ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วัฏฏกชาดก
ชาดกที่ ๓๕ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

วัฏฏกชาดก

ว่าด้วยความจริง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๕ · บรรทัด ๒๓๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวัฏฏกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ทรงปรารภการดับไฟป่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ ปกฺขา ดังนี้.

ความพิศดารว่า สมัยหนึ่ง พระศาสดาเมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ได้เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวมคธแห่งหนึ่ง เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต อันหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จดำเนินสู่ทาง. สมัยนั้น ไฟป่าเป็นอันมากตั้งขึ้น ภิกษุเป็นอันมากเห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลังไฟแม้นั้นแล มีควันเป็นกลุ่มเดียว มีเปลวเป็นกลุ่มเดียว กำลังลุกลามมาอยู่ทีเดียว บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุปุถุชนพวกหนึ่งกลัวต่อมรณภัย กล่าวว่าพวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟ ไฟที่ไหม้มาจักไม่ไหม้ท่วมทับที่ที่ไฟนั้นไหม้แล้วจึงนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟ. ภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พวกท่านกระทำกรรมชื่ออะไร พวกท่านไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้เสด็จไปพร้อมกับในนั่นเอง เหมือนคนไม่เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ประดับ ด้วยรัศมีตั้งพันกำลังขึ้นจากโลกธาตุด้านทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเลไม่เห็นทะเลเหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุไม่เห็นเขาสิเนรุฉะนั้น พากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟชื่อว่า พระกำลังของพระพุทธเจ้า พวกท่านไม่รู้ มาเถิดท่าน พวกเราจักไปยังสำนักของพระศาสดา. ภิกษุเหล่านั้นเมื่อไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง แม้ทั้งหมดได้รวมกันไปยังสำนักของพระทศพล พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวารได้ประทับยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง ไฟป่าไหม้เสียงดังมาเหมือนจะท่วมทับครั้น มาถึงที่ที่พระตถาคตประทับยืน พอถึงที่ประมาณ ๑๖ กรีส รอบประเทศนั้นก็ดับไป เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในน้ำฉะนั้น ไม่อาจท่วมทับที่ประมาณ๓๒ กรีส โดยการแลบเข้าไป. ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวคุณของพระศาสดาว่าน่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่า ไฟนี้ไม่มีจิตใจยังไม่อาจท่วมทับที่ที่พระพุทธเจ้าประทับ ยืน ย่อมดับไป เหมือนคบเพลิงหญ้าดับด้วยน้ำฉะนั้น น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อที่ไฟนี้ถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ก็ข้อนี้เป็นกำลังแห่งสัจจะอันมีในก่อนของเรา ด้วยว่าในประเทศที่นี้ ไฟจักไม่ลุกโพลงตลอดกัปนี้ แม้ทั้งสิ้น นี้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป. ลำดับนั้นท่านพระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อต้องการเป็นที่ประทับนั่งของพระศาสดา พระศาสดาประทับนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ถวายบังคมพระตถาคตแล้วนั่งแวดล้อมอยู่. ลำดับนั้น พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้ปรากฏแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายก่อน ส่วนเรื่องอดีตยังสลับ ขอพระองค์โปรดกระทำเรื่องอดีตนั้น ให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงทรงนำเรื่องอดีตมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ในประเทศนั้นนั่นแหละในแคว้นมคธ พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่ม เกิดจากต้องมารดา ในเวลาทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมา ได้เป็นลูกนกคุ่มมีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่. ลำดับนั้น บิดามารดาให้พระโพธิสัตว์นั้นนอนในรัง แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูด้วยจะงอยปาก. พระโพธิสัตว์นั้น ไม่มีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนที่ตอน และไฟป่าย่อมไหม้ประเทศนั้นทุกปี ๆ. สมัยแม้นั้น ไฟป่านั้นก็ไหม้ประเทศนั้น เสียงดังลั่น. หมู่นกพากันออกจากรังของตน ๆ ต่างกลัวต่อมรณภัยส่งเสียงร้องหนีไป. บิดามารดาแม้ของพระโพธิสัตว์ก็กลัวต่อมรณภัย จึงทั้งพระโพธิสัตว์หนีไป พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นเอง ชะเง้อคอแลเห็นไฟป่ากำลังไหม้ตลบมา จึงคิดว่า ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศไซร้ เราก็จะพึงโบยบินไปที่อื่น ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนบกได้ไซร้ เราก็จะย่างเท้าไปที่อื่นเสีย ฝ่ายบิดามารดาของเราก็กลัวแต่มรณภัย ทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว เมื่อจะป้องกันตน จึงได้หนีไป. บัดนี้ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราไม่มีที่ต้านทานไม่มีที่พึ่ง วันนี้ เราจะทำอย่างไรหนอ จึงจะควร. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ชื่อว่าคุณแห่งศีล ย่อมมีอยู่ในโลกนี้ ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมี ในอดีตกาล ชื่อว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายประทับนั่งที่พื้นต้นโพธิ์ ได้ตรัสรู้พร้อมยิ่งแล้ว ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณา และขันติ ย่อมมีอยู่ และคุณของพระธรรมทั้งหลายที่พระสัพพัญญพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ทรงรู้แจ้งแล้วย่อมมีอยู่ เออก็ความสัจอย่างหนึ่งย่อมมีอยู่ในเราแท้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งย่อมมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะรำลึกถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณทั้งหลายที่อดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรู้แจ้งแล้ว ถือเอาสภาวธรรมคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในเรา กระทำสัจกิริยาให้ไฟถอยกลับไป กระทำความปลอดภัยแก่ตนและหมู่นกที่เหลือในวันนี้ ย่อมควร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตว์ ความสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณา กำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปาง ก่อน อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจกิริยา.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปรินิพพานไปแล้วในอดีต แล้วปรารภสภาวะคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในคนเมื่อจะทำสัจกิริยา จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของ เรามีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้ มารดาและบิดาของเรา ออก ไปหาอาหาร ดูก่อนไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ชื่อว่าปีกทั้งสองของเรามีอยู่ คือ เกิดมีอยู่แต่ไม่อาจบิน คือไปทางอากาศด้วยปีกเหล่านั้นได้ เหตุนั้น จึงชื่อว่าบินไม่ได้. บทว่า สนฺติ ปาทา อวญฺจนา ความว่า แม้เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่แต่ไม่อาจเดิน คือไปโดยการย่างเท้าไปด้วยเท้าทั้งสองนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเดินไม่ได้. บทว่า มาตา ปิตาจ นิกฺขนฺตา ความว่า อนึ่ง แม้มารดาบิดาผู้จะนำเราไปที่อื่นแม้นั้นก็ออกไปแล้วเพราะกลัวตาย พระโพธิสัตว์เรียกไฟว่า ชาตเวทะ. จริงอยู่ ไฟนั้น พอเกิดก็รู้ คือปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ชาตเวทะ เกิดก็รู้. ด้วยบทว่า ปฏิกฺกม นี้ พระโพธิสัตว์สั่งไฟว่า จงถอยไป คือจงกลับไป. ดังนั้นพระมหาสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นแหละได้ทำสัจกิริยาว่า ถ้าความที่ปีกทั้งสองของเรามี ๑ ภาวะคือการเหยียดปีกทั้งสองบินไปทางอากาศไม่ได้ ๑. ความที่เท้าทั้งสองมี ๑ ภาวะคือการยกเท้าทั้งสองนั้นเดินไปไม่ได้ ๑ ความที่มารดาบิดาทั้งเราไว้ในรังนั่นแหละแล้วหนีไป ๑ ทั้งหมดเป็นตัวสภาวะทั้งนั้น ดูก่อนไฟด้วยคำสัจนี้ ท่านจงกลับไปจากที่นี้.

พร้อมกับสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น ไฟได้ถอยกลับไปในที่ประมาณ๑๖ กรีส ก็แหละเมื่อจะถอยไปก็ไหม้ไปยังที่อื่นในป่า ทั้งดับแล้วในที่นั้นเองเหมือนคบเพลิงอันบุคคลให้จมลงในน้ำฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเราทำสัจจะ เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป ๑๖ กรีสพร้อมด้วยคำสัตย์ ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึง น้ำก็ดับไปฉะนั้น สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจบารมี ของเรา ดังนี้.

ก็สถานที่นี้นั้น เกิดเป็นปาฏิหาริย์ชื่อว่าตั้งอยู่ชั่วกัป เพราะไฟจะไม่ไหม้ืในกัปนี้แม้ทั้งสิ้น. พระโพธิสัตว์ครั้น ทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปตามยถากรรม. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่นี้ เป็นกำลังของเราในบัดนี้ หามิได้ ก็กำลังนั่นเป็นของเก่า เป็นสัจพลังของเราเองในครั้งเป็นลูกนกคุ่ม ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามีบางพวกบรรลุพระอรหัต ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่ามารดาบิดาในครั้งนั้นคงเป็นมารดาบิดาอยู่ตามเดิมในบัดนี้ ส่วนพระยานคุ่ม ได้เป็นเราเองแล.

จบวัฏฏกชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๔๒–๓๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕ วฏฺฏกชาตกํ

สนฺติ ปกฺขาติ อิทํ สตฺถา มคเธสุ จาริกญฺจรมาโน ทาวคฺคินิพฺพาปนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกสฺมิญฺหิ สมเย สตฺถา มคเธสุ จาริกํ จรมาโน อญฺญตรสฺมึ มคธคามเก ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขุคณปริวุโต มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ สมเย มหาทาโว อุฏฺฐหิ ฯ ปุรโต จ ปจฺฉโต จ พหู ภิกฺขู ทิสฺสนฺติ ฯ โสปิ โข อคฺคิ เอกธูโม เอกชาโล หุตฺวา อวตฺถรมาโน อาคจฺฉเตว ฯ ตตฺเถเก ปุถุชฺชนภิกฺขู มรณภยภีตา ปฏคฺคึ ทสฺสาม เตน ทฑฺฒฏฺฐานํ อิตโร อคฺคิ น โอตฺถริสฺสตีติ อรณิสหิตํ นีหริตฺวา อคฺคึ กโรนฺติ ฯ อปเร อาหํสุ อาวุโส ตุมฺเห กินฺนาม กโรถ คคนมชฺเฌ ฐิตํ จนฺทมณฺฑลํ ปาจีนโลกธาตุโต อุคฺคจฺฉนฺตํ สหสฺสรํสีปฏิมณฺฑิตํ สุริยมณฺฑลํ เวลาตีเร ฐิตา สมุทฺทํ สิเนรุํ นิสฺสาย ฐิตา สิเนรุํ อปสฺสนฺตา วิย สเทวเก โลเก อคฺคปุคฺคลํ อตฺตนา สทฺธึ คจฺฉนฺตเมว สมฺมาสมฺพุทฺธํ อโนโลเกตฺวา ปฏคฺคึ เทมาติ วเทถ พุทฺธพลํ นาม น ชานาถ เอถ สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ ฯ เต ปุรโต จ ปจฺฉโต จ คจฺฉนฺตา สพฺเพปิ เอกโต หุตฺวา ทสพลสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา มหาภิกฺขุสงฺฆปริวาโร อญฺญตรสฺมึ ปเทเส อฏฺฐาสิ ฯ ทาวคฺคิ อภิภวนฺโต วิย วิรวนฺโต อาคจฺฉติ อาคนฺตฺวา ตถาคตสฺส ฐิตฏฺฐานํ ปตฺวา ตสฺส ปเทสสฺส สมนฺตา โสฬสกรีสมตฺตํ ฐานํ ปตฺโต อุทเก โอปิลาปิตติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ วินิพฺเพธโต ทฺวตฺตึสกรีสมตฺตฏฺฐานํ อวตฺถริตุํ นาสกฺขิ ฯ ภิกฺขู สตฺถุ คุณกถํ อาหํสุ อโห พุทฺธานํ คุณา นาม อยญฺหิ นาม อเจตโน อคฺคิ พุทฺธานํ ฐิตฏฺฐานํ อวตฺถริตุํ น สกฺโกติ อุทเกน ติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ อโห พุทฺธานํ อานุภาโว นามาติ ฯ สตฺถา เตสํ กถํ สุตฺวา น ภิกฺขเว อิทํ เอตรหิ มยฺหํ พลํ ยํ อิมํ ภูมิปฺปเทสํ ปตฺวา เอส อคฺคิ นิพฺพายติ อิทมฺปน มยฺหํ โปราณกสจฺจพลํ อิมสฺมึ หิ ปเทเส สกลมฺปิ อิมํ กปฺปํ อคฺคิ น ชลิสฺสติ กปฺปฏฺฐิติปาฏิหาริยํ นาเมตนฺติ อาห ฯ อถายสฺมา อานนฺโท สตฺถุ นิสีทนตฺถาย จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญเปสิ ฯ นิสีทิ สตฺถา ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ปริวาเรตฺวา นิสีทิ ฯ อถ สตฺถา อิทํ ตาว ภนฺเต อมฺหากํ ปากฏํ อตีตํ ปฏิจฺฉนฺนํ ตํ โน ปากฏํ กโรถาติ ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต มคธรฏฺเฐ ตสฺมึเยว ปเทเส โพธิสตฺโต วฏฺฏกโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตุกุจฺฉิโต ชาโต อณฺฑโกสมฺปทาเลตฺวา นิกฺขนฺตกาเล มหาภณฺฑสกฏนาภิปฺปมาโณ วฏฺฏกโปตโก อโหสิ ฯ อถ นํ มาตาปิตโร กุลาวเก นิปชฺชาเปตฺวา มุขตุณฺฑเกน โคจรํ อาหริตฺวา โปเสนฺติ ฯ ตสฺส ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ วา ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ วา นตฺถิ ฯ ตญฺจ ปเทสํ สํวจฺฉเร สํวจฺฉเร ทาวคฺคิ คณฺหาติ ฯ โส ตสฺมึปิ สมเย มหาวิรวํ วิรวนฺโต ตํ ปเทสํ คณฺหิ ฯ สกุณสงฺฆา อตฺตโน อตฺตโน กุลาวเกหิ นิกฺขมิตฺวา มรณภยภีตา วิรวนฺตา ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺตสฺสาปิ มาตาปิตโร มรณภยภีตา โพธิสตฺตํ ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺโต กุลาวเก นิปนฺนโกว คีวํ อุกฺขิปิตฺวา อวตฺถริตฺวา อาคจฺฉนฺตํ อคฺคึ ทิสฺวา จินฺเตสิ สเจ มยฺหํ ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ ภเวยฺย อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ สเจ ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ ภเวยฺย ปาทุทฺธาเรน อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ มาตาปิตโรปิ โข เม มรณภยภีตา มํ เอกกํ ปหาย อตฺตานํ ปริตฺตายนฺตา ปลาตา อิทานิ เม อญฺญํ ปฏิสรณํ นตฺถิ อตฺตาโณมฺหิ อสรโณ กึ นุ โข อชฺช มยา กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิมสฺมึ โลเก สีลคุโณ นาม อตฺถิ สจฺจคุโณ นาม อตฺถิ อตีเต ปารมิโย ปูเรตฺวา โพธิตเล นิสีทิตฺวา อภิสมฺพุทฺธา สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสน- สมฺปนฺนา สจฺจานุทฺทยการุญฺญขนฺติสมนฺนาคตา สพฺพสตฺเตสุ จ สมฺปวตฺตเมตฺตาภาวนา สพฺพญฺญุพุทฺธา นาม อตฺถิ เตหิ จ ปฏิวิทฺธา ธมฺมคุณา นาม อตฺถิ มยิ วาปิ เอกํ สจฺจํ อตฺถิ สํวิชฺชมาโน เอโก สภาวธมฺโม ปญฺญายติ ตสฺมา อตีตพุทฺเธ เจว เตหิ ปฏิวิทฺธคุเณ จ อาวชฺชิตฺวา มยิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวธมฺมํ คเหตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา อคฺคึ ปฏิกฺกมาเปตฺวา อชฺช มยา อตฺตโน เจว เสสสกุณานญฺจ โสตฺถิภาวํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตน วุตฺตํ

อตฺถิ โลเก สีลคุโณ สจฺจํ โสเจยฺย นุทฺทยา

เตน สจฺเจน กาหามิ สจฺจกิริยมนุตฺตรํ

อาวชฺชิตฺวา ธมฺมพลํ สริตฺวา ปุพฺพเก ชิเน

สจฺจพลมวสฺสาย สจฺจกิริยมกาสหนฺติ ฯ

อถ โพธิสตฺโต อตีเต ปรินิพฺพุตานํ พุทฺธานํ คุเณ อาวชฺชิตฺวา อตฺตนิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวํ อารพฺภ สจฺจกิริยํ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห

สนฺติ ปกฺขา อปตนา สนฺติปาทา อวญฺจนา

มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา ชาตเวท ปฏิกฺกมาติ ฯ

ตตฺถ สนฺติ ปกฺขา อปตนาติ มยฺหํ ปกฺขา นาม อตฺถิ อุปลพฺภนฺติ น จ โข สกฺกา เอเตหิ อุปฺปติตุํ อากาเสน คนฺตุนฺติ อปตนา ฯ สนฺติ ปาทา อวญฺจนาติ ปาทาปิ เม อตฺถิ เตหิ ปน วญฺจิตุํ ปทวารคมเนน คนฺตุํ น สกฺกาติ อวญฺจนา ฯ มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตาติ เย จ มํ อญฺญตฺถ เนยฺยุํ เตปิ มรณภเยน มาตาปิตโร นิกฺขนฺตา ฯ ชาตเวทาติ อคฺคึ อาลปติ ฯ โส หิ ชาโตว เวทยฺติ ปญฺญายติ ตสฺมา ชาตเวโทติ วุจฺจติ ฯ ปฏิกฺกมาติ ปฏิคจฺฉ นิวตฺตาติ ชาตเวทํ อาณาเปสิ ฯ อิติ มหาสตฺโต สเจ มยฺหํ ปกฺขานํ อตฺถิภาโว เต จ ปสาเรตฺวา อากาเส อปตนภาโว ปาทานํ อตฺถิภาโว เต จ อุกฺขิปิตฺวา อวญฺจนภาโว มาตาปิตูนํ มํ กุลาวเกเยว ฉฑฺเฑตุวา ปลาตภาโว จ สพฺโพ สภาวภูโตเยว ชาตเวท เอเตน สจฺเจน ตฺวํ อิโต ปฏิกฺกมาติ กุลาวเก นิปนฺนโกว สจฺจกิริยํ อกาสิ ฯ

ตสฺส สห สจฺจกิริยาย โสฬสกรีสมตฺเต ฐาเน ชาตเวโท ปฏิกฺกมิ ปฏิกฺกมนฺโต จ ปน ฌายมาโน วเน อญฺญํ คโต อุทเก ปน โอปิลาปิตา อุกฺกา วิย ตตฺเถว นิพฺพายิ ฯ เตน วุตฺตํ

สห สจฺเจ กเต มยฺหํ มหาปชฺชลิโต สิขี

วชฺเชสิ โสฬส กรีสานิ อุทกํ ปตฺวา ยถา สิขีติ ฯ

ตํ ปเนตํ ฐานํ สกเลปิ อิมสฺมึ กปฺเป อคฺคินา อนภิภวนิยตฺตา กปฺปฏฺฐิติยนฺนาม ปาฏิหาริยํ ชาตํ ฯ เอวํ โพธิสตฺโต สจฺจกิริยํ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิมสฺส ปนสฺส อคฺคิโน อนชฺโฌตฺถรณํ เอตรฺหิ มยฺหํ พลํ โปราณํ ปเนตํ วฏฺฏกโปตกกาเล มยฺหเมว สจฺจพลนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหตฺตํ ปตฺตาติ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตาปิตโร เอตรหิ มาตาปิตโรว อเหสุํ วฏฺฏกราชา ปน อหเมวาติ ฯ

วฏฺฏกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๔. มัจฉชาดกชาดกถัดไป๓๖. สกุณชาดก