ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปลาสชาดก
ชาดกที่ ๓๗๐ · ปัญจกนิบาตชาดก · วรรณาโรหวรรค

ปลาสชาดก

ว่าด้วยเหตุที่จะต้องหนีจากไป

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๗๙๘ · บรรทัด ๓๖๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปลาสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หํโส ปลาสมวจ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก. ส่วนในชาดกนี้พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่ากิเลสควรจะรังเกียจแท้ กิเลสแม้จะมีประมาณน้อยก็ทำให้ถึงความพินาศได้เหมือนหน่อต้นไทร. แม้โบราณกบัณทิตทั้งหลายก็รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจมาแล้วเหมือนกัน ครั้นตรัสแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหงส์ทอง เจริญวัยแล้วอยู่ในถ้ำทอง ณ เขาจิตตกูฏ กินข้าวสาลีที่เกิดเองในสระที่เกิดเองณ หิมวันตประเทศแล้วกลับมา. ในหนทางที่พระโพธิสัตว์นั้นไป ๆมา ๆ มีต้นทองหลางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. พระโพธิสัตว์นั้นแม้เมื่อไปก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วก็ไป แม้เมื่อกลับมา ก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วจึงมา. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคุ้นเคยกับเทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ต้นทองหลางนั้น เวลาต่อมา นางนกตัวหนึ่งกินผลไทรสุกที่ต้นไทรต้นหนึ่ง แล้วบินมาจับที่ต้นทองหลางนั้น ถ่ายคูถลงในระหว่างค่าคบ. แต่นั้นจึงเกิดหน่อไทรขึ้น. ในเวลามีขนาดได้ ๔ นิ้วต้นทองหลางงดงาม เพราะเป็นต้นทองหลางที่มีหน่อแดงและใบเขียวพระยาหงส์เห็นดังนั้น จึงเรียกรุกขเทวดามาพูดว่า ท่านปลาสเทวดาผู้สหาย ธรรมดาตันไทรเกิดที่ต้นไม้ใด เมื่อโตขึ้นย่อมทำต้นไม้นั้นให้ฉิบหาย ท่านจงอย่าให้ต้นไม้นี้เติบโตเลย มันจักทำวิมานของท่านให้พินาศ ท่านจงถอนมันทิ้งเสียก่อนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ควรจะรังเกียจ ก็ควรจะรังเกียจ เมื่อปรึกษากับปลาสเทวดา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่าดูก่อนสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของท่านแล้ว มันเจริญเติบโตขึ้นจะตัดสิ่งอันเป็นที่รักของท่านเสีย. ก็บาทที่หนึ่งในคาถานี้ พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วจึงตรัสไว้. บทว่า ปลาสํ ได้แก่ ปลาสเทวดา. บทว่า สมฺม แปลว่า เพื่อน. บทว่า องฺกสฺมึ ได้แก่ ที่ค่าคบ. บทว่า โส เต มมฺมานิ เฉจฺฉติ ความว่า ต้นไทรนั้นเจริญเติบโตที่ค่าคบนั้นแล้วจักตัดชีวิตประดุจข้าศึกฉะนั้น. จริงอยู่ สังขารที่มีชีวิตท่านเรียกว่ามัมมะ ในที่นี้. ปลาสเทวดาได้ฟังดังนั้น มิได้เชื่อถือคำของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ต้นไทรจงเจริญเติบโตเถิด ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของมัน ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เหมือนมารดาบดาเป็นที่พึงของบุตรแล้วบุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดา ฉะนั้น. คำอันเป็นคาถานั้น มีความว่า ดูก่อนสหาย ท่านยังไม่รู้ต้นไทรนี้จะเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าในตอนมันเติบโต ข้าพเจ้าจักเป็นที่พึ่งของต้นไทรนี้เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตรในคราวเป็นเด็กอ่อนฉะนั้น อนึ่ง ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งแม้ของข้าพเจ้าในภายหลังตอนแก่ เหมือนบุตรเติบโตขึ้นแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของมารดาบิดาในภายหลังตอนแก่ ฉะนั้น. ลำดับนั้น พระยาหงส์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ท่านให้ต้นไม้ซึ่งอาจนำภัยมาดังข้าศึกเจริญเติบโตขึ้นที่ค่าคบเพราะเหตุใด เหตุนั้นเราขอบอกท่านให้รู้แล้วจะไป ความเจริญเติบโตของต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านให้เกษียรพฤกษ์นี้ชื่อว่าน่ากลัว เพราะเป็นผู้ให้ความน่ากลัวประดุจข้าศึก เจริญอยู่ที่ค่าคบ. บทว่า อามนฺต โข ตํ ความว่าเพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเรียกท่านมาปรึกษาให้รู้แล้วก็จะไป. บทว่า วุฑฺฒิมสฺส ความว่า ความเจริญของต้นไทรนั้น ไม่ชอบใจข้าพเจ้าเลย. ก็แหละพระยาหงส์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกางปีกบินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว. ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้มาอีกเลย. ในเวลาต่อมา ต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้น. ก็มีรุกขเทวดาตนหนึ่งบังเกิดที่ต้นไทรนั้น. ต้นไทรนั้นเจริญขึ้นหักรานต้นทองหลาง วิมานของเทวดาพร้อมกับกิ่งไม้ทั้งหลายก็ร่วงลงไป. ในกาลนั้น เทวดานั้นจึงกำหนดคำของพระยาหงส์ได้ ร่ำไห้ว่า พระยาหงส์เห็นภัยในอนาคตข้อนี้จึงกล่าวไว้ ส่วนเราไม่กระทำตามคำพูดของพระยาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราหวาดกลัว ภัยอันใหญ่หลวงได้มาถึงเรา เพราะไม่รู้สึกถึงคำของพระยาหงส์ อันใหญ่หลวงซึ่งควรเปรียบด้วยขนเขาสิเนรุราช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทานิ โข นํ ภายติ ความว่าต้นไทรนี้ทำให้เรายินดีในตอนยังอ่อน บัดนี้ ทำให้กลัวหวาดสะดุ้ง. บทว่า มหาเนรุนิทสฺสนํ ความว่า เพราะได้ฟังคำของพระยาหงส์อันใหญ่หลวงดุจภูเขาสิเนรุ แล้วไม่รู้สุกจึงได้ถอนต้นไทรนี้เสียในคราวยังอ่อนอยู่. ด้วยบทว่า มหา เม ภยมาคตํ นี้ เทวดาคร่ำครวญว่า บัดนี้ ภัยใหญ่มาถึงเราแล้ว. ฝ่ายต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้นหักรานต้นทองหลางทั้งต้นได้กระทำให้เป็นสักแต่ตอเท่านั้น. วิมานของเทวดาก็หายไปหมดสิ้น. ผู้ใดเมื่อเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยให้พินาศไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น ผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศจึงเพียรพยายามตัดรากเหง้าของอันตรายนั้นเสีย. คาถาที่ ๕ ดังกล่าวมานี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลปฺปสตฺถา ความว่า อันท่านผู้ฉลาดทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ฆสเต แปลว่า ย่อมกินอธิบายว่า ทำให้พินาศ. บทว่า ปตารยิ แปลว่า ย่อมกลิ้งเกลือกคือ ย่อมพยายาม. ทรงอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใด. เจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยของตนให้พินาศ ความเจริญของผู้นั้น บัณฑิตไม่สรรเสริญ ส่วนนักปราชญ์ คือท่านผู้สมบูรณ์ความรู้รังเกียจความดับคือความพินาศอย่างนี้ว่า ความดับสูญจักมีแก่เรา เพราะอันตรายนี้ย่อมพากเพียรเพื่อขจัดรากเหง้าของอันตรายทั้งภายในหรือภายนอกนั้นเสีย. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้บรรลุพระอรหัต. หงส์ทองในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. วรรณาโรหชาดก ๒. สีลวีมังสชาดก ๓. หิริชาดก๔. ขัชโชปนกชาดก ๕. อหิตุณฑิกชาดก ๖. คุมพิยชาดก๗. สาลิยชาดก ๘. ตจสารชาดก ๙. มิตตวินทุกชาดก๑๐. ปลาสชาดก.

จบ วรรณาโรหวรรคที่ ๒ ๓. อัฑฒวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๔๒–๘๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญจกนิบาตชาดก · ๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปลาสชาตกํ

หํโส ปลาสมวจาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กิเลสนิคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ ปญฺญาสชาตเก ๑- อาวิภวิสฺสติ ฯ อิธ ปน สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ภิกฺขเว กิเลสา นาม อาสงฺกิตพฺพาว อปฺปมตฺตโก สมาโนปิ นิโคฺรธคจฺโฉ วิย วินาสํ ปาเปสิ โปราณกปณฺฑิตาปิ อาสงฺกิตพฺพํ อาสงฺกึสุเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สุวณฺณหํสโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต จิตฺตกูฏปพฺพเต สุวณฺณคุหายํ วสนฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส ชาตสฺสเร สญฺชาตสาลึ ขาทิตฺวา อาคจฺฉติ ฯ ตสฺส คมนาคมนมคฺเค มหาปลาสรุกฺโข อโหสิ ฯ โส คจฺฉนฺโตปิ ตตฺถ วิสฺสมิตฺวา คจฺฉติ ฯ อาคจฺฉนฺโตปิ วิสฺสมิตฺวา อาคจฺฉติ ฯ อถสฺส ตสฺมึ รุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตาย สทฺธึ วิสฺสาโส อโหสิ ฯ อปรภาเค เอกา สกุณิกา เอกสฺมึ นิโคฺรธรุกฺเข นิโคฺรธปกฺกํ ขาทิตฺวา อาคนฺตฺวา ตสฺมึ ปลาสรุกฺเข นิสีทิตฺวา วิฏปพฺภนฺตเร วจฺจํ ปาเตสิ ฯ ตโต นิโคฺรธคจฺโฉ ชาโต ฯ โส จตุรงฺคุลมตฺตกาเล รตฺตงฺกุรปลาสตาย โสภติ ฯ หํสราชา ตํ ทิสฺวา รุกฺขเทวตํ

@เชิงอรรถ: ๑. ปญฺญาชาตเก ฯ อามนฺเตตฺวา สมฺม ปลาส นิโคฺรโธ นาม ยมฺหิ รุกฺเข ชายติ วฑฺฒนฺโต ตํ นาเสติ อิมสฺส วฑฺฒิตุํ มา เทหิ วิมานํ เต นาเสสฺสติ ปฏิกจฺเจว นํ อุทฺธริตฺวา ฉฑฺเฑหิ อาสงฺกิตพฺพยุตฺตกํ นาม อาสงฺกิตุํ วฏฺฏตีติ ปลาสเทวตาย สทฺธึ มนฺเตนฺโต ปฐมํ คาถมาห

หํโส ปลาสมวจ นิโคฺรโธ สมฺม ชายติ

องฺกสฺมึ เต นิสินฺโนว โส เต มมฺมานิ เฉจฺฉตีติ ฯ

ปฐมปาโท ปเนตฺถ อภิสมฺพุทฺเธน หุตฺวา สตฺถารา วุตฺโต ฯ ปลาสนฺติ ปลาสเทวตํ ฯ สมฺมาติ วยสฺส ฯ องฺกสฺมินฺติ วิฏภิยํ ฯ โส เต มมฺมานิ เฉจฺฉตีติ โส เต องฺเก สํวฑฺโฒ สปตฺโต วิย ชีวิตํ ฉินฺทิสฺสตีติ อตฺโถ ฯ ชีวิตสงฺขารา หิ อิธ มมฺมานีติ วุตฺตา ฯ

ตํ สุตฺวา ตสฺส วจนํ อคฺคณฺหนฺตี ปลาสเทวตา ทุติยํ คาถมาห

วฑฺฒิตเมว นิโคฺรธํ ๑- ปติฏฺฐสฺส ภวามหํ

ยถา ปิตา จ มาตา จ เอวเมโส ภวิสฺสตีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ สมฺม น ตฺวํ ชานาสิ วฑฺฒกาเล เม เอส อหมสฺส ยถา พาลกาเล ปุตฺตานํ มาตาปิตโร ปติฏฺฐา โหนฺติ ตถา ภวิสฺสามิ ยถา ปน สํวฑฺฒา ปุตฺตา ปจฺฉา มหลฺลกกาเล มาตาปิตูนํ ปติฏฺฐา โหนฺติ มยฺหมฺปิ ปจฺฉา มหลฺลกกาเล เอวเมโส ปติฏฺฐา ภวิสฺสตีติ ฯ

ตโต หํโส ตติยํ คาถมาห

@เชิงอรรถ: ๑. วฑฺฒตาเมว นิโคฺรโธ ฯ

ยํ ตฺวํ องฺกสฺมึ วฑฺเฒสิ ขีรรุกฺขํ ภยานกํ

อามนฺต โข ตํ คจฺฉาม วุฑฺฒิมสฺส น รุจฺจตีติ ฯ

ตตฺถ ยํ ตฺวนฺติ ยสฺมา ตฺวํ เอตญฺจ ภยทายกตฺเตน ภยานกํ ขีรรุกฺขํ สปตฺตํ วิย องฺเก วฑฺเฒสิ ฯ อามนฺต โข ตนฺติ ตสฺมา มยํ ตํ อามนฺเตตฺวา ชานาเปตฺวา คจฺฉาม ฯ วุฑฺฒิมสฺสาติ อสฺส วุฑฺฒิ มยฺหํ น รุจฺจตีติ ฯ

เอวญฺจปน วตฺวา หํสราชา ปกฺเข ปสาเรตฺวา จิตฺตกูฏปพฺพตเมว คโต ฯ ตโต ปฏฺฐาย น ปุนาคจฺฉิ ฯ อปรภาเค นิโคฺรโธ วฑฺฒิ ฯ ตสฺมึ เอกา รุกฺขเทวตาปิ นิพฺพตฺติ ฯ โส วฑฺฒนฺโต ปลาสํ ภญฺชิ ฯ สาขาหิ สทฺธึเยว เทวตาย วิมานํ ปติ ฯ สา ตสฺมึ กาเล หํสรญฺโญ วจนํ สลฺลกฺเขตฺวา อิทํ อนาคตภยํ ทิสฺวา หํสราชา กเถสิ อหํ ปน วจนํ นากาสินฺติ ปริเทวมานา จตุตฺถํ คาถมาห

อิทานิ โข มํ ภายติ มหาเนรุนิทสฺสนํ

หํสสฺส อนภิญฺญาย มหา เม ภยมาคตนฺติ ฯ

ตตฺถ อิทานิ โข มํ ภายตีติ อยํ นิโคฺรโธ ตรุณกาเล โตเสตฺวา อิทานิ มํ ภายาเปติ สนฺตาเสติ ฯ มหาเนรุนิทสฺสนนฺติ สิเนรุปพฺพตสทิสํ มหนฺตํ หํสราชสฺส วจนํ สุตฺวา อชานิตฺวา ตรุณกาเลเยว เอตสฺส อนุทฺธฏตฺตา ฯ มหา เม ภยามาคตนฺติ อิทานิ มยฺหํ มหนฺตํ ภยํ อาคตนฺติ ปริเทวิ ฯ

นิโคฺรโธปิ วฑฺฒนฺโต สพฺพํ ปลาสํ ภญฺชิตฺวา ขาณุกมตฺตเมว อกาสิ ฯ เทวตาย วิมานํ สพฺพํ อนฺตรธายิ ฯ

น ตสฺส วุฑฺฒิ กุสลปฺปสตฺถา

โย วฑฺฒมาโน ฆสเต ปติฏฺฐํ

ตสฺสูปโรธํ ปริสงฺกมาโน

ปตารยี มูลวธาย ธีโรติ

ปญฺจมา อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ

ตตฺถ กุสลปฺปสตฺถาติ กุสเลหิ ปสตฺถา ฯ ฆสเตติ ขาทติ วินาเสตีติ อตฺโถ ฯ ปตารยีติ ปตรติ วายมติ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ภิกฺขเว โย วฑฺฒมาโน อตฺตโน ปติฏฺฐํ นาเสติ ตสฺส วุฑฺฒิ ปณฺฑิเตหิ น ปสตฺถา ตสฺส ปน อพฺภนฺตรสฺส วา พาหิรสฺส วา ปริสฺสยสฺส อิโต เม อุปโรโธ ภวิสฺสตีติ เอวํ อุปโรธํ วินาสํ ปริสงฺกมาโน ธีโร ญาณสมฺปนฺโน มูลวธาย ปรกฺกมตีติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน ปญฺจสตา ภิกฺขู อรหตฺตํ ปาปุณึสุ ฯ ตทา สุวณฺณหํโส อหเมว อโหสีติ ฯ

ปลาสชาตกํ ทสมํ

วณฺณาโรหวคฺโค ทุติโย

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๖๙. มิตตวินทุกชาดกชาดกถัดไป๓๗๑. ทีฆีติโกสลชาดก