ลฏุกิกชาดก
ว่าด้วยคติของคนมีเวร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๓๒ · บรรทัด ๓๔๗๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺิหายํ ดังนี้ :ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนกักขฬะหยาบช้า สาหัส พระเทวทัตนั้น ไม่มีแม้แต่ความกรุณาในหมู่สัตว์. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็เป็นผู้ไม่มีความกรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้วมีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมในเป็นจ่าโขลงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ. ครั้งนั้น นางนกไส้ตัวหนึ่งตกฟองให้ในที่เป็นที่เที่ยวไปของพวกช้าง. ลูกนกทั้งหลายทำลายฟองไข่ที่แก่ ๆ ออกมาเมื่อลูกนกเหล่านั้น. ปีกยังไม่งอกไม่สามารถจะบินได้เลย พระมหาสัตว์อันช้างแปดหมื่นห้อมล้อม เที่ยวหาอาหารไปถึงประเทศถิ่นนั้น. นางนกไส้เห็นดังนั้นจึงคิดว่า พระยาช้างนี้จักเหยียบย่ำลูกทั้งหลายของเราตาย เอาเถอะ เราจักขอการอารักขาอันประกอบด้วยธรรมกะพระยาช้างนั้น เพื่อจะป้องกันลูกน้อยทั้งหลายของเรา. ครั้นคิดแล้ว นางนกนั้นจึงประคองปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกันแล้วยืนอยู่ข้างหน้าพระยาช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้มีกำลังเสื่อมโดยกาลที่มีอายุได้ ๖๐ ปี ผู้อยู่ในป่าเป็นเจ้าโขลง เพรียบพร้อมด้วยบริวารยศนั้นข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อย ๆ ของข้าพเจ้าผู้ยังมีกำลังทุรพลอยู่เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺิหายนํ ได้แก่ ผู้มีกำลังกายเสื่อมโดยเวลามีอายุ ๖๐ ปี. บทว่า ยสสฺสึ ได้แก่ ผู้เพรียบพร้อมด้วยบริวาร. บทว่า ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ ความว่า ข้าพเจ้าขอกระทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง. พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนนางนกไส้ เจ้าอย่าได้คิดเสียใจเลย เราจักรักษาบุตรน้อย ๆ ของเจ้า แล้วจึงยืนคล่อมอยู่เบื้องบนลูกนกทั้งหลาย เมื่อช้างแปดหมื่นเชือกผ่านไปแล้วจึงเรียกนางนกไส้มาพูดว่า ดูก่อนนางนกไส้ มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีปกติเที่ยวไปผู้เดียวจะมาข้างหลังพวกเรา ข้างนั้นจักไม่กระทำตามคำของเราทั้งหลายเมื่อช้างนั้นมาถึง เจ้าพึงอ้อนวอนช้างแม้นั้น กระทำความปลอดภัยแก่ลูกน้อยทั้งหลาย ดังนี้แล้วหลีกไป. ฝ่ายนางนกไส้นั้นก็กระทำการต้อนรับช้างนั้นเอาปีกทั้งสองกระทำอัญชลี แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้เที่ยวไปผู้เดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหารกินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อย ๆ ของข้าพเจ้า ซึ่งยังมีกำลังทุรพลอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตสานุโคจรํ ความว่าผู้หาอาหารที่ภูเขาหินทึบและที่ภูเขาดินร่วน. พระยาช้างนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำอะไรเราได้เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดด้วยเท้าข้างซ้าย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิสฺสามิ เต ความว่า พระยาช้างกล่าวว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงวางลูกน้อยทั้งหลายไว้ในทางเป็นที่เที่ยวไปของเรา เพราะเหตุที่เจ้าวางไว้ ฉะนั้นเราจึงจักฆ่าลูกน้อยทั้งหลายของเจ้า. บทว่า กึ เม ตุวํ กาหสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้ทุรพลจักกระทำอะไรแก่เราผู้มีเรี่ยวแรงมากมาย. บทว่า โปถเปยฺยํ๑ ความว่า แม้เราจะพึงทำนางนกไส้เช่นเจ้าตั้งแสนตัวให้แหลกละเอียดด้วยเท้าซ้าย ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเท้าขวา. ก็แล ครั้นช้างนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทำลูกน้อยของนางนกไส้นั้นให้แหลกละเอียดด้วยเท้า แล้วทำให้ลอยไปด้วยน้ำมูตร ร้องบันลือเสียงแล้วก็หลีกไป. นางนกไส้จับอยู่ที่กิ่งไม้จึงกล่าวว่า แน่ะช้างบัดนี้ เจ้าจงบันลือไปก่อน ต่อล่วงไป ๒-๓ วัน เจ้าจักเห็นการกระทำของเรา เจ้าย่อมไม่รู้ว่ากำลังความรู้ยิ่งใหญ่กว่ากำลังกายข้อนั้นจงยกให้เรา เราจักให้เจ้ารู้กำลังความรู้นั้น เมื่อจะคุกคามข้างนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :๑. บาลี เป็น โปถเยฺยํ. กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกายย่อมสำเร็จไม่ได้ในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของตนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพระยาช้างท่านผู้ใดฆ่าลูกน้อย ๆ ของเราผู้มีกำลังทุรพลเราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ท่านผู้นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเลน ได้แก่ กำลังกาย. บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ. บทว่า โย เม ความว่า ท่านผู้ใดฆ่าคือพิฆาตลูกน้อย ๆ ผู้ยังทุรพลของเรา. นางนกไส้นั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุปัฏฐากกาตัวหนึ่งอยู่ ๒ - ๓ วัน อันกานั้นยินดีแล้วจึงกล่าวว่า เราจะกระทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า นาย กิจอย่างอื่นที่ท่านจะพึงทำแก่ข้าพเจ้าไม่มีแต่ข้าพเจ้าหวังให้ท่านเอาจะงอยปากประหารนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวเชือกหนึ่งให้แตก. นางนกไส้นั้นอันกานั้นรับคำว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง อันแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นก็กล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว แตกไปเพราะเหตุนี้แล้ว ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านหยอดไข่ขังลงในนัยน์ตาทั้งสองข้างนั้น เมื่อแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นกล่าวว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากกบตัวหนึ่งอันกบนั้นกล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า ในกาลใดช้างตัวหนึ่งที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว เป็นช้างตาบอดแล้วเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม ในกาลนั้น ท่านพึงเกาะอยู่ที่ยอดเขาแล้วส่งเสียงร้อง เมื่อช้างนั้นขึ้นถึงยอดเขา พึงลงมาส่งเสียงร้องอยู่ที่เหว ข้าพเจ้าหวังการกระทำมีประมาณเท่านี้จากสำนักของท่าน. กบนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงรับคำว่า ได้. อยู่มาวันหนึ่งกาเอาจะงอยปากทำลายตาทั้งสองข้างของช้างแตกแล้ว. แมลงวันจึงหยอดไข่ขังลงไปที่นัยน์ตา. ช้างนั้นถูกตัวหนอนทั้งหลายชอนไชอยู่ ได้รับทุกขเวทนาอยากจะดื่มน้ำเป็นกำลัง จึงเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม. ในกาลนั้น กบจึงเกาะอยู่บนยอดเขาส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี ณ ที่นี้ จึงขึ้นไปยังภูเขา. ลำดับนั้น กบจึงลงมาเกาะอยู่ที่เหวส่งเสียงร้อง. ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี จึงบ่ายหน้าไปทางเหว ได้ลื่นพลัดตกลงไปที่เชิงเขาถึงสิ้นชีวิต. นางนกไส้รู้ว่าช้างนั้นตายแล้ว จึงร่าเริงดีใจว่าเราเห็นหลังปัจจามิตรแล้ว จึงเดินไป ๆ มา ๆ บนร่างของช้างนั้นแล้วก็ตามยถากรรม. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเวร ไม่ควรทำกับใคร ๆ สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ ร่วมกันแล้ว ทำช้างผู้ถึงพร้อมด้วยกำลัง ให้ถึงสิ้นชีวิตได้ แล้วตรัสอภิสัมพุทธคำถานี้ว่า :ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของตนผู้มีเวรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายอย่าพึงกระทำเวรกับใคร ๆ แม้ผู้ไม่เป็นที่รักใคร่เลย. ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงประชุมชาดก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺส นี้ เป็นคำเรียกซึ่งไม่กำหนดแน่นอนลงไป. แต่เพราะตรัสหมายเอาภิกษุทั้งหลาย จึงเป็นอันตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทั้งหลายจงเห็น. บทว่า เอเตได้แก่ สัตว์ทั้ง ๔ ได้รวมกัน. บทว่า อฆาเตสุํ ได้แก่ ฆ่าช้างนั้น. บทว่า ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนที่มีเวรกัน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ช้างตัวที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว ในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต ส่วนช้างจ่าโขลงในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาลฏุกิกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๕๘–๗๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ลฏุกิกชาตกํ
วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนฺติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ ทิวเส ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต กกฺขโล ผรุโส สาหสิโก สตฺเตสุ กรุณามตฺตมฺปิสฺส นตฺถีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส นิกฺกรุโณเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หตฺถิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปาสาทิโก มหากาโย อสีติสหสฺสวารณปริวาโร ยูถปติ หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วิหาสิ ฯ ตทา เอกา ลฏุกิกา สกุณิกา หตฺถีนํ วิจรณฏฺฐาเน อณฺฑานิ นิกฺขิปิ ฯ ตานิ ปริณตานิ ภินฺทิตฺวา สกุณโปตกา นิกฺขมึสุ ฯ เตสุ อวิรุฬฺหปกฺเขสุ อุปฺปติตุํ อสกฺโกนฺเตสุเยว มหาสตฺโต อสีติสหสฺสวารณปริวุโต โคจราย จรนฺโต ตํ ปเทสํ สมฺปตฺโต ฯ ตํ ทิสฺวา ลฏุกิกา จินฺเตสิ อยํ หตฺถิราชา มม ปุตฺตเก มทฺทิตฺวา มาเรสฺสติ หนฺท นํ ปุตฺตกานํ ปริตฺตาณตฺถาย ธมฺมิการกฺขํ ยาจามีติ ฯ สา อุโภ ปกฺเข เอกโต กตฺวา ตสฺส ปุรโต ฐตฺวา ปฐมํ คาถมาห
วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ
อารญฺญิกํ ยูถปตึ ยสสฺสึ
ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ กโรมิ
มา เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลายาติ ฯ
ตตฺถ สฏฺฐิหายนนฺติ สฏฺฐิวสฺสกาเลน หายนพลํ ฯ ยสสฺสินฺติ ปริวารสมฺปนฺนํ ฯ ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกนฺติ ปกฺเขหิ ตว อญฺชลิกํ กโรมีติ อตฺโถ ฯ
มหาสตฺโต มา จินฺตยิ ลฏุกิเก อหํ เต ปุตฺตเก รกฺขิสฺสามีติ สกุณโปตกานํ อุปริ ฐตฺวา อสีติยา หตฺถิสหสฺเสสุ คเตสุ ลฏุกิกํ อามนฺเตตฺวา ลฏุกิเก อมฺหากํ ปจฺฉโต เอโก เอกจาริกหตฺถี อาคจฺฉติ โส อมฺหากํ วจนํ น กริสฺสติ ตสฺมึ อาคเต ตมฺปิ ยาจิตฺวา ปุตฺตกานํ โสตฺถิภาวํ กเรยฺยาสีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ สาปิ ตสฺส ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา อุโภหิ ปกฺเขหิ อญฺชลึ กตฺวา ทุติยํ คาถมาห
วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ เอกจารึ
อารญฺญิกํ ปพฺพตสานุโคจรํ
ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ กโรมิ
มา เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลายาติ ฯ
ตตฺถ ปพฺพตสานุโคจรนฺติ ฆนเสลปพฺพเตสุ จ ปํสุปพฺพเตสุ จ โคจรํ คณฺหนกํ ฯ
โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ตติยํ คาถมาห
วธิสฺสามิ เต ลฏุกิเก ปุตฺเต
กึ เม ตุวํ กาหสิ ทุพฺพลาสิ
สตสหสฺสานิปิ ตาทิสีนํ
วาเมน ปาเทน จ โปถเปยฺยนฺติ ฯ
ตตฺถ วธิสฺสามิ เตติ ตฺวํ กสฺมา มม วิจรณมคฺเค ปุตฺตกานิ ฐเปสิ ยสฺมา ตสฺมา วธิสฺสามิ เต ปุตฺตกานีติ อาห ฯ กึ เม ตุวํ กาหสีติ มยฺหํ มหาถามสฺส ตฺวํ ทุพฺพลา กึ กริสฺสสิ ฯ โปถเปยฺยนฺติ อหมฺปิ ตาทิสานํ ลฏุกิกานํ สตสหสฺสานิปิ วาเมน ปาเทน สญฺจุณฺเณยฺยํ ทกฺขิเณน ปาเทน ปน กถา นตฺถีติ ฯ
เอวญฺจปน วตฺวา โส ตสฺสา ปุตฺตเก ปาเทน สญฺจุณฺเณตฺวา มุตฺเตน ปวาเหตฺวา นทนฺโต ปกฺกามิ ฯ ลฏุกิกา รุกฺขสาขาย นิสีทิตฺวา อิทานิ ตาว วารณ นทนฺโต คจฺฉสิ กติปาเหน เม กิริยํ ปสฺสิสฺสสิ กายพลโต ญาณพลสฺส มหนฺตภาวํ น ชานาสิ โหตุ เม ชานาเปสฺสามิ นนฺติ ตํ สนฺตชฺชยมานา จตุตฺถํ คาถมาห
นเหว สพฺพตฺถ พเลน กิจฺจํ
พลํ หิ พาลสฺส วธาย โหติ
กริสฺสามิ เต นาคราช อนตฺถํ
โย เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลายาติ ฯ
ตตฺถ พเลนาติ กายพเลน ฯ อนตฺถนฺติ อวุฑฺฒึ ฯ โย เมติ โย ตฺวํ มม ทุพฺพลาย ปุตฺตเก วธิ ฆาเตสีติ ฯ
สา เอวํ วตฺวา กติปาหํ เอกํ กากํ อุปฏฺฐหิตฺวา เตน ตุฏฺเฐน กึ เต กโรมีติ วุตฺตา สามิ อญฺญํ เม กาตพฺพํ นตฺถิ เอกสฺส ปน เอกจาริวารณสฺส ตุณฺเฑน ปหริตฺวา ตุมฺเหหิ อกฺขีนิ ภินฺนานิ ปจฺจาสึสามีติ อาห ฯ สา เตน สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตา เอกํ นีลมกฺขิกํ อุปฏฺฐหิ ฯ ตายปิ กินฺเต กโรมีติ วุตฺตา อิมินา การเณน เอกจาริวารณสฺส อกฺขีสุ ภินฺเนสุ ตุมฺเหหิ ตตฺถ อสาฏิกํ ปาติตุํ อิจฺฉามีติ วตฺวา ตายปิ สาธูติ วุตฺเต เอกํ มณฺฑูกํ อุปฏฺฐหิตฺวา เตน กึ กโรมีติ วุตฺตา ยทา เอกจาริวารโณ อนฺโธ หุตฺวา ปานียํ ปริเยสติ ตทา ปพฺพตมตฺถเก ฐิโต สทฺทํ กตฺวา ตสฺมึ ปพฺพตมตฺถกํ อภิรุฬฺเห โอตริตฺวา ปปาเต สทฺทํ กเรยฺยาถ อหํ เอตฺตกํ ตุมฺหากํ สนฺติกา ปจฺจาสึสามีติ อาห ฯ โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อเถกทิวสํ กาโก วารณสฺส เทฺวปิ อกฺขีนิ ตุณฺเฑน ภินฺทิ ฯ มกฺขิกา อสาฏิกํ ปาเตสิ ฯ โส ปุฬุเวหิ ขชฺชนฺโต เวทนาปตฺโต ปิปาสาภิภูโต ปานียํ ปริเยสมาโน วิจริ ฯ ตสฺมึ กาเล มณฺฑูโก ปพฺพตมตฺถเก ฐตฺวา สทฺทํ อกาสิ ฯ วารโณ เอตฺถ ปานียํ ภวิสฺสตีติ ปพฺพตํ อภิรุยฺหิ ฯ อถ มณฺฑูโก โอตริตฺวา ปปาเต ฐตฺวา สทฺทํ อกาสิ ฯ วารโณ ปานียํ ภวิสฺสตีติ ปปาตาภิมุโข คจฺฉนฺโต ปริคลิตฺวา ๑- ปพฺพตปาเท ปติตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ ลฏุกิกา ตสฺส มตภาวํ ญตฺวา ทิฏฺฐา เม ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐีติ หฏฺฐตุฏฺฐา ตสฺส สรีเร จงฺกมิตฺวา ยถากมฺมํ คตา ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว เกนจิ สทฺธึ เวรํ นาม กาตพฺพํ เอวํ
@เชิงอรรถ: ๑. ปวฏฺเฏตฺวา ฯ พลสมฺปนฺนมฺปิ วารณํ อิเม จตฺตาโร ชนา เอกโต หุตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุนฺติ
กากญฺจ ปสฺส ลฏุกิกํ มณฺฑูกํ นีลมกฺขิกํ
เอเต นาคํ อฆาเตสุํ ปสฺส เวรสฺส เวรินํ
ตสฺมา หิ เวรํ น กยิราถ อปฺปิเยนปิ เกนจีติ อิมํ อภิสมฺพุทฺธคาถํ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ
ตตฺถ ปสฺสาติ อนิยามิตาลปนเมตํ ฯ ภิกฺขู ปน สนฺธาย วุตฺตตฺตา ปสฺสถ ภิกฺขเวติ วุตฺตํ โหติ ฯ เอเตติ เอเต จตฺตาโร เอกโต หุตฺวา ฯ อฆาเตสุนฺติ ตํ วธึสุ ฯ ปสฺส เวรสฺส เวรินนฺติ ปสฺสถ เวริกานํ เวรสฺส คตินฺติ อตฺโถ ฯ
ตทา เอกจาริหตฺถี เทวทตฺโต อโหสิ ฯ ยูถปติ ปน อหเมวาติ ฯ
ลฏุกิกชาตกํ สตฺตมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗