ตจสารชาดก
ว่าด้วยคนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๘๘ · บรรทัด ๓๖๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ดังนี้. จริงอยู่ ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา ฉลาดในอุบายเหมือนกัน อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราชนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :เรื่องอดีตทั้งปวงซึ่งมีคำเริ่มว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลกุฎุมพีในหมู่บ้าน ดังนี้ไปพึงกล่าวตามทำนองชาดกแรกนั่นแหละ. ก็ในชาดกนี้เมื่อหมอตายแล้ว ชาวบ้านกล่าวว่า. เด็กเหล่านั้นเป็นผู้ฆ่ามนุษย์ จึงจองจำเด็กเหล่านั้นด้วยไม้ตะโหงกแล้วนำไปยังนครพาราณสีด้วยหวังใจว่า จักถวายพระราชาทอดพระเนตร. ในระหว่างทางนั่นแล พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่พวกเด็กที่เหลือว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัว ท่านทั้งหลายเฝ้าพระราชาแล้วก็อย่ากลัว พึงเป็นผู้มีอินทรีย์ร่าเริง พระราชาจักตรัสกับพวกเราก่อน จำเดิมแต่นั้นเราจักรู้. เด็กเหล่านั้นรับคำว่าได้ แล้วจึงกระทำเหมือนอย่างนั้น. พระราชาทรงเห็นเด็กเหล่านั้นไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริง ทรงดำริว่าเด็กเหล่านั้นถูกหาว่าเป็นผู้ฆ่าคนถูกจำด้วยไม้ตะโหงกนำมา แม้จะถึงความทุกข์เห็นปานนี้ก็ไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริงยินดีทีเดียว อะไรหนอเป็นเหตุไม่เศร้าโศกของเด็กพวกนี้ เราจักถามพวกเขาดู เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกเขาจองจำด้วยท่อนไม้ไผ่ ยังเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ความว่าอยู่ในเงื้อมมือของพวกอมิตรผู้เอาไม้ตะโหงกจำที่คอแล้วนำมา. บทว่า ตจสารสมปฺปิตา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้ เพราะเด็กเหล่านั้นถูกจองจำด้วยท้อนไม้ไผ่. บทว่า กสฺมา ความว่า พระราชาตรัสถามว่า พวกเจ้าแม้ได้รับความพินาศเห็นปานนี้ เพราะเหตุไรจึงไม่เศร้าโศก. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่าบุคคลไม่พึงได้ความเจริญแม้แต่เล็กน้อย ด้วยความเศร้าโศกและความร่ำไห้พวกศัตรูรู้ว่าบุคคลนั้นเศร้าโศก ได้รับความทุกข์ ย่อมจะดีใจ. ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดในการวินิจฉัยความย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะอันตรายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อไร พวกศัตรูได้เห็นหน้าบัณฑิตนั้น อันไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนแต่ก่อนย่อมเกิดความทุกข์. บุคคลพึงได้ประโยชน์ในที่ใด ด้วยประการใด เช่น การร่ายมนต์ การปรึกษาท่านผู้รู้ การกล่าววาจาอ่อนหวาน การให้สินบน หรือการสืบวงศ์ตระกูล บัณฑิตพึงพากเพียรทำประโยชน์ในที่นั้น ด้วยประการนั้น ๆ เถิด. ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่าประโยชน์นี้เราหรือคนอื่นไม่พึงได้รับ ในกาลนั้น ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่ากรรมเป็นของมั่นคง บัดนี้เราจะกระทำอย่างไรดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ความเจริญ. ด้วยบทว่า ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา นี้ ท่านแสดงว่า พวกปัจจามิตรรู้ว่าบุรุษนั้นเศร้าโศก มีทุกข์ ย่อมจะดีใจ บัณฑิตไม่ควรต่ำชื่อซึ่งเหตุแห่งความยินดีของพวกปัจจามิตรนั้น. บทว่า ยโต แปลว่าในกาลใด. บทว่า น เวธติ ความว่า ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความกลัวอันเกิดจากความสะดุ้งแห่งจิต. บทว่า อตฺถวินิจฺฉยญฺญู ได้แก่ผู้ฉลาดวินิจฉัยอรรถคดีนั้น ๆ. บทว่า ชปฺเปน แปลว่า ด้วยการร่ายมนต์. บทว่า มนฺเตน ได้แก่ ด้วยการถือเอาความคิดกับบัณฑิตทั้งหลาย. บทว่า สุภาสิเตน ได้แก่ ด้วยคำพูดอันน่ารัก. บทว่า อนุปฺปทาเนน ได้แก่ ด้วยการให้สินบน. บทว่า ปเวณิยา ได้แก่ด้วยตระกูลวงศ์. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาบัณฑิต เมื่ออันตรายเกิดขึ้น ไม่ควรเศร้าโศก ไม่ควรลำบากใจก็บุคคลพึงชนะพวกปัจจามิตรได้ด้วยอำนาจเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้ ก็ถ้าอาจทำได้ไซร้ พึงร่ายมนต์ผูกปากไว้ไม่ให้พูด ก็จะพึงชนะพวกปัจจามิตรนั้นได้ บัณฑิตเมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงให้สินบนแก่พวกอำมาตย์ผู้ตัดสินความ ก็จะพึงชนะได้เมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงพูดถึงวงศ์ตระกูล แม้จะลำดับญาติที่มีอยู่อย่างนี้ว่า พวกข้าพเจ้ามาจากเชื้อสายชื่อโน้น และบรรพบุรุษของท่านก็เป็นอันเดียวกัน ก็พึงชนะได้เหมือนกัน. บทว่า ยถา ยถาความว่า บุคคลพึงได้ความเจริญแห่งตนในที่ใด ๆ ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้. บทว่า ตถา ตถา ความว่าพึงพากเพียรในที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนั้น ๆ. อธิบายว่า พึงทำความบากบั่นจนชนะพวกข้าศึก. บทว่า ยโต จ ชาเนยฺย ความว่า ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่า ประโยชน์นี้อันเราหรือคนอื่นก็ตามไม่ควรได้แม้จะพยายามโดยประการต่าง ๆ ก็ไม่อาจได้แม้ในกาลนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตก็ไม่เสียใจ ไม่ลำบากใจ พึงอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่า กรรมที่เราทำไว้ในปางก่อน เหนียวแน่น มั่นคง ไม่อาจจะห้ามได้ เดี๋ยวนี้เราจะสามารถทำอะไรได้. พระราชาได้สดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์ แล้วทรงสะสางการกระทำด้วยพระองค์เอง ทรงทราบว่าพวกเด็กไม่มีโทษผิด จึงรับสั่งให้นำไม้ตะโหงกออก แล้วพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์แล้วได้ทรงกระทำให้เป็นอำมาตย์แก้วอนุศาสก์อรรถธรรมแก่พระองค์พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า. พระเจ้าพาราณสีในครั้นนั้น ได้เป็นพระอานนท์ พวกเด็ก ๆ ในครั้งนั้น ได้เป็นพระเถรานุเถระ ส่วนเด็กผู้เป็นบัณฑิตใดครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตจสารชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๓๑–๘๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๓๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
tacasārajātakaṃ
amittahatthatthagatāti idaṃ satthā jetavane viharanto paññāpāramiṃ ārabbha kathesi.
Tadā hi satthā na bhikkhave idāneva pubbepi tathāgato paññavā upāyakusaloyevāti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto gāmake kuṭumbikakule nibbattitvāti sabbaṃ purimajātakaniyāmeneva kathetabbaṃ. Idha pana vejje mate gāmavāsino manussamārakāti te dārake kudaṇḍakehi 1- bandhitvā rañño dassessāmāti bārāṇasiṃ nayiṃsu. Bodhisatto antarāmaggeyeva sesadārakānaṃ ovādaṃ adāsi tumhe mā bhāyittha rājānaṃ disvāpi abhītā tuṭṭhindriyā bhaveyyātha rājā amhehi saddhiṃ paṭhamataraṃ kathessati tato paṭṭhāya ahaṃ jānissāmīti. Te sādhūti sampaṭicchitvā tathā kariṃsu. Rājā te abhīte tuṭṭhindriye disvā ime manussamārakāti kudaṇḍakabandhā ānītā evarūpaṃ dukkhaṃ pattāpi na bhāyanti tuṭṭhindriyāyeva kinnukho etesaṃ asocanakāraṇaṃ pucchissāmi neti pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
@Footnote: 1. gaddūlehi.
Amittahatthatthagatā tacasārasamappitā
pasannamukhavaṇṇātha kasmā tumhe na socathāti.
Tattha amittahatthatthagatāti kudaṇḍakehi gīvāyaṃ bandhitvā ānentānaṃ amittānaṃ hatthagatā. Tacasārasamappitāti veḷudaṇḍakehi bandhattā evamāha. Kasmāti evarūpaṃ byasanaṃ pattāpi tumhe kiṃkāraṇā na socathāti pucchati.
Taṃ sutvā bodhisatto sesagāthā abhāsi
na socanāya paridevanāya
attho ca labbhā api appakopi
socantamenaṃ dukkhitaṃ viditvā
paccatthikā attamanā bhavanti
yato ca kho paṇḍito āpadāsu
na vedhati atthavinicchayaññū
paccatthikāssa dukkhitā bhavanti
disvā sukhaṃ adhikāraṃ 1- purāṇaṃ
jappena mantena subhāsitena
anuppadānena paveṇiyā vā
yathā yathā yattha labhetha atthaṃ
tathā tathā tattha parakkameyya
yato ca jāneyya alabbhaneyyo
@Footnote: 1. mukhaṃ avikāraṃ.
Mayā vā aññena vā esa attho
asocamāno adhivāsayeyya
kammaṃ daḷhaṃ kinti karomidānīti.
Tattha atthoti vuḍḍhi. Paccatthikā attamanāti etaṃ purisaṃ socantaṃ dukkhitaṃ viditvā paccāmittā tuṭṭhacittā honti tesaṃ tussanakāraṇaṃ nāma paṇḍitena kātuṃ na vaṭṭatīti dīpeti. Yatoti yadā. Na vedhatīti cittutrāsabhayena na kampati. Atthavinicchayaññūti tassa tassa atthassa vinicchayakusalo. Jappenāti mantaparijappanena. Mantenāti paṇḍitehi saddhiṃ mantaggahaṇena. Subhāsitenāti piyavacanena. Anuppadānenāti lañcadānena. Paveṇiyāti kulavaṃsena. Idaṃ vuttaṃ hoti mahārāja paṇḍitena nāma āpadāsu uppannāsu na socitabbaṃ na kilamitabbaṃ imesu pana pañcasu kāraṇesu aññataravasena paccāmittā jinitabbā sace hi sakkoti mantaṃ parijappitvā mukhabandhaṃ katvāpi te jinitabbā tathā asakkontena paṇḍitena tehi saddhiṃ mantetvā ekaṃ upāyaṃ sallakkhetvā jinitabbā piyavacanaṃ vattuṃ sakkontena piyaṃ vatvāpi te jinitabbā tathā asakkontena vinicchayāmaccānaṃ lañcampi datvā jinitabbā tathā asakkontena kulavaṃsaṃ kathetvā mayaṃ asukappaveṇiyā āgatā tumhākañca ekova pubbapurisoti evaṃ vijjamānaññātikoṭiṃ ghaṭetvāpi jinitabbāevāti. Yathā yathāti etesu pañcasu kāraṇesu yena yena kāraṇena yattha yattha attano vuḍḍhiṃ labheyya. Tathā Tathāti tena tena kāraṇena tattha tattha parakkameyya parakkamaṃ katvā paccatthike jineyyāti adhippāyo. Yato ca jāneyyāti yadā pana jāneyya mayā vā aññena vā esa attho alabbhaneyyo nānappakārena vāyamitvāpi na sakkā laddhuṃ tadāpi paṇḍitapuriso asocamāno akilamāno mayā pubbe kataṃ kammaṃ daḷhaṃ thiraṃ na sakkā paṭibāhituṃ idāni kiṃ sakkā kātunti adhivāseyyāti.
Rājā bodhisattassa dhammakathaṃ sutvā kammaṃ sodhetvā niddosabhāvaṃ ñatvā kudaṇḍake nīharāpetvā mahāsattassa mahantaṃ yasaṃ datvā attano atthadhammānusāsakaamaccaratanaṃ akāsi. Sesadārakānampi yasaṃ datvā ṭhānantarāni adāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā bārāṇasīrājā ānando ahosi dārakā therānutherā paṇḍitadārako pana ahamevāti.
Tacasārajātakaṃ aṭṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗