สุชาตชาดก
ว่าด้วยคำคมของคนฉลาด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๐๗ · บรรทัด ๓๓๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพีผู้ที่บิดาตาย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺนุ สนฺตรมาโนว ดังนี้. ได้ยินว่า กุฎุมพีนั้น เมื่อบิดาตายแล้ว เที่ยวปริเทวนาการร่ำไร ไม่อาจบรรเทาความโศกได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของกุฎุมพีนั้น ทรงพาปัจฉาสมณะเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครสาวัตถี เสด็จไปถึงเรือนของกุฎุมพีนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว จึงตรัสกะกุฎุมพีนั้นผู้นมัสการแล้วนั่งอยู่ว่า อุบาสก ท่านเศร้าโศกหรือ เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงตรัสว่า อาวุโส โบราณกบัณฑิตทั้งหลายฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว เมื่อบิดาตาย ไม่เศร้าโศกเลย อันกุฎุมพีนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในเรือนของกุฎุมพี ญาติทั้งหลายตั้งชื่อของพระโพธิสัตว์นั้นว่า สุชาตกุมาร. เมื่อสุชาตกุมารนั้นเจริญวัยแล้ว ปู่ได้กระทำกาลกิริยาตายไป ลำดับนั้น บิดาของสุชาตกุมารนั้นก็เพียบพูนด้วยความโศก จำเดิมแต่บิดากระทำกาลกิริยา จึงไปยังป่าช้า นำกระดูกมาจากป่าช้า สร้างสถูปดินไว้ในสวนของตน แล้วฝังกระดูกเหล่านั้นไว้ในสวนนั้น ในเวลาที่ผ่านไป ๆ ได้บูชาสถูปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย เดินเวียนเจดีย์ร่ำไรอยู่ ไม่อาบน้ำ ไม้ลูบไล้ ไม่บริโภค ไม่จัดแจงการงานทั้งปวง. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงคิดว่าบิดาของเรา จำเดิมแต่เวลาที่ปู่ตายไปแล้ว ถูกความโศกครอบงำอยู่ไม่รู้วาย ก็เว้นเราเสีย ผู้อื่นไม่สามารถจะทำบิดาเรานั้นให้รู้สึกตัวได้เราจักกระทำบิดานั้นให้หมดความโศก ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง ได้เห็นโคตายตัวหนึ่งที่ภายนอกบ้าน จึงนำหญ้าและน้ำดื่มมาวางไว้ข้างหน้าโคตายตัวนั้นแล้วพูดว่า จงกิน จงกิน จงดื่ม จงดื่ม. พวกคนที่ผ่านมา ๆ เห็นดังนั้น พากันกล่าวว่า สุชาตะผู้สหาย ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ ท่านจึงให้หญ้าและน้ำแก่โดยตาย. สุชาตกุมารนั้นไม่ได้กล่าวตอบอะไร ๆ. ลำดับนั้น ชนทั้งหลายจึงพากันไปยังสำนักแห่งบิดาของสุชาตกุมารนั้นแล้วกล่าวว่า บุตรของท่านเป็นบ้าไปแล้ว ให้หญ้าและน้ำแก่โคตาย. เพราะได้ฟังคำของชนทั้งหลายนั้น ความโศกเพราะบิดาของกฎุมพีก็หายไป ความโศกเพราะบุตรกลับดำรงอยู่. กุฎุมพีนั้นจึงรีบมาแล้วกล่าวว่า พ่อสุชาตะ เจ้าเป็นบัณฑิตมิใช่หรือ เพราะเหตุไร จึงให้หญ้าและน้ำแก่โคตาย แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนรีบด่วนเกี่ยวเอาหญ้าอันเขียวสดมาแล้ว บ่นเพ้อถึงวัวแก่ผู้ปราศจากชีวิตว่า จงเคี้ยวกิน ๆ วัวที่ตายแล้วจะพึงลุกขึ้นได้เพราะหญ้าและน้ำเป็นไม่มีแน่ เจ้าบ่นเพ้อไปเปล่า ๆ เหมือนคนผู้ไร้ความคิด ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตรมาโนว ความว่า เป็นเสมือนรีบด่วน. บทว่า ลายิตฺวา แปลว่า เกี่ยวแล้ว. บทว่า วิลปิแปลว่า บ่นเพ้อแล้ว. บทว่า คตสนฺตํ ชรคฺควํ ได้แก่ โคแก่ที่ปราศจากชีวิต. บทว่า ตํ ในบทว่า ยถาตํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า คนผู้ไม่มีความคิด คือมีปัญญาน้อย พึงบ่นเพ้อไป ฉันใดเจ้าก็บ่นเพ้อไปเปล่า ๆ คือไม่เป็นจริงได้ ฉันนั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ศีรษะ เท้าหน้า เท้าหลัง หางและหูของวัว ยังตั้งอยู่อย่างนั้นตามเดิม ผมเข้าใจว่า วัวตัวนี้จะพึงลุกขึ้นได้ ศีรษะหรือมือและเท้าของคุณปู่มิได้ปรากฏเลย คุณพ่อนั่นเองมาร้องไห้อยู่ที่สถูปดิน เป็นคนไร้ความคิดมิใช่หรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ความว่า ยังตั้งอยู่เหมือนดังตั้งอยู่ในครั้งก่อน. บทว่า มญฺเ ความว่า ผมเข้าใจว่า โคตัวนี้จะลุกขึ้น เพราะอวัยวะมีศีรษะเป็นต้น เหล่านั้นยังตั้งอยู่เหมือนเดิมอย่างนั้น. บทว่า เนวยฺยกสฺส สีสํ ความว่า ส่วนศีรษะหรือหรือและเท้าของคุณปู่มิได้ปรากฏ. บาลีว่า ปิฏฺิปาทา น ทิสฺสเร ดังนี้ก็มี. บทว่า นนุ ตฺวญฺเว ทุมฺมติ ความว่า เบื้องต้น ผมเห็นศีรษะเป็นต้นอยู่จึงกระทำอย่างนั้น ส่วนคุณพ่อไม่เห็นอะไรเลยเพราะเทียบกับผมแล้ว คุณพ่อนั้นแหละเป็นผู้ไร้ความคิดตั้งร้อยเท่าพันเท่า มิใช่หรือ. เพราะเหตุนั้น สังขารทั้งหลายชื่อว่ามีการแตกไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป จะมัวร่ำไรอะไรในข้อนั้น. บิดาของพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นบัณฑิต รู้กิจในโลกนี้และโลกหน้า ได้กระทำกรรมนี้เพื่อต้องการให้เรารู้ได้เอง จึงกล่าวว่า พ่อสุชาตผู้บัณฑิต พ่อรู้แล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ตั้งแต่นี้ไปพ่อจักไม่เศร้าโศก ชื่อว่าบุตรผู้นำความโศกของบิดาออกไปได้ พึงเป็นเช่นตัวเจ้า เมื่อจะทำการชมเชยบุตร จึงกล่าวว่า :เจ้ารดพ่อผู้เดือดร้อนยิ่งนักให้หายร้อนทำความกระวนกระวายของพ่อให้ดับได้หมดสิ้น เหมือนบุคคลเอาน้ำรดไฟที่ติดเปรียงให้ดับไปฉะนั้น เจ้ามาถอนลูกศรคือความโศกที่เสียบแน่นอยู่ในหทัยของพ่อออกได้แล้วหนอเมื่อพ่อถูกความโศกครอบงำ เจ้าได้บรรเทาความโศกถึงบิดาเสียได้. พ่อเป็นผู้ถอนลูกศรคือความโศกออกได้แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก หมดความมัวหมอง ลูกรัก พ่อจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า. คนผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้เหมือนกับพ่อสุชาตบุตรของเรา ทำเราผู้บิดาให้หลุดพ้นความโศก ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพาปเย แปลว่า ให้ดับแล้ว. บทว่า ทรํ ได้แก่ ความกระวนกระวาย เพราะความโศก. บทว่าสุชาโต ปิตรํ ยถา ความว่า พ่อสุชาตบุตรของเรา ทำเราผู้เป็นบิดาให้พ้นจากความโศก เพราะความที่ตนเป็นผู้มีปัญญา ฉันใดแม้คนอื่นผู้มีปัญญา ก็ย่อมทำคนอื่นให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกฉันนั้น. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะกุฎุมพีก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ส่วนสุชาตกุมารในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสุชาตชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๑๔–๗๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
sujātajātakaṃ
kinnu santaramānovāti idaṃ satthā jetavane viharanto matapittikaṃ kuṭumbikaṃ ārabbha kathesi.
So kira pitari mate paridevamāno vicarati sokaṃ vinodetuṃ
@Footnote: 1. tassevācāraṃ pariggaṇhanto. Na sakkoti. Atha satthā tassa sotāpattiphalupanissayaṃ disvā sāvatthiyaṃ piṇḍāya caritvā pacchāsamaṇaṃ ādāya tassa gehaṃ gantvā paññattāsane nisinno taṃ vanditvā nisinnaṃ kiṃ upāsaka socasīti vatvā āma bhanteti vutte āvuso porāṇakapaṇḍitā paṇḍitānaṃ kathaṃ sutvā pitari kālakate na sociṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kuṭumbikagehe nibbatti. Sujātakumārotissa nāmaṃ kariṃsu . tassa vayappattassa pitāmaho kālamakāsi. Athassa pitā pitu kālakiriyato paṭṭhāya sokasamappito āḷāhanaṃ gantvā āḷāhanato aṭṭhīni āharitvā attano ārāme mattikathūpaṃ katvā tāni tattha nidahitvā gatagatavelāya thūpaṃ pupphehi pūjetvā cetiyaṃ āvijjanto paridevati neva nhāyati na vilimpati na bhuñjati na kammante vicāreti. Taṃ disvā bodhisatto pitā me ayyakassa matakālato paṭṭhāya sokābhibhūto carati ṭhapetvā pana maṃ añño etaṃ saññāpetuṃ na sakkoti ekena naṃ upāyena nissokaṃ karissāmīti bahigāme ekaṃ matagoṇaṃ disvā tiṇañca pānīyañca āharitvā tassa purato katvā khāda khāda piva pivāti vadati. Āgatāgatā taṃ disvā samma sujāta kiṃ ummattakosi matagoṇassa tiṇodakaṃ desīti vadanti. So kiñci na paṭivadati. Athassa pitu santikaṃ gantvā putto te ummattako jāto matagoṇassa tiṇodakaṃ detīti Āhaṃsu. Taṃ sutvā kuṭumbikassa pitusoko apagato puttasoko patiṭṭhito. So vegena āgantvā nanu tvaṃ tāta sujāta paṇḍito kiṃkāraṇā matagoṇassa tiṇodakaṃ desīti vatvā dve gāthā abhāsi
kinnu santaramānova lāyitvā haritaṃ tiṇaṃ
khāda khādāti vilapi gatasantaṃ jaraggavaṃ
na hi annena pānena mato goṇo samuṭṭhahe
tvañca tucchaṃ vilapasi yathātaṃ dummatī tathāti.
Tattha santaramānovāti turito viya hutvā. Lāyitvāti luñcitvā. Vilapīti vippalapasi. Gatasantaṃ jaraggavanti vigatajīvitaṃ jiṇṇagoṇaṃ. Yathātanti ettha tanti nipātamattaṃ. Yathā dummati appapañño vippalapeyya tathā tvaṃ tucchaṃ abhūtaṃ vippalapasīti.
Tato bodhisatto dve gāthā abhāsi
tatheva tiṭṭhati sīsaṃ hatthapādā ca bāladhi
sotā tatheva tiṭṭhanti maññe goṇo samuṭṭhahe
nevayyakassa sīsaṃ vā hatthapādā na dissare
rudaṃ mattikathūpasmiṃ nanu tvaññeva dummatīti.
Tattha tathevāti yathā pubbe ṭhitaṃ tatheva tiṭṭhati. Maññeti etesaṃ sīsādīnaṃ tatheva ṭhitattā ayaṃ goṇo samuṭṭhaheyyāti maññāmi. Nevayyakassa sīsanti ayyakassa pana sīsaṃ vā hatthapādā vā na Dissanti. Piṭṭhipādā na dissaretipi pāṭho. Nanu tvaññeva dummatīti ahaṃ tāva sīsādīni passanto evaṃ karomi tvaṃ pana kiñci na passasi jhāpitaṭṭhānato aṭṭhīni āharitvā thūpaṃ katvā paridevasi iti maṃ paṭicca sataguṇena sahassaguṇena nanu tvameva dummatīti bhijjanadhammā nāma saṅkhārā bhijjanti tattha kā paridevanāti.
Taṃ sutvā bodhisattassa pitā mama putto paṇḍito idhalokaparalokakiccaṃ jānāti mama saññāpanatthāya etaṃ kammamakāsīti cintetvā tāta sujāta paṇḍita sabbe saṅkhārā aniccāti me ñātā ito paṭṭhāya na socissāmi pitusokaharaṇakaputtena nāma tādisena bhavitabbanti vatvā puttassa thutiṃ karonto āha
ādittaṃ vata maṃ santaṃ ghatasittaṃva pāvakaṃ
vārinā viya osiñcaṃ sabbaṃ nibbāpaye daraṃ
abbuḷhaṃ vata me sallaṃ sokaṃ hadayanissitaṃ
yo me sokaparetassa pitusokaṃ apānudi
sohaṃ abbuḷhasallosmi vītasoko anāvilo
na socāmi na rodāmi tava sutvāna māṇava
evaṃ karonti sapaññā ye honti anukampakā
vinivattayanti sokamhā sujāto pitaraṃ yathāti.
Tattha nibbāpayeti nibbāpayi. Daranti sokadarathaṃ. Sujāto pitaraṃ yathāti yathā mama putto sujāto maṃ pitaraṃ samānaṃ attano Sapaññatāya sokamhā vinivattayi evaṃ aññepi sapaññā sokamhā vinivattayantīti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne kuṭumbiko sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā sujāto ahamevāti.
Sujātajātakaṃ dutiyaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗