การันทิยชาดก
ว่าด้วยการทำที่เหลือวิสัย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๒๗ · บรรทัด ๓๔๕๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระธรรมเสนาบดี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอโก อรญฺเ ดังนี้. ได้ยินว่า พระเถระให้ศีลแก่คนทุศีลทั้งหลาย มีพรานเนื้อและคนจับปลาเป็นต้น ที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งท่านได้พบได้เห็นเท่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงถือศีล ท่านทั้งหลายจงถือศีล. ชนเหล่านั้น มีความเคารพในพระเถระ ไม่อาจขัดขืนถ้อยคำของพระเถระนั้น จึงพากันรับศีลก็แหละครั้นรับแล้วก็ไม่รักษา คงกระทำการงานของตน ๆ อยู่อย่างเดิมพระเถระเรียกสัทธิวิหาริกทั้งหลายของตนมาแล้วกล่าวว่า อาวุโสทั้งหลายคนเหล่านี้รับศีลในสำนักของเรา ก็แหละครั้นรับแล้วก็ไม่รักษา. สัทธิวิหาริกทั้งหลายกล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านให้ศีลโดยความไม่พอใจของชนเหล่านั้น พวกเขาไม่อาจขัดขืนถ้อยคำของท่านจึงรับเอา ตั้งแต่นี้ไป ขอท่านอย่าได้ให้ศีลแก่ชนทั้งหลายเห็นปานนี้. พระเถระไม่พอใจต่อถ้อยคำของสัทธิวิหาริก. ภิกษุทั้งหลายได้สดับเรื่องราวนั้นแล้วก็สนทนากันขึ้นในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าพระสารีบุตรให้ศีลแก่คนที่ท่านได้ประสบพบเห็นเท่านั้น. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นแม้ในกาลก่อน พระสารีบุตรนี้ก็ให้ศีลแก่คนที่ตนได้ประสบพบเห็นซึ่งไม่ขอศีลเลย แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ได้เป็นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลา ชื่อว่าการันทิยะ. ครั้งนั้น อาจารย์นั้นให้ศีลแก่คนที่ได้ประสบพบเห็นมีชาวประมงเป็นต้นผู้ไม่ขอศีลเลยว่า ท่านทั้งหลายจงรับศีล ท่านทั้งหลายจงรับศีล ดังนี้. ชนเหล่านั้นแม้รับเอาแล้วก็ไม่รักษา. อาจารย์จึงบอกความนั้นแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย อันเตวาสิกทั้งหลายจึงพากัน กล่าวว่าท่านผู้เจริญ ท่านให้ศีลโดยความไม่ชอบใจของชนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงพากันทำลายเสีย จำเดิมแต่บัดนี้ไป ท่านพึงให้เฉพาะแก่คนที่ขอเท่านั้น อย่าให้แก่คนที่ไม่ขอ. อาจารย์นั้นได้เป็นผู้วิปฏิสารเดือดร้อนใจ. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ยังคงให้ศีลแก่พวกคนที่ตนได้ประสบพบเห็นอยู่นั่นแหละ. อยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายมาจากบ้านแห่งหนึ่ง เชิญอาจารย์ไปเพื่อการสวดของพราหมณ์. อาจารย์นั้นเรียกการันทิยมาณพมาแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ ฉันจะไม่ไป เธอจงพามาณพ ๕๐๐ นี้ไปในที่สวดนั้น รับการสวดแล้ว จงนำเอาส่วนที่เขาให้เรามา ดังนี้ แล้วจึงส่งไป. การันทิยมาณพนั้นไปแล้วกลับมา ในระหว่างทาง เห็นซอกเขาแห่งหนึ่งจึงคิดว่า อาจารย์ของพวกเราให้ศีลแก่คนที่ได้ประสบพบเห็น ซึ่งไม่ขอศีลเลย จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะทำอาจารย์นั้นได้ให้ศีลเฉพาะแก่พวกคนที่ขอเท่านั้นเมื่อพวกมาณพนั้นกำลังนั่งสบายอยู่ เขาจึงลุกขึ้นไปยกศิลาก้อนใหญ่โยนลงไปในซอกเขา โยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ. ลำดับนั้นมาณพเหล่านั้นจึงลุกขึ้นพูดกะการันทิยมาณพนั้นว่า อาจารย์ ท่านทำอะไร. การันทิยมาณพนั้นไม่กล่าวคำอะไร ๆ. มาณพเหล่านั้นจึงรีบไปบอกอาจารย์. อาจารย์มาแล้ว เมื่อจะเจรจากับการันทิยมาณพนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ท่านผู้เดียวรีบร้อน ยกก้อนหินใหญ่กลิ้งลงไปในซอกเขาในป่า ดูก่อนการันทิยะจะประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยการทิ้งก้อนหินลงในซอกเขาเล่านี้หนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนุ ตวยิธตฺโถ ความว่าประโยชน์อะไรหนอ ด้วยการที่ท่านทิ้งศิลาลงในซอกเขานี้. การันทิยมาณพนั้นได้ฟังคำของอาจารย์นั้นแล้ว ประสงค์จะท้วงอาจารย์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ข้าพเจ้าเกลี่ยหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ลงจักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ซึ่งมีมหาสมุทรสี่เป็นขอบเขต ให้ราบเรียบเพียงดังฝ่ามือเพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ทิ้งหินลงในซอกเขา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ หิมํ ความว่า ก็ข้าพเจ้าเกลี่ยหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ลง จักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ราบเรียบ. บทว่า สาครเสวิตนฺตํ ได้แก่ อันสาครทะเลใหญ่บรรจบแล้วมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นที่สุด. บทว่า ยถาปิ ปาณิ ความว่า เราจักกระทำให้ราบเสมอดังฝ่ามือ. บทว่า วิกีริย แปลว่า เกลี่ยแล้ว. บทว่าสานูนิ จ ปพฺพตานิ ได้แก่ ภูเขาดินและภูเขาหิน. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ดูก่อนการันทิยะ เราสำคัญว่า มนุษย์คนเดียวย่อมไม่สามารถจะทำแผ่นดินให้ราบเรียบดังฝ่ามือได้ ท่านพยายามจะทำซอกเขานี้ให้เต็มขึ้น ท่านก็จักละชีวโลกนี้ไปเสียเปล่าเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กรณายเมยเมโก นี้ ท่านแสดงว่า คนผู้เดียวไม่อาจกระทำได้ คือไม่สามารถจะกระทำได้. บทว่า มญฺามิมญฺเว ทรึ ชิคึสํ ความว่า เราย่อมสำคัญว่า แผ่นดินจงยกไว้ก่อนเถิด ซอกเขานี้เท่านั้น ท่านพยายามเพื่อต้องการจะทำให้เต็มขึ้น เที่ยวแสวงหาหินทั้งหลายมา คิดค้นหาอุบายอยู่นั่นแล. จะละคือจักละชีวโลกนี้ไป อธิบายว่า จักตายเสียเปล่า. มาณพได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หากว่ามนุษย์คนเดียวไม่สามารถจะทำแผ่นดินใหญ่นี้ให้ราบเรียบได้ ฉันใด ท่านก็จักนำมนุษย์เหล่านี้ผู้มีทิฏฐิต่าง ๆ กันมาไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. คำที่เป็นคาถานั้นมีความว่า ถ้ามนุษย์คนเดียวนี้ ไม่อาจ คือไม่สามารถทำแผ่นดิน คือ ปฐพีใหญ่นี้ให้ราบเรียบ ฉันใด ท่านก็จักนำมนุษย์ทุศีลผู้มีทิฏฐิต่างกันมาไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน คือท่านกล่าวกะมนุษย์เหล่านั้นว่า พวกท่านจงรับศีล จักนำมาสู่อำนาจของตนไม่ได้ฉันนั้น ด้วยว่าคนที่เป็นบัณฑิตเท่านั้น ย่อมติเตียนปาณาติบาตว่าเป็นอกุศล ส่วนคนพาลไม่เชื่อสังสาระ เป็นผู้มีความสำคัญในข้อนั้นว่าเป็นกุศล ท่านจักนำคนเหล่านั้นมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านอย่าให้ศีลแก่คนที่ได้ประสบพบเห็น จงให้แก่คนที่ขอเท่านั้น. อาจารย์ได้ฟังดังนั้นคิดว่า การันทิยะพูดถูกต้อง บัดนี้ เราจักไม่กระทำอย่างนั้น ครั้นรู้ว่าตนผิดแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :ดูก่อนการันทิยะ ท่านได้บอกความจริงโดยย่อแก่เรา ข้อนี้เป็นอย่างนั้นจริงแผ่นดินนั้นมนุษย์ไม่สามารถจะทำให้ราบเรียบได้ ฉันใด เราก็ไม่อาจทำมนุษย์ทั้งหลายให้มาอยู่ในอำนาจของเราได้ ฉันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมายํ ตัดเป็น สมา อยํ. อาจารย์ได้ทำความชมเชยมาณพอย่างนี้. ฝ่ายมาณพนั้นท้วงอาจารย์นั้นแล้ว ตนเองก็นำท่านไปยังเรือนพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนการันทิยบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาการันทิยชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๕๑–๗๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
kārandiyajātakaṃ
eko araññeti idaṃ satthā jetavane viharanto dhammasenāpatiṃ ārabbha kathesi.
Thero kira āgatāgatānaṃ dussīlānaṃ migaluddamacchabandhādīnaṃ diṭṭhadiṭṭhānaññeva sīlaṃ gaṇhatha sīlaṃ gaṇhathāti sīlaṃ deti. Te there garubhāvena tassa kathaṃ bhindituṃ asakkontā sīlaṃ gaṇhanti gahetvā ca pana na rakkhanti attano attano kammameva karonti. Thero attano saddhivihārike āmantetvā āvuso ime manussā
@Footnote: 1. ghaṭajātakaṃ. Mama santike sīlaṃ gaṇhiṃsu gahetvā ca pana na rakkhantīti āha. Bhante tumhe tesaṃ aruciyā sīlaṃ detha ete tumhākaṃ kathaṃ bhindituṃ asakkontā gaṇhanti tumhe ito paṭṭhāya evarūpānaṃ sīlaṃ mā adatthāti. Thero anattamano ahosi. Taṃ pavuttiṃ sutvā bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso sārīputto kira diṭṭhadiṭṭhānaññeva sīlaṃ detīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepesa diṭṭhadiṭṭhānaṃ ayācantānaññeva sīlaṃ detīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ disāpāmokkhassa ācariyassa jeṭṭhantevāsiko kārandiyo ahosi. Tadā so ācariyo diṭṭhadiṭṭhānaññeva kevaṭṭādīnaṃ ayācantānaṃyeva sīlaṃ gaṇhatha sīlaṃ gaṇhathāti sīlaṃ deti. Te gahetvāpi na rakkhanti. Ācariyo tamatthaṃ antevāsikānaṃ ārocesi. Antevāsikā bhante tumhe etesaṃ aruciyā sīlaṃ detha tasmā bhindanti itodāni paṭṭhāya yācantānaññeva dadeyyātha no ayācantānanti vadanti. So vippaṭisārī ahosi. Evaṃ santepi diṭṭhadiṭṭhānaṃ sīlaṃ detiyeva. Athekadivasaṃ ekasmā gāmā manussā āgantvā brāhmaṇavācanakatthāya ācariyaṃ nimantayiṃsu. So kārandiyamāṇavaṃ 1- pakkositvā
@Footnote: 1. kāraṇḍiyamāṇavaṃ. Tāta ahaṃ na gacchāmi tvaṃ ime pañcasate māṇave gahetvā tattha gantvā vācanakāni sampaṭicchitvā amhākaṃ dinnakoṭṭhāsaṃ āharāti pesesi. So gantvā paṭinivattento antarāmagge ekaṃ kandaraṃ disvā cintesi amhākaṃ ācariyo diṭṭhadiṭṭhānaṃ ayācantānaṃva sīlaṃ deti itodāni paṭṭhāya yathā yācantānaññeva deti tathā naṃ karissāmīti. So tesu māṇavakesu sukhanisinnesu uṭṭhāya mahantaṃ silaṃ ukkhipitvā kandarāya khipi punapi khipi puna khipiyeva. Atha naṃ te māṇavā uṭṭhāya ācariya kiṃ karosīti āhaṃsu. So kiñci na kathesi. Te vegena āgantvā ācariyassa ārocesuṃ. Ācariyo āgantvā tena saddhiṃ sallapanto paṭhamaṃ gāthamāha
eko araññe girikandarāyaṃ
paggayha mahantaselaṃ pavejjhasi
punappunaṃ santaramānarūpo
kārandiya konu tavayidhatthoti.
Tattha konu tavayidhatthoti konu tava idha kandarāyaṃ silākhipanena attho.
So tassa vacanaṃ sutvā ācariyaṃ codetukāmo 1- dutiyaṃ gāthamāha
ahaṃ himaṃ sāgarasevitantaṃ
samaṃ karissāmi yathāpi pāṇi
@Footnote: 1. bodhetukāmo.
Vikīriya sānūni ca pabbatāni
tasmā selaṃ kandarāyaṃ pakkhipāmīti.
Tattha ahaṃ himanti ahaṃ hi imaṃ mahāpaṭhaviṃ. Sāgarasevitantanti sāgarehi sevitaṃ cāturantaṃ. Yathāpi pāṇīti hatthatalaṃ viya samaṃ karissāmīti. Vikīriyāti vikīritvā. Sānūni ca pabbatānīti paṃsupabbate ca silāpabbate ca.
Taṃ sutvā brāhmaṇo tatiyaṃ gāthamāha
nayimaṃ mahiṃ arahati pāṇikappaṃ
samaṃ manusso karaṇāyameko
maññāmimaññeva dariṃ jigiṃsaṃ
kārandiya hāyasi jīvalokanti.
Tattha karaṇāyamekoti karaṇāya eko kātuṃ na sakkotīti dīpeti. Maññāmimaññeva dariṃ jigiṃsanti ahaṃ maññāmi tiṭṭhatu paṭhavī imaññeva etaṃ dariṃ jigiṃsaṃ pūraṇatthāya vāyamanto silāni pariyesanto upāyaṃ vicintentova tvaṃ imaṃ jīvalokaṃ hāyasi jahissasi marissasīti attho.
Taṃ sutvā māṇavo catutthaṃ gāthamāha
sace ayaṃ bhūtadharaṃ na sakko 1-
samaṃ manusso karaṇāyameko
evameva tvaṃ brahme ime manusse
nānādiṭṭhike nānayissasi teti.
@Footnote: 1. sattho.
Tassattho sace ayaṃ eko manusso imaṃ bhūtadharaṃ mahāpaṭhaviṃ samaṃ kātuṃ na sakko na samattho evameva tvaṃ ime dussīlamanusse nānādiṭṭhike nānayissasi te evaṃ sīlaṃ gaṇhathāti vadanto attano vasaṃ na ānayissasi paṇḍitapurisāyeva hi pāṇātipātaṃ akusalanti garahanti saṃsāramocakādayo panettha kusalasaññino te tvaṃ kathaṃ ānayissasi tasmā diṭṭhadiṭṭhānaṃ sīlaṃ adatvā yācantānaññeva dehīti.
Taṃ sutvā ācariyo yuttaṃ vadati kārandiyo idāni na evaṃ karissāmīti attano viruddhabhāvaṃ ñatvā pañcamaṃ gāthamāha
saṅkhittarūpena bhāvaṃ mamatthaṃ
akkhāsi kārandiya evametaṃ
yathā na sakko paṭhavī samāyaṃ
kātuṃ manussena tathā manussāti.
Tattha samāyanti samā ayaṃ.
Evaṃ ācariyo māṇavassa thutiṃ akāsi. Sopi naṃ codetvā sayaṃ gharaṃ nesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā brāhmaṇo sārīputto ahosi kārandiyapaṇḍito pana ahamevāti.
Kārandiyajātakaṃ chaṭṭhaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗