วรรณาโรหชาดก
ว่าด้วยผู้มีใจคอหนักแน่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๕๓ · บรรทัด ๓๕๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่ออาศัยพระนครสาวัตถีประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเถระอัครสาวกทั้งสอง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วณฺณาโรเหน ดังนี้. ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระมหาเถระทั้งสองคิดกันว่า พวกเราจักพอกพูนการอยู่ป่าตลอดภายในพรรษานี้ จึงทูลลาพระศาสดา แล้วละหมู่คณะ ถือบาตรจีวรด้วยตนเอง ออกจากพระเชตวัน อาศัยปัจจันตคามแห่งหนึ่งอยู่ในป่า. บุรุษกินเดนแม้คนหนึ่ง ทำการอุปัฏฐากพระเถระทั้งสองอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งในป่านั้นนั่นแหละ บุรุษนั้นเห็นการอยู่อย่างพร้อมเพรียงของพระเถระทั้งสอง จึงคิดว่า พระเถระทั้งสองนั้นอยู่พร้อมเพรียงกันเหลือเกิน เราอาจไหมหนอที่จะทำลายพระเถระเหล่านี้ให้แตกกันและกัน จึงเข้าไปหาพระสารีบุตรเถระแล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านมีเวรอะไร ๆ กับพระมหาโมคคัลลานเถระผู้เป็นเจ้าหรือหนอ ? พระสารีบุตรเถระถามว่า ก็เวรอะไรเล่า ? ผู้มีอายุ. บุรุษนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ในเวลาที่กระผมมา พระมหาโมคคัลลานเถระนี้ กล่าวแต่โทษของท่านเท่านั้นว่า ชื่อว่าพระสารีบุตรจะพออะไรกับเรา โดยชาติ โคตร ตระกูล และประเทศก็ตาม โดยสุตตะและคันถะก็ตาม หรือโดยปฏิเวธและอิทธิฤทธิ์ก็ตาม. พระเถระทำการแย้มหัวแล้วกล่าวว่า อาวุโส ท่านไปเสียเถอะ. ในวันแม้อื่นบุรุษนั้นเข้าไปหาพระโมคคัลลานเถระบ้าง แล้วก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นแหละ. ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานเถระก็กระทำการแย้มหัวแล้วกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ท่านไปเสียเถอะ ผู้มีอายุ. แล้วจึงเข้าไปหาพระสารีบุตรเถระถามว่า ท่านผู้มีอายุ คนกินเดนนั้นกล่าวอะไร ๆ ในสำนักของท่าน. พระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ เขากล่าวแม้กับผม ควรนำคนกินเดนนั้นออกไปเสีย เมื่อพระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวว่า ดีละท่านผู้มีอายุ ท่านจงนำออกไปเสีย พระเถระจึงดีดนิ้วมืออันเป็นเหตุให้รู้ว่า ท่านอย่าอยู่ที่นี้ แล้วนำเขาออกไป. พระเถระทั้งสองนั้นอยู่อย่างสมัครสมานกัน แล้วไปยังสำนักของพระศาสดาถวายบังคมแล้วจึงนั่งอยู่. พระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารแล้วตรัสถามว่า เธอทั้งสองอยู่ตลอดพรรษาโดยสบายหรือ ? เมื่อพระเถระทั้งสองกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนกินเดนคนหนึ่งเป็นผู้ประสงค์จะทำลายพวกข้าพระองค์ เมื่อไม่อาจทำลาย จึงหนีไป. พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร มิใช่บัดนี้เท่านั้นที่เขาไม่อาจทำลาย แม้ในกาลก่อน คนกินเดนนี้ก็คิดว่า จักทำลายพวกเธอ เมื่อไม่อาจทำลายก็ได้หนีไปแล้ว อันพระเถระทั้งสองนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า. ครั้งนั้น ราชสีห์กับเสือโคร่งอยู่กันในถ้ำแห่งภูเขาในป่า. สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอุปัฏฐากสัตว์ทั้งสองนั้น กินเดนของสัตว์ทั้งสองนั้น. จนมีร่างกายใหญ่โตวันหนึ่ง คิดว่า เราไม่เคยกินเนื้อของราชสีห์และเสือโคร่ง เราควรจะทำให้สัตว์ทั้งสองนี้ให้แตกกัน แต่นั้น เราจักกินเนื้อของสัตว์ทั้งสองนั้นที่ตายเพราะทะเลาะกัน. สุนัขจิ้งจอกนั้นจึงเข้าไปหาราชสีห์แล้วถามว่า ข้าแต่นาย ท่านมีเวรอะไร ๆ กับเสือโคร่งหรือ ? ราชสีห์กล่าวว่า เวรอะไรเล่าสหาย. สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ในตอนที่ข้าพเจ้ามาเสือโคร่งนั้นกล่าวแต่โทษของท่านเท่านั้นแหละว่า ขึ้นชื่อว่าราชสีห์ย่อมไม่ถึงส่วนแห่งเสี้ยวของเรา โดยผิวพรรณแห่งร่างกายก็ตาม โดยลักษณะสูงใหญ่ก็ตาม หรือโดยชาติกำลัง และความเพียรก็ตาม. ราชสีห์กล่าวว่า จะไปเสียเถอะเจ้า เสือโคร่งนั้นคงจักไม่กล่าวอย่างนั้น. แม้เสือโคร่งสุนัขจิ้งจอกก็เข้าไปหาแล้วก็กล่าวโดยอุบายนั้นเหมือนกัน. เสือโคร่งได้ฟังดังนั้น จึงเข้าไปหาราชสีห์แล้วกล่าวว่า สหาย ได้ยินว่า ท่านพูดอย่างนี้และอย่างนี้ เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ท่านผู้มีเขี้ยวงามกล่าวว่า เสือโคร่งชื่อว่าสุพาหุนี้ มีวรรณะ ลักษณะ ชาติ กำลังกายและกำลังความเพียร ไม่ประเสริฐไปกว่าเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลนิกฺกมเนน จ ความว่า มีกำลังกาย และกำลังความเพียร. บทว่า สุพาหุ น มยา เสยฺโย ความว่า ได้ยินว่า ท่านพระยาเนื้อผู้ประกอบด้วยเขี้ยวทั้งหลายงดงามชื่อว่าผู้มีเขี้ยวงาม กล่าวอย่างนี้จริงหรือว่า เสือโคร่งชื่อว่าสุพาหุนี้ไม่แม้นเหมือน คือไม่ยิ่งไปกว่าเราด้วยเหตุเหล่านี้ . ราชสีห์ได้ฟังดังนั้นจึงได้กล่าว ๔ คาถาที่เหลือว่า :เสือโคร่งชื่อสุพาหุกล่าวว่า ราชสีห์ผู้มีเขี้ยวงาม มีวรรณะ ลักษณะ ชาติ กำลังกายและกำลังความเพียร ไม่ประเสริฐไปกว่าเรา. แน่ะเพื่อนสุพาหุ ถ้าท่านจะประทุษร้ายเราผู้อยู่กับท่านอย่างนี้ บัดนี้ เราก็จะไม่พึงยินดีอยู่ร่วมกับท่านต่อไป. ผู้ใดเชื่อคำของคนอื่นโดยถือเป็นจริงเป็นจัง ผู้นั้นต้องพลันแตกจากมิตร และต้องประสบเวรเป็นอันมาก. ผู้ใดระมัดระวังอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันผู้อื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความรังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัยเหมือนบุตรุนอนแอบอกมารดาฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺม แปลว่า เพื่อน. บทว่า ทุพฺภสิ ความว่า ถ้าท่านเชื่อถือถ้อยคำของสุนัขจิ้งจอกแล้วประทุษร้าย คือปรารถนาจะฆ่าเราผู้อยู่อย่างพร้อมเพรียงกับท่านอย่างนี้ไซร้จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะไม่พึงยินดีอยู่กับท่าน. บทว่า ยถาตถํ ความว่า พึงเธอคำอารยชนผู้ไม่กล่าวให้คลาดเคลื่อนกล่าวแล้วตามความเป็นจริง คือตามความจริงความแท้. อธิบายว่า ผู้ใดพึงเชื่อคำของคนอื่นคนใดคนหนึ่ง ด้วยประการอย่างนี้. บทว่า โย สทา อปฺปมตฺโต ความว่า ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทระมัดระวังเป็นนิจ ไม่ให้ความคุ้นเคยแก่มิตร ผู้นั้นไม่ชื่อว่ามิตร. บทว่า เภทาสงฺกี ความว่าย่อมหวังแต่ความแตกร้าวของมิตรอยู่อย่างนี้ว่า จักแตกกันวันนี้ จักแตกกันพรุ่งนี้. บทว่า รนฺธเมวานุปสฺสี ได้แก่ มองเห็นแต่ช่องบกพร่องเท่านั้น. บทว่า อุรสีว ปุตฺโต ความว่า เป็นผู้ไม่รังเกียจในมิตร เป็นผู้ปลอดภัยนอนอยู่ เหมือนบุตรนอนที่หทัยของมารดาฉะนั้น. เมื่อราชสีห์กล่าวคุณของมิตรด้วยคาถาทั้ง ๔ คาถานี้ด้วยประการฉะนี้ เสือโคร่งกล่าวว่า โทษผิดของข้าพเจ้า แล้วขอษมาราชสีห์. สัตว์ทั้งสองนั้นได้อยู่พร้อมเพรียงกันเหมือนอย่างเดิม ส่วนสุนัขจิ้งได้หนีไปอยู่ที่อื่นแล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็นคนกินเดน ราชสีห์ในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร เสือโคร่งในกาลนั้น ได้เป็นพระโมคคัลลานะ ส่วนรุกขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้นเห็นเหตุการณ์นั้นโดยจัดแจ้ง ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถา วรรณาโรหชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๗๙๔–๗๙๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
วณฺณาโรหวคฺควณฺณนา
วณฺณาโรหชาตกํ
วณฺณาโรเหนาติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ อุปนิสฺสาย เชตวเน วิหรนฺโต เทฺว อคฺคสาวกตฺเถเร อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย อุโภปิ มหาเถรา อิมํ อนฺโตวสฺสํ อรญฺญวาสํ อนุพฺรูเหสฺสามาติ สตฺถารํ อาปุจฺฉิตฺวา คณํ โอหาย สยเมว ปตฺตจีวรมาทาย เชตวนา นิกฺขมิตฺวา เอกํ ปจฺจนฺตคามํ นิสฺสาย อรญฺเญ วิหรึสุ ฯ อญฺญตโรปิ วิฆาสาทปุริโส เถรานํ อุปฏฺฐานํ กโรนฺโต ตตฺเถว เอกมนฺเต วสิ ฯ โส เถรานํ สมคฺควาสํ ทิสฺวา อิเม อติวิย สมคฺคา วสนฺติ สกฺกา นุโข เอเต อญฺญมญฺญํ ภินฺทิตุนฺติ จินฺเตตฺวา สารีปุตฺตตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา กินฺนุโข ภนฺเต อยฺเยน มหาโมคฺคลฺลานตฺเถเรน สทฺธึ ตุมฺหากํ กิญฺจิ เวรํ อตฺถีติ ปุจฺฉิ ฯ กึ ปนาวุโสติ ฯ เอส ภนฺเต มมาคตกาเล สารีปุตฺโต นาม ชาติโคตฺตกุลปฺปเทเสหิ วา สุตฺตคนฺเถหิ ๑- วา ปฏิเวธอิทฺธีหิ วา มยา สทฺธึ กึ ปโหตีติ ตุมฺหากํ อคุณเมว กเถสีติ ฯ เถโร สิตํ กตฺวา คจฺฉ ตฺวํ อาวุโสติ อาห ฯ โส อปรสฺมิมฺปิ ทิวเส มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรมฺปิ อุปสงฺกมิตฺวา ตเถว กเถสิ ฯ โสปิ นํ สิตํ กตฺวา คจฺฉ ตฺวํ
@เชิงอรรถ: ๑ สุตคนฺเธหิ ฯ อาวุโสติ วตฺวา สารีปุตฺตตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา อาวุโส เอส วิฆาสาโท ตุมฺหากํ สนฺติเก กิญฺจิ กเถสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาวุโส มยาปิ สทฺธึ กเถสิ อิมํ นีหริตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สาธุ อาวุโส นีหราติ วุตฺเต เถโร มา อิธ วสีติ อจฺฉรํ ปหริตฺวา ตํ นีหริ ฯ เต อุโภปิ สมคฺคสํวาสํ วสิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา สุเขน วสฺสํ วสิตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต เอโก วิฆาสาโท อมฺเห ภินฺทิตุกาโม หุตฺวา ภินฺทิตุํ อสกฺโกนฺโต ปลายีติ วุตฺเต นโข โส สารีปุตฺต อิทาเนว ปุพฺเพเปส ตุมฺเห ภินฺทิสฺสามีติ ภินฺทิตุํ อสกฺโกนฺโต ปลายีติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อรญฺเญ รุกฺขเทวตา อโหสิ ฯ ตทา สีโห จ พฺยคฺโฆ จ อรญฺเญ ปพฺพตคุหายํ วสนฺติ ฯ เอโก สิคาโล เต อุปฏฺฐหนฺโต เตสํ วิฆาสํ ขาทิตฺวา มหากาโย หุตฺวา เอกทิวสํ จินฺเตสิ มยา สีหพฺยคฺฆานํ มํสํ น ขาทิตปุพฺพํ มยา อิเม เทฺว ชเน ภินฺทิตุํ วฏฺฏติ ตโต เตสํ กลหํ กตฺวา มตานํ มํสํ ขาทิสฺสามีติ ฯ โส สีหํ อุปสงฺกมิตฺวา กึ สามิ ตุมฺหากํ พฺยคฺเฆน สทฺธึ กิญฺจิ เวรํ อตฺถีติ ปุจฺฉิ ฯ กึ ปน สมฺมาติ ฯ เอส ภนฺเต มม อาคตกาเล สีโห นาม สรีรวณฺเณน วา อาโรหปริณาเหน วา ชาติพลวิริเยหิ วา มม กลภาคมฺปิ น ปาปุณาตีติ ตุมฺหากํ อคุณเมว กเถสีติ ฯ อถ นํ สีโห คจฺฉ ตฺวํ น โส เอวํ กเถสฺสตีติ อาห ฯ พฺยคฺฆมฺปิ อุปสงฺกมิตฺวา เอเตเนว อุปาเยน กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา พฺยคฺโฆ สีหํ อุปสงฺกมิตฺวา สมฺม ตฺวํ กิร อิทญฺจิทญฺจ วเทสีติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
วณฺณาโรเหน ชาติยา พลนิกฺกมเนน จ
สุพาหุ น มยา เสยฺโย สุทาโฒ อิติ ภาสสีติ ฯ
ตตฺถ พลนิกฺกมเนน จาติ กายพเลน เจว วิริยพเลน จ ฯ สุพาหุ น มยา เสยฺโยติ อยํ สุพาหุ นาม พฺยคฺโฆ เอเตหิ การเณหิ มยา เนว สทิโส น อุตฺตริตโรติ สจฺจํ กิร ตฺวํ โสภนาหิ ทาฒาหิ สมนฺนาคโต สุทาโฒ มิคราชา เอวํ วเทสีติ ฯ
ตํ สุตฺวา สุทาโฒ เสสา จตสฺโส คาถา อภาสิ
วณฺณาโรเหน ชาติยา พลนิกฺกมเนน จ
สุทาโฒ น มยา เสยฺโย สุพาหุ อิติ ภาสสิ
เอวญฺเจ มํ วิหรนฺตํ สุพาหุ สมฺม ทุพฺภสิ
นทานาหํ ตยา สทฺธึ สํวาสมภิโรจเย
โย ปเรสํ วจนานิ สทฺทเหถ ยถาตถํ
ขิปฺปํ ภิชฺเชถ มิตฺตสฺมึ เวรญฺจ ปสเว พหุํ
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต
เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี
ยสฺมิญฺจ เสติ อุรสีว ปุตฺโต
สเว มิตฺโต โย อเภชฺโช ปเรภีติ ฯ
ตตฺถ สมฺมาติ วยสฺส ฯ ทุพฺภสีติ ยทิ เอวํ ตยา สทฺธึ สมคฺควาสํ วสนฺตํ มํ สิคาลสฺส กถํ คเหตฺวา ตฺวํ ทุพฺภสิ หนิตุํ อิจฺฉสิ อิโตทานิ ปฏฺฐาย อหํ ตยา สทฺธึ วาสํ น อภิโรจเย ฯ ยถาตถนฺติ ตตฺตโต ยถาตถํ ยถาตจฺฉํ อวิสํวาทเกน อริเยน วุตฺตํ วจนํ สทฺธายิตพฺพํ ฯ เอวํ โย เยสญฺจ เตสญฺจ ปเรสํ วจนานิ สทฺทเหถาติ อตฺโถ ฯ โย สทา อปฺปมตฺโตติ โย นิจฺจํ อปฺปมตฺโต หุตฺวา มิตฺตสฺส วิสฺสาสํ น เทติ โส มิตฺโต นาม น โหตีติ อตฺโถ ฯ เภทาสงฺกีติ อชฺช ภิชฺชิสฺสติ เสฺว ภิชฺชิสฺสตีติ เอวํ มิตฺตสฺส เภทเมว อาสงฺกติ ฯ รนฺธเมวานุปสฺสีติ ฉิทฺทํ วิวรเมว ปสฺสนฺโต ฯ อุรสีว ปุตฺโตติ ยสฺมึ มิตฺเต มาตุ หทเย ปุตฺโต วิย นิราสงฺโก นิพฺภโย เสติ ฯ
อิติ อิมาหิ จตูหิ คาถาหิ สีเหน มิตฺตคุเณ กถิเต พฺยคฺโฆ มยฺหํ โทโสติ สีหํ ขมาเปสิ ฯ เต ตเถว สมคฺควาสํ วสึสุ ฯ สิคาโล ปน ปลายิตฺวา อญฺญตฺถ คโตติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สิคาโล วิฆาสาโท อโหสิ สีโห สารีปุตฺโต พฺยคฺโฆ โมคฺคลฺลาโน ตํ การณํ ปจฺจกฺขโต ทิสฺวา ตสฺมึ วเน นิวุฏฺฐรุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
วณฺณาโรหชาตกํ ปฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗