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีในกาม การที่นางปลานั้นผู้ถึงความโทมนัสคิดดังนั้น ย่อมเบียดเบียนเรา เพราะเหตุนั้น ปลาใหญ่นั้น จึงนอนคร่ำครวญอยู่บนหลังทราย.
สมัยนั้น ปุโรหิตอันทาสแวดล้อมมายังฝั่งแม่น้ำเพื่อจะอาบน้ำ ก็ปุโรหิตนั้น เป็นผู้รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด. ด้วยเหตุนั้น ปุโรหิตนั้น ได้ฟังปลาคร่ำครวญจึงคิดว่า ปลานี้คร่ำครวญเพราะกิเลส ก็ปลานี้มีจิตกระสับกระส่ายอย่างนี้ ตายไป จักบังเกิดในนรกเท่านั้น เราจักเป็นที่พึงอาศัยของปลานี้. ปุโรหิตนั้นจึงไปหาพวกชาวประมงแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านไม่ให้ปลาเราเพื่อทำกับข้าว แม้สักวัน. ชาวประมงทั้งหลายกล่าวว่า นายท่านพูดอะไร ท่านจงเลือกเอาปลาที่ท่านชอบใจไปเถิด. ปุโรหิตกล่าวว่า เราไม่มีการงานกับผู้อื่น พวกท่านจงให้เฉพาะปลาตัวนี้เท่านั้น. พวกชาวประมงกล่าวว่า เอาไปเถอะนาย. พระโพธิสัตว์เอามือทั้งสองจับปลานั้นไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำกล่าวสอนว่า ปลาผู้เจริญ วันนี้ ถ้าเราไม่เห็นเจ้า เจ้าจะต้องถึงแก่ความตาย ตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าอย่าได้ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสเลย แล้วปล่อยไปในน้ำ ในเองเข้าไปยังนคร.
พระศาสดาครั้น ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ฝ่ายพระศาสดาได้ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นางปลาในครั้งนั้น ได้เป็นภรรยาเก่าในบัดนี้ ปลาในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ส่วนปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราเองแล.
จบมัจฉชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๓๙–๓๔๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ มจฺฉชาตกํ
น มํ สีตํ น มํ อุณฺหนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณทุติยิกปฺปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ เกนาสิ อุกฺกณฺฐิโตติ ฯ ปุราณทุติยิกา เม ภนฺเต มธุรหตฺถรสา ตํ ชหิตุํ น สกฺโกมีติ ฯ อถ นํ สตฺถา ภิกฺขุ เอสา อิตฺถี ตว อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ เอตํ นิสฺสาย มรณํ ปาปุณนฺโต มํ อาคมฺม มรณโต มุตฺโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิโต อโหสิ ฯ ตทา เกวฏฺฏา นทิยํ ชาลํ ขิปึสุ ฯ อเถโก มหามจฺโฉ รติวเสน อตฺตโน มจฺฉิยา สทฺธึ กีฬมาโน อาคจฺฉติ ฯ ตสฺส สา มจฺฉี ปุรโต คจฺฉมานา ชาลคนฺธํ ฆายิตฺวา ชาลํ ปริหรนฺตา คตา ฯ โส ปน กามคิทฺโธ โลลมจฺโฉ ชาลกุจฺฉิเมว ปวิฏฺโฐ ฯ เกวฏฺฏา ตสฺส ชาลํ ปวิฏฺฐภาวํ ญตฺวา ชาลํ อุกฺขิปิตฺวา มจฺฉํ คเหตฺวา อมาเรตฺวาว วาลุกปิฏฺเฐ ขิปิตฺวา อิมํ องฺคาเรสุ ปจิตฺวา ขาทิสฺสามาติ องฺคาเร กโรนฺติ สูเล ตจฺเฉนฺติ ฯ มจฺโฉ เอตํ องฺคารตาปนํ วา สูลเวธนํ วา อญฺญํ วา ปน ทุกฺขํ น มํ กิลเมติ ยํ ปน สา มจฺฉี อญฺญํ มจฺฉึ โส นูน รติวเสน คโตติ มยิ โทมนสฺสํ อาปชฺชติ ตเทว มํ พาธตีติ ปริเทวมาโน อิมํ คาถมาห
น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ น มํ ชาลสฺมิ พาธนํ
ยญฺจ มํ มญฺญเต มจฺฉี อญฺญํ โส รติยา คโตติ ฯ
ตตฺถ น มํ สีตํ น มํ อุณฺหนฺติ มจฺฉานํ อุทกา นีหฏกาเล สีตํ โหติ ตสฺมึ วิคเต อุณฺหํ โหติ ฯ ตทุภยมฺปิ สนฺธาย น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ พาธตีติ ปริเทวติ ฯ ยมฺปิ องฺคาเรสุ ปจนมูลกํ ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ตมฺปิ สนฺธาย น มํ อุณฺหนฺติ ปริเทวเตว ฯ น มํ ชาลสฺมิ พาธนนฺติ ยมฺปิ ชาลสฺมึ พาธนํ อโหสิ ตมฺปิ มํ น พาเธสีติ ปริเทวติ ฯ ยญฺจ มนฺติ อาทีสุ อยํ ปิณฺฑตฺโถ สา มจฺฉี มม ชาเล ปติฏฺฐิตสฺส อิเมหิ เกวฏฺเฏหิ คหิตภาวํ อชานนฺตี มํ อปสฺสมานา โส มจฺโฉ อิทานิ อญฺญํ มจฺฉึ กามรติยา คโต ภวิสฺสตีติ จินฺเตสิ ตํ ตสฺสา โทมนสฺสปฺปตฺตาย จินฺตนํ มํ พาธตีติ วาลุกปิฏฺเฐ นิปนฺโนว ปริเทวติ ฯ
ตสฺมึ สมเย ปุโรหิโต ทาสปริวุโต นฺหานตฺถาย นทีตีรํ อาคโต ฯ โส ปน สพฺพรุทญฺญู โหติ ฯ เตนสฺส มจฺฉํ ปริเทวิตํ สุตฺวา เอตทโหสิ อยํ มจฺโฉ กิเลสปริเทวิตํ ปริเทวติ เอวํ อาตุรจิตฺโต โข ปเนส มิยฺยมาโน นิรเยเยว นิพฺพตฺติสฺสติ อหํ อิมสฺส อวสฺสโย ภวิสฺสามีติ ฯ เกวฏฺฏานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา อมฺโภ ตุมฺเห อมฺหากํ เอกทิวสมฺปิ พฺยญฺชนตฺถาย มจฺฉํ น เทถาติ อาห ฯ เกวฏฺฏา กึ วเทถ สามิ ตุมฺหากํ รุจฺจนกํ มจฺฉํ คณฺหิตฺวา คจฺฉถาติ อาหํสุ ฯ อมฺหากํ อญฺเญน กมฺมํ นตฺถิ อิมญฺเญว เทถาติ ฯ คณฺหถ สามีติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา นทีตีเร นิสีทิตฺวา อมฺโภ มจฺฉ สเจ ตาหํ อชฺช น ปสฺเสยฺยํ ชีวิตกฺขยํ ปาปุเณยฺยาสิ อิทานิ อิโต ปฏฺฐาย มา กิเลสวสิโกว อโหสีติ โอวทิตฺวา อุทเก วิสฺสชฺเชตฺวา นครํ ปาวิสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มจฺฉี ปุราณทุติยิกา อโหสิ มจฺโฉ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ ปุโรหิโต ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
มจฺฉชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗