ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุสันธีชาดก
ชาดกที่ ๓๖๐ · ปัญจกนิบาตชาดก · มณิกุณฑลวรรค

สุสันธีชาดก

ว่าด้วยนางผิวหอม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๔๘ · บรรทัด ๓๕๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุสันธีชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าวาติ คนฺโธ ติมิรานํ ดังนี้ :ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันอยากสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้าจึงตรัสว่า เพราะเห็นอะไร เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะเห็นมาตุคามประดับประดาแต่งตัว พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุธรรมดาว่ามาตุคามนี้ ใครๆ ไม่อาจรักษาไว้ได้ แม้โบราณกบัณฑิตจะรักษาไว้ในสุบรรณพิภพ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ อันภิกษุนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าตัมพราช ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระอัครมเหสีของพระเจ้าตัมพราชนั้น พระนามว่าสุสันธี ทรงพระรูปโฉมอันล้ำเลิศ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดสุบรรณพิภพ. ในกาลนั้น ได้มีเกาะนาคชื่อว่า เสรุมทวีป. พระโพธิสัตว์อยู่ในสุบรรณพิภพ เกาะนี้. พระโพธิสัตว์ออกจากสุบรรณพิภพไปยังนครพาราณสี แปลงเพศเป็นมาณพ เล่นสกากับพระเจ้าตัมพราช. หญิงผู้เป็นปริจาริกาเห็นรูปสมบัติของมาณพนั้นจึงทูตพระนางสุสันธีว่า มาณพชื่อเห็นปานนี้ เล่นสกากับพระราชาของเราทั้งหลาย. พระนางสุสันธีนั้นได้ฟังดังนั้น มีความประสงค์จะดูมาณพนั้น วันหนึ่ง ทรงแต่งองค์แล้วเสด็จมายังสนามเล่นสกาประทับยืนอยู่ในระหว่างพวกนางปริจาริกาทรงแลดูมาณพนั้น. ฝ่ายมาณพนั้นก็แลดูพระเทวี ชนทั้งสองต่างมีจิตปฏิพัทธ์กันและกัน. พระยาสุบรรณทำลมให้ตั้งขึ้นในนครด้วยอานุภาพของตน มนุษย์ทั้งหลายพากันออกจากพระราชนิเวศน์ เพราะกลัวเรือนพัง. พระยาสุบรรณนั้นกระทำความมืดมนด้วยอานุภาพของตนแล้ว พาพระเทวีมาทางอากาศ แล้วเข้าไปยังพิภพของตน ณ เกาะนาคทวีป. ชื่อว่าคนผู้จะรู้สถานที่ที่พระนางสุสันธีเสด็จไป มิได้มีเลย. พระยาสุบรรณนั้นอภิรมย์อยู่กับพระนางสุสันธีนั้น ไปเล่นสกากับพระราชา. ก็พระราชานั้นมีคนธรรพ์ ชื่อว่า อัคคะ. ท้าวเธอไม่ทรงทราบสถานที่ที่พระเทวีเสด็จไป จึงตรัสเรียกคนธรรพ์นั้นมาแล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนพ่อคนธรรพ์ เธอจงไป จงเที่ยวไปตามทางบกและทางน้ำให้ทั่วจนพบเห็นสถานที่ที่พระเทวีเสด็จไป. คนธรรพ์นั้นถือเอาเสบียงทางแล้วค้นหาไปตั้งแต่บ้านใกล้ประตูจนถึงท่าภารุกัจฉา. ครั้งนั้น พ่อค้าชาวภารุกัจฉาจะแล่นเรือไปยังสุวรรณภูมิ. คนธรรพ์นั้นจึงเข้าไปหาพ่อค้าเหล่านั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นคนธรรพ์นักขับร้องจักทำการขับร้องให้แก่พวกท่าน โดยหักเป็นค่าเรือ ของท่านทั้งหลายจงพาข้าพเจ้าไปด้วย. พ่อค้าเหล่านั้นรับว่าได้ แล้วให้เขาขึ้นไปยังเรือแม้นั้นแล้วออกเรือไป. เมื่อเรือแล่นไปแล้ว พ่อค้าเหล่านั้นจึงเรียกคนธรรพ์นั้นมาแล้วกล่าวว่า จงทำการขับร้องให้แก่พวกเรา. คนธรรพ์กล่าวว่า ถ้าข้าพเจ้าจะทำการขับร้องไซร้ ก็เมื่อกำลังขับร้องอยู่ฝูงปลาทั้งหลายจักเคลื่อนไหว เมื่อเป็นเช่นนั้นเรือของท่านทั้งหลายจักแตก. พวกพ่อค้ากล่าวว่า เมื่อกระทำการขับร้องอยู่ในทางของมนุษย์ ชื่อว่าพวกปลาจะเคลื่อนไหวย่อมไม่มี ท่านจงขับร้องเถอะ. คนธรรพ์จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายอย่าโกรธข้าพเจ้า. แล้วแก้พิณออกทำการขับร้องให้เสียงดีดพิณเข้ากับเสียงขับและให้เสียงขับเข้ากับเสียงดีดพิณ. ปลาทั้งหลายเคลิบเคลิ้มเพราะเสียงนั้นจึงพากันเคลื่อนไหว. ครั้งนั้น มังกร (ชนิดของปลา) ตัวหนึ่งกระโดดตกลงไปในเรือทำให้เรือแตก. นายอัคคะนั้นนอนอยู่ในแผ่นกระดานลอยไปตามลมจนถึงแหล่งของต้นไทรอันเป็นสุบรรณพิภพณ เกาะนาคทวีป. ฝ่ายพระนางสุสันธีเทวี ในเวลาที่พระยาสุบรรณไปเล่นสกากับพระราชา ก็ลงจากวิมานเดินเที่ยวไปที่ชายฝั่ง เห็นคนธรรพ์ชื่อว่าอัคคะนั้น ทรงจำได้ จึงถามว่า ท่านมาได้อย่างไร ? คนธรรพ์นั้นจึงทูลให้ทราบทั้งหมด. พระนางสุสันธีจึงปลอบโยนคนธรรพ์นั้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านอย่ากลัวไปเลย แล้วเอาแขนทั้งสองโอบอุ้มขึ้นไปยังวิมาน ให้นอนบนที่นอน ในเวลาที่นายอัคคะกระปรี้กระเปล่าขึ้นแล้ว ก็ให้โภชนาหารทิพย์ ให้อาบน้ำหอมทิพย์ ให้นุ่งห่มผ้าทิพย์ ประดับด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์ แล้วกลับใหันอนบนที่นอนทิพย์อีก. พระนางปฏิบัติคนธรรพ์นั้น ด้วยประการอย่างนี้ เวลาพระยาสุบรรณมา ก็ปกปิดไว้เสีย เวลาพระยาสุบรรณไป ก็อภิรมย์ด้วยอำนาจกิเลสกับคนธรรพ์นั้น. จากนั้น ล่วงไปได้กึ่งเดือน พ่อค้าชาวเมืองพาราณสีมาถึงที่โคนต้นไทร ในเกาะนั้นเพื่อต้องการจะเอาฟืนและน้ำ. นายอัคคะนั้นนั่งเรือไปยังนครพาราณสีกับพระเทวีนั้น ได้เฝ้าพระราชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครั้นในเวลาพระยาสุบรรณนั้นมาเล่นสกาจึงถือพิณ เมื่อจะขับร้องถวายพระราชาจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่ากลิ่นดอกติมิระฟุ้งตลบไป น้ำทะเลก็กึกก้องคนองลั่น พระนางสุสันธีอยู่ห่างไกลนครนี้แท้ ข้าแต่พระเจ้าคัมพราช กามทั้งหลายเสียบแทงหัวใจข้าพระบาทอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติมิรานํ ได้แก่ ดอกของต้นติมิระ. เขาว่า มีต้นติมิระล้อมรอบต้นไทรนั้น. นายอัคคคนธรรพ์กล่าวอย่างนั้น โดยหมายเอาต้นติมิระเหล่านั้น. บทว่า กุสมุทฺโท ได้แก่ น้ำทะเล. บทว่า โฆสวา แปลว่า มีเสียงดังลั่น. นายอัคคคนธรรพ์กล่าวอย่างนั้น โดยเอาทะเลใกล้ ๆ ต้นไทรนั้นเท่านั้น. บทว่าอิโต หิ แปลว่า จากนครนี้. นายอัคคนธรรพ์เรียกพระราชาว่า ตมฺพ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ตมฺพกามา นี้ ท่านแสดงว่ากามที่พระเจ้าตัมพราชทรงใคร่ ชื่อว่า ตัมพกาม กามนั้นเสียบแทงหัวใจข้าพระบาทอยู่. พระยาสุบรรณได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านได้เห็นเกาะเสรุมะได้อย่างไร ดูก่อนนายอัคคะความสมาคมของนางและท่านได้มีขึ้นอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสรุมํ ได้แก่ เกาะชื่อเสรุมะ. ลำดับนั้น อัคคคนธรรพ์ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :เมื่อพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ออกไปจากท่าชื่อภรุกัจฉา พวกมังกรทำให้เรือแตก เราได้ลอยไปกับแผ่นกระดานพระนางสุสันธีมีกลิ่นภายหอมดังแก่นจันทน์อยู่เป็นนิจ ผู้น่าดูน่าชม ทรงเห็นข้าพระบาทผู้ข้ามห้วงมหรรณพได้เพราะแผ่นกระดานแล้ว ปลอบโยนด้วยวาจาอันอ่อนหวาน ทรงอุ้มข้าพระบาทด้วยแขนทั้งสองประหนึ่งมารดาอุ้มบุตรผู้เกิดจากอกฉะนั้น. พระนางผู้มีพระเนตรอ่อนหวาน ทรงบำรุงบำเรอข้าพระบาทด้วยข้าว น้ำ ผ้าที่นอน และแม้ด้วยตัวพระองค์เอง ข้าแต่พระเจ้าตัมพราช ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา มํ สณฺเหน มุทุนา ความว่าพระนางทรงเที่ยวไปที่ฝั่งสมุทร ทรงเห็นข้าพระบาทผู้ข้ามขึ้นฝั่งด้วยแผ่นกระดานอย่างนี้แล้ว ทรงปลอบโยนด้วยวาจาอันไพเราะอ่อนหวานว่าอย่ากลัวเลย. ด้วยบทว่า องฺเคน นี้ แขนทั้งคู่ท่านเรียกว่าอังเคนะ ในที่นี้. บทว่า ภทฺทา ได้แก่ น่าดู น่าพิศมัย. บทว่าสา มํ อนฺเนน ความว่า พระนางบำเรอข้าพระบาทให้อิ่มหนำด้วยข้าวเป็นต้นนี้. บทว่า อตฺตนาปิ จ นี้ ท่านแสดงว่า มิใช่แต่ข้าวเป็นต้นอย่างเดียวเท่านั้น แม้ตัวพระองค์เองก็ทรงบำเรอให้อิ่มหนำอภิรมย์อยู่. บทว่า มทฺทกฺขี แปลว่า มีนัยน์ตาอ่อนหวานท่านอธิบายว่า มีการแลดูด้วยอาการอ่อนโยนเป็นปกติธรรมดา. บาลีว่า มตฺตกฺขี ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ประกอบด้วยดวงตาประหนึ่งว่ามัวเมาด้วยความเมา ดวงตาหยาดเยิ้ม บทว่า เอวํ ตมฺพ ความว่าข้าแต่พระเจ้าตัมพราช ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้. เมื่อคนธรรพ์อยู่นั้นแหละ พระยาสุบรรณ มีความร้อนใจคิดว่า เราแม้อยู่ในสุบรรณพิภพ ก็ไม่อาจรักษานางได้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยนางผู้ทุศีล จึงนำพระนางมาถวายคืนพระราชาแล้วหลีกไป. ตั้งแต่นั้น ก็ไม่ได้มาอีกเลย. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนพระยาสุบรรณในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุสันธีชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. มณิกุณฑลชาดก ๒. สุชาตชาดก ๓. เวนสาขชาดก๔. อุรคชาดก ๕. ธังกชาดก ๖ การันทิยชาดก ๗. ลฏุกิกชาดก๘. จุลลธรรมปาลชาดก ๙. สุวรรณมิคชาดก ๑๐. สุสันธีชาดก.

จบ มณิกุณฑลวรรคที่ ๑ ๒. วรรณาโรหวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๘๖–๗๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญจกนิบาตชาดก · ๒๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สุสนฺธีชาตกํ

วาติ คนฺโธ ติมิรานนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ หิ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต กึ ทิสฺวาติ วตฺวา อลงฺกตมาตุคามนฺติ วุตฺเต มาตุคาโม นาเมส ภิกฺขุ น สกฺกา รกฺขิตุํ โปราณกปณฺฑิตาปิ สุปณฺณภวเน กตฺวา รกฺขนฺตาปิ รกฺขิตุํ นาสกฺขึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ ตมฺพราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส

@เชิงอรรถ: ๑ มยฺหํ ชีวิตญฺจ มิคิยา จ อสีติสหสฺสมิคานญฺจ ชีวิตํ อิมินา ลุทฺเทน ทินฺนํ ฯ

@๒ อตฺตโน คุณเชฏฺฐกสฺส ภาเวน ททนฺตสฺส ทาตพฺพํ ยุตฺตนฺติ ฯ สุสนฺธี ๑- นาม อคฺคมเหสี อโหสิ อุตฺตมรูปธรา ฯ ตทา โพธิสตฺโต สุปณฺณโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺมึ กาเล นาคทีโป เสรุมทีโป นาม อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต อิมสฺมึ ทีเป สุปณฺณภวเน วสติ ฯ โพธิสตฺโต สุปณฺณภวนโต นิกฺขมิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา ตมฺพราเชน สทฺธึ มาณวกเวเสน ชูตํ กีฬติ ฯ ตสฺส รุปสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ปริจาริกา อมฺหากํ รญฺญา สทฺธึ เอวรูโป นาม มาณวโก ชูตํ กีฬตีติ สุสนฺธิยา อาโรเจสุํ ฯ สา สุตฺวา ตํ ทฏฺฐุกามา หุตฺวา เอกทิวสํ อลงฺกริตฺวา ชูตมณฺฑลํ อาคนฺตฺวา ปริจาริกานํ อนฺตเร ฐิตา นํ โอโลเกสิ ฯ โสปิ เทวึ โอโลเกสิ ฯ เทฺวปิ อญฺญมญฺญํ ปฏิพทฺธจิตฺตา อเหสุํ ฯ สุปณฺณราชา อตฺตโน อานุภาเวน นคเร วาตํ สมุฏฺฐาเปสิ ฯ เคหปาตนภเยน ราชนิเวสนา มนุสฺสา นิกฺขมึสุ ฯ โส อตฺตโน อานุภาเวน อนฺธการํ กตฺวา เทวึ คเหตฺวา อากาเสน อาคนฺตฺวา นาคทีเป อตฺตโน ภวนํ ปาวิสิ ฯ สุสนฺธิยา คตฏฺฐานํ ชานนฺตา นาม นาเหสุํ ฯ โส ตาย สทฺธึ อภิรมนฺโต คนฺตฺวา รญฺญา สทฺธึ ชูตํ กีฬติ ฯ รญฺโญ ปน อคฺโค ๒- นาม คนฺธพฺโพ อตฺถิ ฯ โส เทวิยา คตฏฺฐานํ อชานนฺโต ตํ คนฺธพฺพํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉ ตาต คนฺธพฺพ สพฺพํ ถลชลปถํ อนุวิจริตฺวา เทวิยา คตฏฺฐานํ ปสฺสาหีติ อุยฺโยเชสิ ฯ โส ปริพฺพยํ คเหตฺวา ทฺวารคามโต ปฏฺฐาย วิจินนฺโต ภารุกจฺฉํ ปาปุณิ ฯ ตทา ภารุกจฺฉวาณิชา นาวาย สุวณฺณภูมึ คจฺฉนฺติ ฯ โส เต

@เชิงอรรถ: ๑ สุสฺโสนฺที ฯ ๒ สคฺโค ฯ อุปสงฺกมิตฺวา อหํ คนฺธพฺโพ นาวาย เวตฺตนํ ขณฺเฑตฺวา ตุมฺหากํ คนฺธพฺพํ กริสฺสามิ มมฺปิ เนถาติ อาห ฯ เต สาธูติ ตมฺปิ อาโรเปตฺวา นาวํ วิสชฺเชสุํ ฯ เต อุปยาตาย นาวาย ตํ ปกฺโกสิตฺวา คนฺธพฺพํ โน กโรหีติ อาหํสุ ฯ อหํ เจ คนฺธพฺพํ กเรยฺยํ มยิ ปน คนฺธพฺพํ กโรนฺเต มจฺฉา จลิสฺสนฺติ อถ โว นาวา ภิชฺชิสฺสตีติ ฯ มนุสฺสมคฺเค คนฺธพฺพํ กโรนฺเต มจฺฉานํ จลนํ นาม นตฺถิ กโรหีติ ฯ เตนหิ มา มยฺหํ กุชฺฌิตฺถาติ วีณํ มุญฺจิตฺวา ตนฺติสฺสเรน คีตสฺสรํ คีตสฺสเรน ตนฺติสฺสรํ อนติกฺกมนฺโต คนฺธพฺพํ อกาสิ ฯ เตน สทฺเทน สมฺมตฺตา หุตฺวา มจฺฉา จลึสุ ฯ อเถโก มงฺกโร อุปฺปติตฺวา นาวาย ปตนฺโต นาวํ ภินฺทิ ฯ โส อคฺโค อนฺโตผลเก นิปชฺชิตฺวา ยถาวาตํ คจฺฉนฺโต นาคทีเป สุปณฺณภวนสฺส นิโคฺรธรุกฺขสฺส สนฺติกํ ปาปุณิ ฯ สุสนฺธีปิ เทวี สุปณฺณราชสฺส ชูตํ กีฬิตุํ คตกาเล วิมานา โอตริตฺวา เวลนฺเต วิจรนฺตี ตํ อคฺคคนฺธพฺพํ ทิสฺวา สญฺชานิตฺวา กถํ อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส สพฺพํ กเถสิ ฯ เตนหิ มา ภายีติ ตํ อสฺสาเสตฺวา พาหาหิ ปริคฺคเหตฺวา วิมานํ อาโรเปตฺวา สยนปิฏฺเฐ นิปชฺชาเปตฺวา สมตฺถกาเล ทิพฺพโภชนํ ทตฺวา ทิพฺพคนฺโธทเกน นฺหาเปตฺวา ทิพฺพวตฺเถหิ อจฺฉาเทตฺวา ทิพฺพคนฺธปุปฺเผหิ อลงฺกริตฺวา ปุน ทิพฺพสยเน นิปชฺชาเปสิ ฯ เอวํ ตํ ปฏิชคฺคิยมานา สุปณฺณรญฺโญ อาคตเวลาย ปฏิจฺฉาเทตฺวา คตกาเล เตน สทฺธึ กิเลสวเสน อภิรมิ ฯ ตโต มาสฑฺฒมาสจฺจเยน พาราณสีวาสิโน วาณิชา ทารุทกคฺคหณตฺถาย ตสฺมึ ทีเป นิโคฺรธรุกฺขมูเล สมฺปตฺตา ฯ โส เตหิ สทฺธึ นาวํ อภิรุยฺห พาราณสึ คนฺตฺวา ราชานํ ทิสฺวาว ตสฺส ชูตกีฬนเวลายํ วีณํ คเหตฺวา รญฺโญ คนฺธพฺพํ กโรนฺโต ปฐมํ คาถมาห

วาติ คนฺโธ ติมิรานํ กุสมุทฺโทว โฆสวา

ทูเร อิโต หิ สุสนฺธี ตมฺพ กามา ตุทนฺติ มนฺติ ฯ

ตตฺถ ติมิรานนฺติ ติมิรรุกฺขปุปฺผานํ ฯ ตํ กิร นิโคฺรธํ ปริวาเรตฺวา ติมิรรุกฺขา อตฺถิ ฯ เต สนฺธาเยวํ วทติ ฯ กุสมุทฺโทติ อุทกสมุทฺโท ฯ โฆสวาติ มหารโว ฯ ตสฺเสว นิโคฺรธสฺส สนฺติเก สมุทฺทํ สนฺธาย เอวมาห ฯ อิโต หีติ อิมมฺหา นครา ฯ ตมฺพาติ ราชานํ อาลปติ ฯ อถวา ฯ ตมฺพกามาติ ตมฺเพน กามิตกามา ตมฺพกามา นาม เต มํ หทเย วิชฺฌนฺตีติ ทีเปติ ฯ

ตํ สุตฺวา สุปณฺณราชา ทุติยํ คาถมาห

กถํ สมุทฺทมตริ กถํ อทฺทกฺขิ เสรุมํ

กถํ ตสฺสา จ ตุยฺหญฺจ อหุ อคฺค สมาคโมติ ฯ

ตตฺถ เสรุมนฺติ เสรุมทีปํ ฯ

ตโต อคฺโค ติสฺโส คาถา อภาสิ

ภรุกจฺฉา ปยาตานํ พาณิชานํ ธเนสินํ

มงฺกเรหิ ภิทา นาวา ผลเกน มหณฺณวํ ๑-

สา มํ สณฺเหน มุทุนา นิจฺจํ จนฺทนคนฺธินี

องฺเคน อุทฺธรี ภทฺทา มาตา ปุตฺตํว โอรสํ

@เชิงอรรถ: ๑ อหมปฺลวึ ฯ

สา มํ อนฺเนน ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ

อตฺตนาปิ จ มทฺทกฺขี ๑- เอวํ ตมฺพ วิชานหีติ ฯ

ตตฺถ สา มํ สณฺเหน มุทุนาติ เอวํ ผลเกน ตีรํ อุตฺติณฺณํ มํ สมุทฺทตีเร วิจรนฺตี สา ทิสฺวา มา ภายีติ สณฺเหน มุทุนา วจเนน สมสฺสาเสตฺวาติ อตฺโถ ฯ องฺเคนาติ พาหุยุคลํ อิธ องฺเคนาติ วุตฺตํ ฯ ภทฺทาติ ทสฺสนียา ปาสาทิกา ฯ สา มํ อนฺเนนาติ สา มํ เอเตน อนฺนาทินา สนฺตปฺเปสีติ อตฺโถ ฯ อตฺตนาปิ จาติ น เกวลํ อนฺนาทีเหว อตฺตนาปิ มํ อภิรมนฺตี สนฺตปฺเปสีติ ทีเปติ ฯ มทฺทกฺขีติ มทฺทนยนา ฯ มุทุนากาเรน โอโลกนสีลาติ วุตฺตํ โหติ ฯ มตฺตกฺขีติปิ ปาโฐ ฯ มทมตฺเตหิ วิย อกฺขีหิ สมนฺนาคตาติ อตฺโถ ฯ เอวํ ตมฺพาติ เอวํ ตมฺพราช ชานาหีติ ฯ

สุปณฺณราชา คนฺธพฺพสฺส กเถนฺตสฺเสว วิปฺปฏิสารี หุตฺวา อหํ สุปณฺณภวเน วสนฺโตปิ รกฺขิตุํ นาสกฺขึ กึ เม ตาย ทุสฺสีลายาติ ตํ อาเนตฺวา รญฺโญ ปฏิทตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย น ปุนาคจฺฉิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ฯ สุปณฺณราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สุสนฺธีชาตกํ ทสมํ

มณิกุณฺฑลวคฺโค ปฐโม

@เชิงอรรถ: ๑ มนฺทกฺขี ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๕๙. สุวรรณมิคชาดกชาดกถัดไป๓๖๑. วรรณาโรหชาดก