จุลลธรรมปาลชาดก
ว่าด้วยความรักของแม่ที่มีต่อลูก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๓๗ · บรรทัด ๓๔๙๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภการพยายามของพระเทวทัต เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหเมว ทูสิยา ภูนหตา ดังนี้. ในชาดกอื่น ๆ พระเทวทัตไม่ได้อาจเพื่อจะทำ แม้มาตรว่าความสะดุ้งแก่พระโพธิสัตว์. ส่วนในจุลลธรรมปาลชาดกนี้ พระเทวทัตให้. ตัดมือ เท้า และศีรษะและให้ทำกรรมกรณ์ชื่ออสิมาลกะ๑ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์มีอายุ ๗ เดือน. ในทัททรชาดก พระเทวทัตหักคอให้ตายแล้วปิ้งเนื้อบนเตากิน. ในขันติวาทีชาดก ให้เอาแช่หวายสองเส้นเฆี่ยนพันครั้ง ให้ตัดมือ เท้า หู และจมูก แล้วจับที่ชฎาดึงมาให้นอนหงาย กระทืบที่อกแล้วไป. พระโพธิสัตว์ถึงความสิ้นชีวิต ในวันนั้นเอง. ในจุลลนันทิกชาดกก็ดี ในมหากปิชาดกก็ดี ได้แต่ฆ่าให้ตายเท่านั้น. พระเทวทัตนี้ พยายามปลงพระชนม์อยู่ตลอดกาลนานด้วยประการอย่างนี้ ในครั้งพุทธกาล ได้พยายามอยู่เหมือนกัน อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกระทำอุบายเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าเท่านั้น พระเทวทัตคิดว่า จักปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงประกอบนายขมังธนูกลิ้งศิลา และให้ปล่อยช้างนาฬาคิรี. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไรในบัดนี้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน แต่ว่า ในบัดนี้พระเทวทัตไม่อาจทำแม้สักว่าความสะดุ้งตกใจ ในกาลก่อน ในเวลาที่เราเป็นธรรมปาลกุมาร พระเทวทัตทำเราผู้เป็นบุตรของตนให้ถึง๑. กรรมกรณ์ ชนิดโยนซากศพขึ้นบนอากาศแล้วรับด้วยปลายดาบ ในฎีกาว่าเอาดาบสับให้เนื้อละเอียด. ความสิ้นชีวิต แล้วให้ทำกรรมกรณ์ชื่อ อสิมาลกะ ครั้นตรัสแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ามหาปตาปะ ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวีอัครมเหสีของพระเจ้ามหาปตาปราชนั้น พระญาติทั้งหลายขนานนามพระโพธิสัตว์นั้นว่า ธรรมปาละ. ในเวลาที่ธรรมปาลกุมารนั้นมีอายุได้ ๗ เดือน พระมารดาให้สรงสนานธรรมปาลกุมารนั่นนั้น โดยน้ำผสมด้วยของหอม แต่งพระองค์แล้วประทับนั่งให้เล่นอยู่. พระราชาเสด็จมายังสถานที่พระเทวีนั้นประทับอยู่. พระเทวีนั้นให้พระโอรสเล่นอยู่ เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยความสิเนหา แม้ได้เห็นพระราชาก็มิเสด็จลุกขึ้นรับ. พระราชานั้นทรงดำริว่า เดี๋ยวนี้ นางจันทานี้กระทำมานะถือตัวเพราะอาศัยบุตรก่อน ไม่สำคัญเราในเรื่องไร ๆ ก็เมื่อบุตรเติบโตขึ้น นางจักไม่กระทำความสำคัญเราว่าเป็นมนุษย์ก็ได้เราจักฆ่าเสียในบัดนี้แหละ. ท้าวเธอจึงเสด็จกลับไปประทับนั่งบนราชอาสน์ แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตมา โดยพระโองการว่า เพชฌฆาตจงมาโดยพิธีธรรมเนียมของตน. เพชฌฆาตนั้นจึงนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ทัดทรงดอกไม้แดง แบกขวาน ถือท่อนไม้สำหรับวางพาดมือและเท้า มีปุ่มเป็นที่รองรับมาถวายบังคมพระราชากราบทูลว่า เทวะข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำอะไร ครั้นกราบทูลแล้ว ได้ยืนคอยรับพระบัญชาอยู่. พระราชารับสั่งว่า ท่านจงเข้าไปยังห้องอันมีสิริของพระเทวี แล้วนำธรรมปาลกุมารมา. ฝ่ายพระเทวีทรงทราบว่าพระราชาทรงกริ้วแล้วเสด็จกลับไป จึงให้พระโพธิสัตว์นอนแนบพระอุระ ประทับนั่งทรงพระกรรแสงอยู่. นายเพชฌฆาตมาถึงเอามือตบพระปฤษฎางค์พระเทวีนั้นแล้ว ชิงพระกุมารไปจากพระหัตถ์ พามายังสำนักของพระราชาแล้วกราบทูลว่า เทวะ ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำอะไร. พระราชารับสั่งว่า ท่านจงให้นำเอาแผ่นกระดานมาแล้วให้เรียบลงข้างหน้า แล้วให้กุมารนั้นนอนบนแผ่นกระดานนี้. นายเพชฌฆาตนั้นได้กระทำตามรับสั่งอย่างนั้น. พระนางจันทาเทวีทรงปริเทวนาการร่ำไรมาข้างหลังพระโอรสนั่นแล. เพชฌฆาตกราบทูลอีกว่า เทวะ ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำอะไร. พระราชารับสั่งว่า จงตัดมือทั้งสองของธรรมปาลกุมาร. พระนางจันทาเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช บุตรของหม่อมฉันเพิ่งมีอายุได้ ๗ เดือน ยังอ่อนอยู่ ไม่รู้อะไร บุตรของหม่อมฉันนั้น ไม่มีโทษผิด ก็โทษผิดแม้จะยิ่งใหญ่ก็ควรจะมีในหม่อมฉัน เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงรับสั่งให้ตัดมือทั้งสองของหม่อมฉันเถิด เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :หม่อมฉันผู้เดียวที่ตัดความเจริญ กระทำความผิดต่อพระเจ้ามหาปตาปะ ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยธรรมปาลกุมารนี้เสียเถิด โปรดรับสั่งให้ตัดมือทั้งสองของหม่อมฉันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูสิยา ได้แก่ ผู้ทําให้เสียหาย อธิบายว่า เห็นพระองค์แล้วไม่ลุกขึ้นรับ ชื่อว่าผู้กระทำผิด. บาลีว่าทูสิกา ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภูนหตา ได้แก่ขจัดความเจริญ อธิบายว่า กำจัดความเจริญ. บทว่า รญฺโ พึงประกอบกับบทว่า ทูสิยา. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า หม่อมฉันทำความผิดต่อพระเจ้ามหาปตาปะ มิใช่กุมารนี้ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดปลดปล่อยธรรมปาละ ผู้ยังอ่อนหาความผิดมิได้นี้เสียเถิด ก็ถ้าพระองค์ประสงค์จะตัดมือทั้งสอง ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงตัดมือทั้งสองของหม่อมฉัน ผู้กระทำผิด. พระราชาทรงแลดูนายเพชฌฆาตๆ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์จะการทำอย่างไร. พระราชาตรัสว่า ท่านอย่าชักช้าจงตัดมือทั้งสองเสีย. ขณะนั้น นายเพชฌฆาตถือขวานอันคมกล้าตัดมือทั้งสองของพระกุมารเหมือนตัดหน่อไม้อ่อนฉะนั้น. เมื่อนายเพชฌฆาตตัดมือทั้งสองอยู่ ธรรมปาลกุมารนั้น ไม่ร้องไห้ ไม่ร่ำไรกระทำขันติและเมตตาให้เป็นปุเรจาริก อดกลั้นอยู่. ส่วนพระนางจันทาเทวีถือเอาปลายมือที่ขาดใส่ไว้ในพก มีโลหิตไหลอาบพระองค์ทรงเที่ยวปริเทวนาการอยู่. นายเพชฌฆาตทูลถามอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์จะทำอะไร. พระราชาตรัสว่า จงตัดเท้าทั้งสองเสีย. พระนางจันทาเทวีได้สดับดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :หม่อมฉันผู้เดียวที่ตัดความเจริญ กระทำความผิดต่อพระเจ้ามหาปตาปะ ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยธรรมปาลกุมารนั้นเสียเถิด โปรดรับสั่งให้ตัดเท้าของหม่อมฉันเถิด. อธิบายในคาถาที่ ๒ นั้น พึงทราบโดยนัยคาถาแรกนั่นแล. ฝ่ายพระราชาทรงสั่งบังคับเพชฌฆาตอีก. นายเพชฌฆาตนั้นได้ตัดเท้าทั้งสองขาด. พระนางจันทาเทวีถือเอาปลายเท้าใส่ไว้ในพกมีโลหิตโซมกาย ทรงร่ำไห้กราบทูลว่า ข้าแต่พระเจ้ามหาปตาปะผู้เป็นพระสวามี ทารกชื่อว่ามีมือและเท้าอันพระองค์ให้ตัดแล้ว อันมารดาจำต้องเลี้ยงดูมิใช่หรือ หม่อมฉันจักรับจ้างเลี้ยงบุตรของหม่อมฉัน ขอพระองค์จงประทานบุตรนั่นแก่หม่อมฉันเถิด. นายเพชฌฆาตกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์กระทำตามพระราชอาชญาแล้วกิจของข้าพระองค์เสร็จแล้วหรือ ? พระราชาตรัสว่า ยังไม่เสร็จก่อน. นายเพชฌฆาตกราบทูลว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์จะทำอะไร. พระราชาตรัสว่า จงตัดศีรษะธรรมปาลกุมารนี้. ลำดับนั้น พระนางจันทาเทวี จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :หม่อมฉันผู้เดียวที่ตัดความเจริญ กระทำความผิดต่อพระเจ้ามหาปตาปะ ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยธรรมปาลกุมารนี้เสียเถิด โปรดรับสั่งให้ตัดศีรษะของหม่อมฉันเถิด. ก็แหละครั้นตรัสแล้ว พระนางจึงน้อมศีรษะเข้าไป. เพชฌฆาตกราบทูลถามพระราชาอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์จะกระทำอะไร ? พระราชาตรัสว่า จงตัดศีรษะของธรรมปาลกุมารนั้นเสีย. นายเพชฌฆาตนั้นครั้นตัดศีรษะแล้ว จึงกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพข้าพระองค์กระทำตามพระราชอาชญาแล้วหรือ. พระราชาตรัสว่า ยังไม่ได้กระทำก่อน. นายเพชฌฆาตกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์จะกระทำอะไรอีก ? พระราชาตรัสว่า ท่านจงเอาปลายดาบรับร่างธรรมปาลกุมารนั้น กระทำกรรมกรณ์ชื่อ อสิมาลกะ. นายเพชฌฆาตนั้นจึงโยนร่างของธรรมปาลกุมารนั้นขึ้นไปในอากาศ แล้วเอาปลายดาบรับร่างของธรรมปาลกุมารนั้น กระทำกรรมกรณ์ชื่อ อสิมาลกะ แล้วโปรยลงที่ท้องพระโรง. พระนางจันทาเทวีจึงใส่เนื้อของพระโพธิสัตว์ไว้ในพก ทรงร้องไห้คร่ำครวญได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :ใครๆ ผู้เป็นมิตรและอํามาตย์ของพระราชานั้น ที่มีใจดี คงจะไม่มีแน่นอน ผู้ที่จะทูลห้ามพระราชาว่า อย่าทรงปลงพระชนม์พระราชบุตรซึ่งเกิดแต่พระอุระเลย ก็ไม่มี. ใคร ๆ ผู้เป็นมิตร และพระญาติของพระราชานั้น ที่มีใจดี คงจะไม่มีแน่นอน ผู้ที่จะทูลห้ามพระราชาว่า อย่าทรงปลงพระชนม์พระราชบุตรซึ่งเกิดแต่พระอุระเลย ก็ไม่มี. แขนของธรรมปาลกุมารผู้เป็นทายาทแห่งแผ่นดิน อันลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์แดงมาขาดไปเสีย ข้าแต่สมมติเทพ ชีวิตของหม่อมฉันก็คงจะดับไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตามจฺจา จ วิชฺชเร ความว่าใครๆ ผู้เป็นมิตรสนิทของพระราชานี้ หรืออำมาตย์ผู้ร่วมในกิจทั้งปวงหรือผู้ที่ชื่อว่ามีใจดี เพราะมีหทัยอ่อนโยน จะไม่มีแน่นอน. บทว่า เยน วทนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดมาทันเวลา ไม่พูด คือห้ามพระราชานี้ว่า อย่าปลงพระชนม์พระปิโยรสของพระองค์ ชนเหล่านั้น เราเข้าใจว่า ไม่มีเลย. บทว่า าตี ในคาถาที่ ๒ ได้แก่ญาติหลายคน. ก็พระนางจันทาเทวี ครั้นกล่าวคาถา ๒ คาถานี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :พระพาหาทั้งสองของธรรมปาลกุมารผู้เป็นทายาทแห่งแผ่นดิน อันลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์แดง มาขาดไป ข้าแต่สมมติเทพ ชีวิตของหม่อมฉันก็คงจะดับไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทายาทสฺส ปพฺยา ความว่าพระนางจันทาเทวีรำพันคำมีอาทิอย่างนี้ว่า มือของทายาทแห่งแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต อันเป็นของพระบิดา ซึ่งไล้ทาด้วยแก่นจันทร์แดงขาดไป เท้าขาด ศีรษะขาดทั้งถูกลงกรรมกรณ์ชื่ออสิมาลกะ บัดนี้ พระองค์ได้ตัดวงศ์ของพระองค์เอง ดังนี้ จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า ปาณา เม เทว รุชฺฌติ ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันไม่อาจสามารถกลั้นความโศกนี้ได้ ชีวิตคงจะดับไป. เมื่อพระนางทรงร่ำไห้อยู่อย่างนั้น พระหทัยก็แตกไป เหมือนไม้ไผ่ถูกไฟไหม้อยู่อย่างนั้นฉะนั้น พระนางได้ถึงความสิ้นพระชนม์ลง ณ ที่นั้นเอง. ฝ่ายพระราชาก็ไม่อาจดำรงอยู่บนบัลลังก์ได้ จึงตกลงไปที่ท้องพระโรง. พื้นที่อันเรียบสนิทแยกออกเป็นสองภาค. พระเจ้ามหาปตาปะนั้นพลัดตกจากพื้นเรียบแม้นั้นถึงพื้นดิน. แต่นั้น แผ่นดินทึบหนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ไม่อาจรองรับโทษผิดของพระราชานั้นได้ จึงได้แยกให้ช่อง. เปลวไฟตั้งขึ้นจากอเวจีมหานรก หอบเอาพระเจ้ามหาปตาปะไปโยนลงในอเวจีมหานรก ประดุจหุ้มด้วยผ้ากัมพลที่ตระกูลมอบให้ฉะนั้น. ส่วนพระนางจันทาเทวี และพระโพธิสัตว์ อำมาตย์ทั้งหลายได้ปลงพระศพให้แล้ว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต พระนางจันทาเทวี ได้เป็นพระมหาปชาบดีโคตมี ส่วนธรรมปาลกุมารได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจุลลธรรมปาลชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๖๖–๗๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๓๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จุลฺลธมฺมปาลชาตกํ
อหเมว ทูสิยา ภูนหตาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อญฺเญสุ ชาตเกสุ เทวทตฺโต โพธิสตฺตสฺส ตาสมตฺตมฺปิ กาตุํ นาสกฺขิ ฯ อิมสฺมึ ปน จุลฺลธมฺมปาลชาตเก โพธิสตฺตสฺส สตฺตมาสิกกาเล หตฺถปาเท จ สีสญฺจ ฉินฺทาเปตฺวา อสิมาลกํ นาม กาเรสิ ฯ ททฺทรชาตเก คีวํ วตฺเตตฺวา ๑- มาเรตฺวา อุทฺธเน มํสํ ปจิตฺวา ขาทิ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ วลิตฺวา ฯ ขนฺติวาทิชาตเก ทฺวีหิปิ กสาหิ ปหารสหสฺเสหิ ตาฬาเปตฺวา หตฺถปาเท จ กณฺณนาสญฺจ ฉินฺทาเปตฺวา ชฏาสุ คเหตฺวา กฑฺฒาเปตฺวา อุตฺตานกํ นิปชฺชาเปตฺวา อุเร ปาเทน ปหริตฺวา คโต ฯ โพธิสตฺโต ตํทิวสญฺเญว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ จุลฺลนนฺทิกชาตเกปิ มหากปิชาตเกปิ มาราเปสิเยว ฯ เอวเมเวส ทีฆรตฺตํ วธาย ปริสกฺกนฺโต พุทฺธกาเล ปริสกฺกติเยว ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต พุทฺธานํ มารณตฺถเมว อุปายํ กโรติ สมฺมาสมฺพุทฺธํ มาราเปสฺสามีติ ธนุคฺคหํ ปโยเชสิ สิลํ ปวิชฺฌิ นาฬาคิรึ วิสชฺชาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มยฺหํ วธาย ปริสกฺกเตว อิทานิ ปน ตาสมตฺตมฺปิ กาตุํ น สกฺโกติ ปุพฺเพ มํ ธมฺมปาลกุมารกาเล อตฺตโน ปุตฺตํ สมานํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อสิมาลกํ นาม กาเรสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ มหาปตาเป นาม รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา จนฺทาย เทวิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ธมฺมปาโลติสฺส นามํ กรึสุ ฯ ตเมนํ สตฺตมาสิกกาเล มาตา คนฺโธทเกน นฺหาเปตฺวา อลงฺกริตฺวา กีฬาปยมานา นิสีทิ ฯ ราชา ตสฺสา วสนฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ สา ปุตฺตํ กีฬาปยมานา สิเนเหน สมปฺปิตา หุตฺวา ราชานํ ปสฺสิตฺวาปิ น อุฏฺฐหิ ฯ โส จินฺเตสิ อยํ อิทาเนว ตาว ปุตฺตํ นิสฺสาย มานํ กโรติ มํ กิสฺมิญฺจิ น มญฺญติ ปุตฺเต ปน วฑฺฒนฺเต มยิ มนุสฺโสติปิ น สญฺญํ กริสฺสติ อิทาเนว ฆาเตสฺสามีติ ฯ โส นิวตฺติตฺวา คนฺตฺวา ราชาสเน นิสีทิตฺวา อตฺตโน วิธาเนน อาคจฺฉตูติ โจรฆาตกํ ปกฺโกสาเปสิ ฯ โส กาสาววตฺถนิวตฺโถ รตฺตมาลาธโร ผรสุํ อํเส ฐเปตฺวา อุปธานฆฏิกํ หตฺถปาทฐปนทณฺฑกํ อาทาย อาคนฺตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา กึ กโรมิ เทวาติ อฏฺฐาสิ ฯ เทวิยา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา ธมฺมปาลํ อาเนหีติ ฯ เทวีปิ รญฺโญ กุชฺฌิตฺวา นิวตฺตภาวํ ญตฺวา โพธิสตฺตํ อุเร นิปชฺชาเปตฺวา โรทมานา นิสีทิ ฯ โจรฆาตโก คนฺตฺวา ตํ ปิฏฺฐิยา หตฺเถน ปหริตฺวา หตฺถโต กุมารํ อจฺฉินฺทิตฺวา อาทาย รญฺโญ สนฺติกํ อาคนฺตฺวา กึ กโรมิ เทวาติ อาห ฯ ราชา เอกํ ผลกํ อาหราเปตฺวา ปุรโต นิกฺขิปาเปตฺวา อิธ นํ นิปชฺชาเปหีติ อาห ฯ โส ตเถว อกาสิ ฯ จนฺทาเทวี ปุตฺตสฺส ปจฺฉโตว ปริเทวมานา อาคจฺฉิ ฯ ปุน โจรฆาตโก กึ กโรมิ เทวาติ อาห ฯ ธมฺมปาลสฺส หตฺเถ ฉินฺทาติ ฯ จนฺทาเทวี มหาราช มม ปุตฺโต สตฺตมาสิโก พาลโก น กิญฺจิ ชานาติ นตฺเถตสฺส โทโส โทโส ปน มหนฺโตปิ ๑- มยิ ภเวยฺย ตสฺมา มยฺหํ หตฺเถ ฉินฺทาเปหีติ อิมมตฺถํ ปกาเสนฺตี ปฐมํ คาถมาห
อหเมว ทูสิยา ภูนหตา รญฺโญ มหาปตาปสฺส
เอตํ มุญฺจตุ ธมฺมปาลํ หตฺเถ เม เทว เฉทหีติ ฯ
ตตฺถ ทูสิยาติ ทูสิกา ตุมฺเห ทิสฺวา อนุฏฺฐหมานา
@เชิงอรรถ: ๑. โหนฺโต ฯ โทสการิกาติ อตฺโถ ฯ ทูสิกาติปิ ปาโฐ ฯ อยเมว อตฺโถ ฯ ภูนหตาติ หตภูนา หตวุฑฺฒีติ อตฺโถ ฯ รญฺโญติ อิทํ ทูสิยาติ ปเทน โยเชตพฺพํ ฯ อหํ รญฺโญ มหาปตาปสฺส อปราธการิกา นายํ กุมาโร ตสฺมา นิรปราธํ เอตํ พาลกํ มุญฺจตุ ธมฺมปาลํ สเจ หิ หตฺเถ เฉทาเปตุกาโม โทสการิกาย หตฺเถ เม เทว เฉเทหีติ อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ
ราชา โจรฆาตกํ โอโลเกสิ ฯ กึ กโรมิ เทวาติ ฯ ปปญฺจํ อกตฺวา หตฺเถ ฉินฺทาติ ฯ ตสฺมึ ขเณ โจรฆาตโก ติขิณผรสุํ คเหตฺวา กุมารสฺส ตรุณวํสกลีเร วิย เทฺว หตฺเถ ฉินฺทิ ฯ โส ทฺวีสุ หตฺเถสุ ฉินฺทิยมาเนสุ เนว โรทติ น ปริเทวติ ฯ ขนฺติญฺจ เมตฺตญฺจ ปุเรจาริกํ กตฺวา อธิวาเสสิ ฯ จนฺทา ปน เทวี ฉินฺนหตฺถโกฏิยํ คเหตฺวา อุจฺจงฺเก กตฺวา โลหิตลิตฺตา ปริเทวมานา วิจริ ฯ ปุน โจรฆาตโก กึ กโรมิ เทวาติ ปุจฺฉิ ฯ เทฺวปิ ปาเท ฉินฺทาติ ฯ ตํ สุตฺวา จนฺทาเทวี ทุติยํ คาถมาห
อหเมว ทูสิยา ภูนหตา รญฺโญ มหาปตาปสฺส
เอตํ มุญฺจตุ ธมฺมปาลํ ปาเท เม เทว เฉทหีติ ฯ
ตตฺถ อธิปฺปาโย ปุริมนเยเนว เวทิตพฺโพ ฯ
ราชาปิ ปุน โจรฆาตกํ อาณาเปสิ ฯ โส อุโภปิ ปาเท ฉินฺทิ ฯ จนฺทาเทวี ปาทโกฏิกํ คเหตฺวา อุจฺจงฺเก กตฺวา โลหิตลิตฺตา ปริเทวมานา สามิ มหาปตาป นนุ ตุมฺเหหิ ฉินฺนหตฺถปาทา นาม ทารกา มาตรา โปเสตพฺพา โหนฺติ อหํ ภตึ กตฺวา มม ปุตฺตํ โปเสสฺสามิ เทหิ เม เอตนฺติ อาห ฯ โจรฆาตโก กึ เทว กตา ราชาณา นิฏฺฐิตํ มม กิจฺจนฺติ ปุจฺฉิ ฯ น ตาว นิฏฺฐิตนฺติ ฯ อถ กึ กโรมีติ ฯ สีสมสฺส ฉินฺทาติ ฯ ตโต จนฺทาเทวี ตติยํ คาถมาห
อหเมว ทูสิยา ภูนหตา รญฺโญ มหาปตาปสฺส
เอตํ มุญฺจตุ ธมฺมปาลํ สีสํ เม เทว เฉทหีติ ฯ
วตฺวา จ ปน สีสํ อุปเนสิ ฯ ปุน โจรฆาตโก กึ กโรมิ เทวาติ ปุจฺฉิ ฯ สีสมสฺส ฉินฺทาติ ฯ โส สีสํ ฉินฺทิตฺวา กตา เทว ราชาณาติ ปุจฺฉิ ฯ น ตาว กตาติ ฯ อถ กึ กโรมิ เทวาติ ฯ อสิตุณฺเฑน ตํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อสิมาลกํ นาม กโรหีติ ฯ โส ตสฺส กเลวรํ อากาเส ขิปิตฺวา ตํ อสิตุณฺเฑน สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อสิมาลกํ นาม กตฺวา มหาตเล วิปฺปกีริ ฯ จนฺทาเทวี โพธิสตฺตสฺส มํเส อุจฺจงฺเก กตฺวา มหาตเล โรทมานา ปริเทวมานา อิมา คาถา อภาสิ
นห นูนิมสฺส รญฺโญ มิตฺตามจฺจา จ วิชฺชเร
สุหทา เย น วทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ โอรสํ ปุตฺตํ
นห นูนิมสฺส รญฺโญ มิตฺตา ญาตี จ วิชฺชเร
สุหทา เย น วทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ อตฺรชํ ปุตฺตํ
จนฺทนสารานุลิตฺตา หตฺถา ฉิชฺชนฺติ ธมฺมปาลสฺส
ทายาทสฺส ปฐพฺยา ปาณา เม เทว รุชฺฌตีติ ๑- ฯ
ตตฺถ มิตฺตามจฺจา จ วิชฺชเรติ นูน อิมสฺส รญฺโญ
@เชิงอรรถ: ๑. ตติยคาถา อติเรกํ วิย ขายติ ฯ ทฬฺหมิตฺตา วา สพฺพกิจฺเจสุ สหภาวิโน อมจฺจา วา มุทุหทยตาย สุหทา วา เกจิ น วิชฺชนฺติ ฯ เย น วทนฺตีติ เย อธุนา อาคนฺตฺวา อตฺตโน ปิยปุตฺตํ มา ฆาตยีติ น วทนฺติ อิมํ ราชานํ ปฏิเสเธนฺติ เต นตฺถิเยวาติ มญฺญามิ ฯ
ทุติยคาถาย ญาตีติ ญาตกา ฯ
อิมา ปน เทฺว คาถา วตฺวา จนฺทาเทวี อุโภหิ หตฺเถหิ หทยมํสํ ธารยมานา ตติยํ คาถมาห
จนฺทนสารานุลิตฺตา พาหา ฉิชฺชนฺติ ธมฺมปาลสฺส
ทายาทสฺส ปฐพฺยา ปาณา เม เทว รุชฺฌตีติ ๑- ฯ
ตตฺถ ทายาทสฺส ปฐพฺยาติ ปิตุสนฺตกาย จาตุรนฺตาย ปฐวิยา ทายาทสฺส โลหิตจนฺทนสารานุลิตฺตา หตฺถา ฉิชฺชนฺติ ปาทา ฉิชฺชนฺติ สีสํ ฉิชฺชติ อสิมาลโกปิ กโต ตว สีสํ ๒- อจฺฉินฺทิตฺวา คโตสิทานีติ เอวมาทีนิ วิปฺปลปนฺตา เอวมาห ฯ ปาณา เม เทว รุชฺฌตีติ เทว มยฺหํ อิมํ โสกํ ธาเรตุํ อสกฺโกนฺติยาว ชีวิตํ นิรุชฺฌตีติ ฯ
ตสฺสา เอวํ ปริเทวมานาย เอวํ ทยฺหมานํ เวฬุ วิย ๓- หทยํ ผลิ ฯ สา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา ฯ ราชาปิ ปลฺลงฺเก ฐาตุํ อสกฺโกนฺโต มหาตเล ปติ ฯ ปทรตลํ ทฺวิธา ภิชฺชิ ฯ โส ตโตปิ ภูมิยํ ปติ ฯ ตโต จตุนหุตาธิกทฺวิโยชนสตสหสฺสพหลาปิ ฆนปฐวี ตสฺสาคุณํ ธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี ภิชฺชิตฺวา วิวรมทาสิ ฯ อวีจิโต
@เชิงอรรถ: ๑ นิรุชฺฌนฺติ ฯ ๒ วํสํ ฯ ๓ ทยฺหมาเน เวฬุวเน เวฬุ วิย ฯ ชาลา อุฏฺฐาย กุลทตฺติเยน กมฺพเลน ปริกฺขิปนฺตา วิย ตํ คเหตฺวา อวีจิมฺหิ ขิปิ ฯ จนฺทาย จ โพธิสตฺตสฺส จ อมจฺจา สรีรกิจฺจํ กรึสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา เทวทตฺโต อโหสิ จนฺทาเทวี มหาปชาปตีโคตมี ธมฺมปาลกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
จุลฺลธมฺมปาลชาตกํ อฏฺฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗