ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สกุณชาดก
ชาดกที่ ๓๖ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

สกุณชาดก

ว่าด้วยที่พึ่งให้โทษ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๖ · บรรทัด ๒๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสกุณชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ถูกไฟไหม้บรรณศาลา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ยนฺนิสฺสิตา ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุนั้น เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วออกจากพระเชตวันวิหารเข้าไปอาศัยปัจจันตคามแห่งหนึ่งในโกศลชนบท อยู่ในเสนาสนะป่าแห่งหนึ่ง. ลำดับนั้น บรรณศาลาของภิกษุนั้น ถูกไฟไหม้ ในเดือนแรกนั้นเอง ภิกษุนั้นคิดว่า บรรณศาลาของเราถูกไฟไหม้เสียแล้ว เราจักอยู่ลำบาก จึงบอกแก่คนทั้งหลาย คนทั้งหลายอ้างการงานนั้น ๆ อย่างนี้ว่าบัดนี้ นาของพวกเราแห้ง พวกเราระบายน้ำเข้านาแล้วจักทำให้ เมื่อระบายน้ำเข้านาแล้วหว่านพืช เมื่อหว่านพืชแล้วทำรั้ว เมื่อทำรั้วแล้วสางพืช เก็บเกี่ยวนวด ดังนี้ให้กาลเวลาล่วงเลยไป ๓ เดือน ภิกษุนั้นอยู่ลำบากในที่แจ้งตลอดเดือน จึงไม่อาจเจริญกรรมฐานยังคุณวิเศษให้บังเกิด ก็ครั้นปวารณาแล้วก็ไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง

พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุนั้น แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุเธออยู่จำพรรษาโดยสะดวกหรือ ? กรรมฐานของเธอถึงที่สุดแล้วหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลเรื่องราวนั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กรรมฐานของข้าพระองค์ไม่ถึงที่สุด เพราะไม่มีเสนาสนะอันเป็นสัปปายะ พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อน แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายก็ยังรู้ที่อันเป็นสัปปายะและไม่เป็นสัปปายะของตน เพราะเหตุไร เธอจึงไม่รู้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนก อันหมู่นกห้อมล้อม อาศัยต้นไม้ให้อันสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบอยู่ในราวป่า ครั้นวันหนึ่ง จุรณตกในที่กิ่งทั้งหลายของต้นไม้นั้นเสียดสีกันไปนา ควันเกิดขึ้น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงคิดว่า กิ่งทั้งสองนี้เมื่อเสียดสีกันอยู่อย่างนี้จักเกิดไฟ ไฟนั้นตกลงไปติดใบไม้เก่า ๆ จำเดิมแต่นั้นไฟจักเผาต้นไม้แม้นี้ พวกเราไม่อาจอยู่ในที่นี้ พวกเราหนีจากที่นี้ไปอยู่ที่อื่น จึงจะควร พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถานี้แก่หมู่นกว่า

นกทั้งหลายอาศัยต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นย่อมทิ้งไฟ ลงมา นกทั้งหลายจงพากันหนีไปอยู่เสียที่อื่นเกิด ภัย เกิดจากที่พึ่งของเราแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชคติรุหํ ความว่า ปฐพีเรียกว่า ชคติต้นไม้เรียกว่า ชคติรุหะ เพราะต้นไม้เกิดที่ปฐพีนั้น. บทว่า วิหงฺคมา ความว่าอากาศเรียกวิหะ นกทั้งหลายเรียกว่า วิหังคมะ เพราะไปในอากาศนั้น. บทว่าทิสา ภชถ ความว่า ท่านทั้งหลายเมื่อจะละต้นไม้นี้หนีไปจากที่นี้ จงไปยังทิศทั้ง ๔. พระโพธิสัตว์เรียกนกทั้งหลายว่า วังถังคา เพราะว่า นกเหล่านั้นกระทำคอซึ่งไปตรงให้คดในบางครั้ง เพราะฉะนั้นจึง เรียกว่า วังกังคา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วังถังคา เพราะวังกะคือปีกทั้งหลายเกิดที่ข้างทั้งสองของนกเหล่านั้น ดังนี้ก็มี. บทว่า ชาตํ สรณโต ภยํ ความว่า ภัยบังเกิดจากต้นไม้อันเป็นที่พึ่งอาศัยของพวกเรานั่นแล มาเถิดพวกเราพากันไปที่อื่น.

นกทั้งหลายที่เป็นบัณฑิตกระทำตามคำของพระโพธิสัตว์ พากันบินขึ้นพร้อมกันกับพระโพธิสัตว์นั้นไปอยู่ที่อื่นส่วนนกทั้งหลายที่ไม่เป็นบัณฑิตพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์นี้เห็นว่ามีจระเข้ในน้ำเพียงหยดเดียว จึงไม่เธอถือคำของพระโพธิสัตว์นั้น คงอยู่ในที่นั้นนั่นเอง แค่นั้นไม่นานนัก ไฟบังเกิดขึ้นจับติดต้นไม้นั้นแหละ ตามอาการที่พระโพธิสัตว์คิดแล้วนั่นแล เมื่อควันและเปลวไฟตั้งขึ้น นกทั้งหลาย (มีตา) มีมัวเพราะควัน จึงไม่อาจไปที่ไหนได้ พากันตกลงในไฟถึงความพินาศ.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อนแม้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายอยู่บนยอดไม้ ก็ยิ่งรู้ความสบายและไม่สบายของตนอย่างนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงไม่รู้ดังนี้. ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลายในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นกทั้งหลายที่ทำตามคำของพระโพธิสัตว์ ในครั้งนั้น ได้เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนนกผู้เป็นบัณฑิต ได้เป็นเราเองแล.

จบสกุณชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๔๗–๓๔๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖ สกุณชาตกํ

ยนฺนิสฺสิตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ทฑฺฒปณฺณสาลํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอโก กิร ภิกฺขุ สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา เชตวนโต นิกฺขมฺม โกสเลสุ เอกํ ปจฺจนฺตคามํ อุปนิสฺสาย เอกสฺมึ อรญฺญเสนาสเน วสติ ฯ อถสฺส ปฐมมาเสเยว ปณฺณสาลา ฑยฺหิตฺถ ฯ โส ปณฺณสาลา เม ทฑฺฒา ทุกฺขํ วสิสฺสามีติ มนุสฺสานํ อาจิกฺขิ ฯ มนุสฺสา อิทานิ โน เขตฺตํ ปริสุกฺขํ เกทาเร ปาเยตฺวา กริสฺสาม ตสฺมึ ปายิเต พีชํ วปิตฺวา พีเช วปิเต วตึ กตฺวา วติยา กตาย นิฑฺฑายิตฺวา ลายิตฺวา มทฺทิตฺวาติ เอวํ ตนฺตํ กมฺมํ อปทิสนฺตาเยว เตมาสํ วีตินาเมสุํ ฯ โส ภิกฺขุ เตมาสํ อพฺโภกาเส ทุกฺขํ วสนฺโต กมฺมฏฺฐานํ วฑฺเฒตฺวา วิเสสํ นิพฺพตฺเตตุํ นาสกฺขิ ปวาเรตฺวา ปน สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา กึ ภิกฺขุ สุเขน วสฺสํ วุตฺโถสิ กมฺมฏฺฐานนฺเต มตฺถกํ ปตฺตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ ปวุตฺตึ อาจิกฺขิตฺวา เสนาสนสปฺปายสฺส เม อภาเวน กมฺมฏฺฐานํ มตฺถกํ น ปตฺตนฺติ อาห ฯ สตฺถา ปุพฺเพ ภิกฺขุ ติรจฺฉานคตาปิ อตฺตโน สปฺปายาสปฺปายํ ชานึสุ ตฺวํ กสฺมา น อญฺญาสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกุณโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา สกุณสงฺฆปริวุโต อรญฺญายตเน สาขาวิฏปสมฺปนฺนํ มหารุกฺขํ นิสฺสาย วสติ ฯ อเถกทิวสํ ตสฺส รุกฺขสฺส สาขาสุ อญฺญมญฺญํ ฆํสนฺตีสุ จุณฺณํ ปตติ ธูโม อุฏฺฐาติ ฯ ตํ ทิสฺวา โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อิมา เทฺว สาขา เอวํ ฆํสมานา อคฺคึ วิสฺสชฺเชสฺสนฺติ โส ปติตฺวา ปุราณปณฺณานิ คณฺหิสฺสติ ตโต ปฏฺฐาย อิมํปิ รุกฺขํ ฌาเปสฺสติ น สกฺกา อิธ อมฺเหหิ วสิตุํ อิโต ปลายิตฺวา อญฺญตฺถ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ

โส สกุณสงฺฆสฺส อิมํ คาถมาห

ยนฺนิสฺสิตา ชคติรุหํ วิหงฺคมา สฺวายํ อคฺคึ ปมุญฺจติ

ทิสา ภชถ วงฺกงฺคา ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ ชคติรุหนฺติ ชคติ วุจฺจติ ปฐวี ตตฺถ ชาตตฺตา รุกฺโข ชคติรุโหติ วุจฺจติ ฯ วิหงฺคมาติ วิหํ วุจฺจติ อากาสํ ตตฺถ คมนโต ปกฺขี วิหงฺคมาติ วุจฺจนฺติ ฯ ทิสา ภชถาติ อิมํ รุกฺขํ มุญฺจิตฺวา อิโต ปลายนฺตา จตสฺโส ทิสา ภชถ ฯ วงฺกงฺคาติ สกุเณ อาลปติ ฯ เต หิ อุชุคฺคํ คลํ กทาจิ วงฺกํ กโรนฺติ ตสฺมา วงฺกงฺคาติ วุจฺจนฺติ ฯ วงฺกา วา เนสํ อุโภสุ ปสฺเสสุ ปกฺขา ชาตาติปิ วงฺกงฺคา ฯ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ อมฺหากํ อวสฺสยรุกฺขโตเยว ภยํ นิพฺพตฺตํ เอถ อญฺญตฺถ คจฺฉามาติ ฯ

โพธิสตฺตสฺส วจนกรา ปณฺฑิตา สกุณา เตน สทฺธึ เอกปฺปหาเรเนว อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ คตา ฯ เย ปน อปณฺฑิตา เต เอวเมวํ อาหํสุ เอส พินฺทุมตฺเต อุทเก กุมฺภีเล ปสฺสตีติ ฯ ตสฺส วจนํ อคเหตฺวา ตตฺเถว วสึสุ ฯ ตโต นจิรสฺเสว โพธิสตฺเตน จินฺติตากาเรเนว อคฺคิ นิพฺพตฺติตฺวา ตํ รุกฺขํ อคฺคเหสิ ฯ ธูเมสุ จ ชาลาสุ จ อุฏฺฐิตาสุ ธูมนฺธา สกุณา อญฺญตฺถ คนฺตุํ นาสกฺขึสุ อคฺคิมฺหิ ปติตฺวา วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ

สตฺถา เอวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ ติรจฺฉานคตาปิ รุกฺขคฺเค วสนฺตา อตฺตโน สปฺปายาสปฺปายํ ชานึสุ ตฺวํ กสฺมา น อญฺญาสีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา โพธิสตฺตสฺส วจนกรา สกุณา พุทฺธปริสา อเหสุํ ปณฺฑิตสกุโณ ปน อหเมวาติ ฯ

สกุณชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๕. วัฏฏกชาดกชาดกถัดไป๓๗. ติตติรชาดก