มณิกุณฑลชาดก
ว่าด้วยผู้ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๐๒ · บรรทัด ๓๓๔๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอำมาตย์ชั่วผู้จัดประโยชน์ทั้งปวง ในภายในพระราชวังของพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ชินฺโน รฏฺสฺสมณิภุณฺฑเล จ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ส่วนในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระเจ้าพาราณสี. อำมาตย์ชั่วนำพระเจ้าโกศลมายึดเอากาสิกรัฐ จองจำพระเจ้าพาราณสีใส่ไว้ในเรือนจำ. พระเจ้าพาราณสีทำฌานให้เกิดขึ้นแล้วนั่งขัดสมาธิในอากาศ. ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในร่างกายของราชาผู้เป็นโจร. พระราชาโจรนั้นเข้าไปหาพระเจ้าพาราณสี แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :พระองค์ทรงละทิ้งแว่นแคว้น ม้ากุณฑล แก้วมณี อนึ่ง ยังทรงละทิ้งราชบุตรและเหล่าสนม เมื่อโภคสมบัติทั้งสิ้น ของพระองค์ไม่มีเหลือเลย เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงเดือดร้อนในคราวเศร้าโศกเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชินฺโน รฏฺสฺสมณิกุณฺฑเล จความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงละทิ้งแว่นแคว้น ม้า และกุณฑลแก้วมณีทั้งหลาย. บาลีว่า รถมณิภุณฺฑเล จ ดังนี้ก็มี. บทว่าอเสสเกสุ แปลว่า ไม่เหลือเลย. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :โภคสมบัติย่อมละทิ้งสัตว์ไปเสียก่อนก็มี บางทีสัตว์ก็ละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้นไปก่อนก็มี ดูก่อนพระองค์ผู้ใคร่ในกามโภคสมบัติที่บริโภคกันอยู่เป็นของไม่แน่นอนเพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อนในคราวที่ควรเศร้าโศก. พระจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวง และจะหายไป อนึ่ง พระอาทิตย์กำจัดความมืด ทำโลกให้เร่าร้อน แล้วอัสดงคตไป ฉันใด โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและพินาศไป ฉันนั้น ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้งหลายหม่อมฉันชนะแล้วเพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศกในคราวที่ควรเศร้าโศก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพว มจฺจํ ความว่า โภคะทั้งหลายย่อมละสัตว์ไปในเบื้องต้น คือก่อนทีเดียวบ้าง สัตว์ย่อมละโภคะเหล่านั้นไปก่อนกว่าบ้าง. พระโพธิสัตว์เรียกพระราชาที่เป็นโจรปล้นราชสมบัติว่า กามกามิ. อธิบายว่า ดูก่อนพระองค์ผู้ใคร่กามทั้งหลาย ชื่อว่ากามกามิ ธรรมดาคนผู้มีโภคสมบัติเป็นผู้ไม่แน่นอนในโลก คือ เมื่อโภคสมบัติทั้งหลายฉิบหายไปแล้ว ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้ไม่มีโภคสมบัติ หรือตนละทิ้งโภคสมบัติฉิบหายไปเอง เพราะฉะนั้นหม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก แม้ในคราวเศร้าโศกของมหาชน. พระโพธิสัตว์เรียกราชาโจรด้วยคำว่า ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้งหลายหม่อมฉันชนะแล้ว ดังนี้. อธิบายว่า ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้งหลายมีอาทิว่า มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ดังนี้ หม่อมฉันชนะแล้ว เหมือนอย่างว่าพระจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวง และกลับสิ้นไป ฉันใด และเหมือนพระอาทิตย์ขจัดความมืดทำภูมิภาคของโลกอันใหญ่โตให้ร้อน แล้วกลับถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ คืออัสดงคตไปไม่ปรากฏในตอนเย็น ฉันใด โภคสมบัติทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเกิดขึ้นและย่อมฉิบหายไป จะประโยชน์อะไร ด้วยการเศร้าโศกในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นหม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาผู้เป็นโจรอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะติเตียนพระราชาโจรนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวว่า :คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เกียจคร้านไม่ดีบรรพชิตไม่สำรวม ไม่ดี พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญแล้วกระทำ ไม่ดี การเป็นบัณฑิตขี้โกรธก็ไม่ดี. ท่านผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์พึงใคร่ครวญก่อนแล้วจึงกระทำ ยังมิได้ใคร่ครวญแล้วไม่ควรทำ ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเเล้วทำ. ก็คาถาทั้งสองนี้ ได้พรรณาให้พิสดารในหนหลังแล้วแล. พระราชาโจรขอษมาพระโพธิสัตว์แล้ว มอบราชสมบัติให้ทรงรับไว้แล้ว เสด็จไปยังชนบทของพระองค์เอง. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าโกศลในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ส่วนพระเจ้าพาราณสี ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามณิกุณฑลชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๐๙–๗๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๓๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Pañcakanipātajātakaṭṭhakathā
maṇikuṇḍalavaggavaṇṇanā
maṇikuṇḍalajātakaṃ
jinno raṭṭhassamaṇikuṇḍale cāti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarañño antepure sabbatthasādhakaṃ paduṭṭhāmaccaṃ ārabbha kathesi.
Vatthu heṭṭhā vitthāritameva. Idha pana bodhisatto bārāṇasīrājā ahosi. Paduṭṭhāmacco kosalarājānaṃ ānetvā kāsikaraṭṭhaṃ gāhāpetvā bārāṇasīrājānaṃ bandhāpetvā bandhanāgāre khipāpesi. Rājā jhānaṃ uppādetvā ākāse pallaṅkena nisīdi. Corarañño sarīre dāho uppajji. So bārāṇasīrājānaṃ upasaṅkamitvā paṭhamaṃ gāthamāha
jinno 1- raṭṭhassamaṇikuṇḍale 2- ca
putte ca dāre ca tatheva jinno
sabbesu bhogesu asesakesu
kasmā na santappasi sokakāleti.
Tattha jinno raṭṭhassamaṇikuṇḍale cāti tvaṃ mahārāja raṭṭhañca asse ca maṇikuṇḍalāni ca jinno. Rathamaṇikuṇḍale cātipi pāṭho. Asesakesūti nissesakesu.
@Footnote: 1. jīno. 2. rathassamaṇikuṇḍalā.
Taṃ sutvā bodhisatto imā dve gāthā abhāsi
pubbeva maccaṃ vijahanti bhogā
macco vā te pubbataraṃ jahāti
asassatā bhogino kāmakāmi
tasmā na socāmihaṃ sokakāle
udeti pūreti 1- khīyati cando
atthaṅgametvāna 2- paleti sūriyo
vijitā 3- mayā sattuka lokadhammā
tasmā na socāmihaṃ sokakāleti.
Tattha pubbeva maccanti maccaṃ vā bhogā pubbeva paṭhamaññeva vijahanti macco vā te bhoge pubbataraṃ jahāti. Kāmakāmīti corarājānaṃ ālapati. Ambho kāme kāmayamāna kāmakāmi bhogino nāma loke asassatā bhogesu vā naṭṭhesu jīvamānāva abhogino honti bhoge vā pahāya sayaṃ nassanti tasmā ahaṃ mahājanassa sokakālepi na socāmīti attho. Vijitā mayā sattuka lokadhammāti corarājānaṃ ālapati. Ambho sattuka mayā lābho alābho yaso ayasoti ādayo lokadhammā vijitā yatheva hi cando udeti ca pūrati ca puna ca khīyati yathā ca sūriyo andhakāraṃ vidhamanto mahantaṃ lokappadesaṃ tappetvāna puna sāyaṃ atthaṃ paleti atthaṃ gacchati na dissati evameva bhogā uppajjanti vinassanti ca
@Footnote: 1. āpurati veti. 2. atthaṃ tapetvāna. 3. viditā. Tattha kiṃ sokena tasmā na socāmīti attho.
Evaṃ mahāsatto corarañño dhammaṃ desetvā idāni taññeva coraṃ garahanto 1- āha
alaso gihī kāmabhogī na sādhu
asaññato pabbajito na sādhu
rājā na sādhu anisammakārī
yo paṇḍito kodhano taṃ na sādhu
nisamma khattiyo kayirā nānisamma disampati
nisammakārino rañño yaso kittī ca vaḍḍhatīti.
Imā pana dve gāthā heṭṭhā vitthāritāyeva.
Corarājā bodhisattaṃ khamāpetvā rajjaṃ paṭicchāpetvā attano janapadameva gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kosalarājā ānando ahosi bārāṇasīrājā pana ahamevāti.
Maṇikuṇḍalajātakaṃ paṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗