ทีฆีติโกสลชาดก
ว่าด้วยเวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๐๓ · บรรทัด ๓๗๒๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้กระทำการทะเลาะทุ่มเถียงกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอวํภูตสฺส เต ราช ดังนี้. ได้ยินว่า ในกาลที่ภิกษุเหล่านั้นมายังพระเชตวันวิหาร ขอให้พระศาสดาทรงอดโทษ พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นโอรสของเรา ชื่อว่าบุตรผู้เกิดจากปาก อันบุตรทั้งหลายไม่ควรทำลายโอวาทที่บิดาได้ไว้ ก็เธอทั้งหลายไม่กระทำตามโอวาท โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้โจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของตนแล้วยึดครองราชสมบัติ ตกอยู่ในเงื้อมมือในป่า ก็ยังไม่ฆ่าด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ก็ในชาดกนี้ เรื่องทั้งสอง คือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต จักมีแจ้งโดยพิสดารในสังฆเภทกะ. ก็ทีฆาวุกุมารนั้นจับพระจุฬาพระเจ้าพาราณสีผู้บรรทมหลับอยู่บนตักของตนในป่า เงื้อดาบขึ้นด้วยหมายใจว่า บัดนี้ เราจักตัดโจรผู้ฆ่ามารดาบิดาของเรา ให้เป็น ๑๔ ท่อนขณะนั้น ระลึกถึงโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้ จึงคิดว่า เราแม้จะสละชีวิตก็จักไม่ทำลายโอวาทของท่าน จักคุกคามพระเจ้าพาราณสีนั้นอย่างเดียว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พระราชา เมื่อพระองค์ตกอยู่ในอำนาจของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ได้ มีอยู่หรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วเส มมํ ได้แก่ ผู้มาสู่อำนาจของข้าพระองค์. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ เหตุ. ลำดับนั้น พระราชาตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :พ่อเอ๋ย เมื่อฉันตกอยู่ในอำนาจของท่านอย่างนี้แล้ว เหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้ฉันพ้นทุกข์ได้ ไม่มีเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่าเหตุอะไร ๆ ที่จะทำให้ฉันพ้นจากทุกข์นั้น ย่อมไม่มี. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :ข้าแต่พระราชา เว้นสุจริตและวาจาที่เป็นสุภาษิตเสีย เหตุอย่างอื่นจะป้องกันได้ในเวลาจะตาย ไม่มีเลย ทรัพย์นอกนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ. ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา คนนี้ได้ฆ่าเรา คนนี้ได้ชนะเรา คนนี้ได้ลักของ ๆ เรา เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา คนนั้นได้ฆ่าเรา คนนั้นได้ชนะเราคนนี้ได้ลักของ ๆ เรา เวรของชนเหล่านั้นย่อมเข้าไปสงบ. ในกาลไหน ๆ เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาญฺํ สุจริตํ แก้เป็น นาญฺํ สุจริตา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้แหละ อธิบายว่า เว้นสุจริตเสียเราไม่เห็นอย่างอื่น. ก็ในคาถานี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า สุจริตบ้างสุภาษิตบ้าง ก็หมายเอาโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้เท่านั้น. บทว่า เอวเมว ได้แก่ ไม่มีประโยชน์เลย. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เว้นจากสุจริตและวาจาสุภาษิต กล่าวคือการกล่าวสอนและการพร่ำสอน อย่างอื่นชื่อว่าสามารถเพื่อต่อต้านบอกกันในเวลาจะตายย่อมไม่มี ทรัพย์นอกนี้ก็เหมือนกัน คือไม่มีประโยชน์เลย ก็บัดนี้พระองค์จะให้ทรัพย์แม้ตั้งแสนโกฏิ แก่ข้าพระองค์ ก็จะไม่ได้ชีวิตเพราะฉะนั้น ข้อนี้พึงทราบว่า สุจริตและคำสุภาษิตเท่านั้น ยิ่งกว่าทรัพย์. แม้คาถาที่เหลือก็มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :- ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเหล่าใดเข้าไปผูกเวร คือตั้งเวรไว้ในหทัยเหมือนผูกไว้อย่างนี้ว่า ผู้นี้ด่าเรา ผู้นี้ประหารเรา ผู้นี้ได้ชนะเรา ผู้นี้ได้ลักของเรา เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ. ส่วนคนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกคือไม่ตั้งเวรนั้นไว้ในหทัย เวรของตนเหล่านั้นย่อมสงบ เพราะในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่จะระงับด้วยความไม่มีเวร ธรรมนั้นเป็นของเก่า อธิบายว่า ธรรมเก่าก่อน คือสภาวะที่เป็นไปตลอดกาลนาน. ก็แหละ พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ประทุษร้ายพระองค์ แต่พระองค์จงฆ่าข้าพระองค์เสียเถิด แล้ววางดาบในพระหัตถ์ของพระราชานั้น. ฝ่ายพระราชาก็ทรงกระทำการสบถว่า เราจักไม่ประทุบร้ายท่าน แล้วเสด็จไปพระนครพร้อมกับพระโพธิสัตว์นั้น ทรงแสดงพระโพธิสัตว์นั้นแก่อำมาตย์ทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูก่อนพวกท่านทั้งหลาย ผู้นี้ คือทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าโกศล แม้ผู้นี้ก็ได้ให้ชีวิตเรา เราก็ไม่ได้ทำอะไรกะผู้นี้ ครั้นตรัสแล้ว ได้ประทานธิดาของพระองค์แล้วให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันเป็นของพระบิดา. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทั้งสองพระองค์ทรงสมัครสมานบันเทิงพระทัยครองราชสมบัติ. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า บิดามารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นตระกูลมหาราชส่วนทีฆาวุกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทีหีติโกสลชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๔๙–๘๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Aḍḍhavaggavaṇṇanā
-------
dīghītikosalajātakaṃ
evaṃbhūtassa te rājāti idaṃ satthā jetavane viharanto kosambike bhaṇḍanakārake ārabbha kathesi.
Tesaṃ hi jetavanaṃ āgantvā khamāpanakāle satthā te āmantetvā bhikkhave tumhe mayhaṃ orasā mukhato jātā puttā nāma puttehi ca pitarā dinnaṃ ovādaṃ bhindituṃ na vaṭṭati tumhe pana ovādaṃ na karittha porāṇakapaṇḍitā attano mātāpitaro ghātetvā rajjaṃ gahetvā ṭhitacorepi araññe hatthapathaṃ āgate mātāpitūhi dinnaṃ ovādaṃ na bhindissāmāti na mārayiṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
(atīte) imasmiṃ pana jātake dvepi vatthūni saṅghabhedake vitthārato āvibhavissanti. So pana dīghāvukumāro araññe attano aṅke nipannaṃ bārāṇasīrājānaṃ cūḷāya gahetvā idāni mayhaṃ mātāpitughātakaṃ coraṃ cuddasa khaṇḍāni katvā chindissāmīti asiṃ ukkhipanto tasmiṃ khaṇe mātāpitūhi dinnaṃ ovādaṃ saritvā jīvitaṃ cajantopi tesaṃ ovādaṃ na bhindissāmi kevalaṃ imaṃ tajjessāmīti cintetvā paṭhamaṃ gāthamāha
Evaṃbhūtassa te rāja āgatassa vase mamaṃ
atthi nu koci pariyāyo yo taṃ dukkhā pamocayeti.
Tattha vase mamanti mama vasaṃ āgatassa. Pariyāyoti kāraṇaṃ.
Tato rājā dutiyaṃ gāthamāha
evaṃbhūtassa me tāta āgatassa vase tava
natthi no koci pariyāyo yo maṃ dukkhā pamocayeti.
Tattha noti nipātamattaṃ. Natthi koci pariyāyo maṃ 1- etasmā dukkhā pamocayeti attho.
Tato bodhisatto avasesagāthā abhāsi
nāññaṃ sucaritaṃ rāja nāññaṃ rāja subhāsitaṃ
tāyate maraṇakāle evamevitaraṃ dhanaṃ
akkocchi maṃ avadhi maṃ ajini maṃ ahāsi me
ye ca taṃ upanayhanti veraṃ tesaṃ na sammati
akkocchi maṃ avadhi maṃ ajini maṃ ahāsi me
ye ca taṃ nūpanayhanti veraṃ tesūpasammati
na hi verena verāni sammantīdha kudācanaṃ
averenupasammanti 2- esa dhammo sanantanoti.
Tattha nāññaṃ sucaritanti nāññaṃ sucaritā. Ayameva vā pāṭho. Ṭhapetvā sucaritaṃ aññaṃ na passāmīti attho. Idha sucaritantipi subhāsitantipi mātāpitūhi dinnaṃ ovādaṃyeva sandhāyāha.
@Footnote: 1 yo taṃ. 2 averena ca sammanti. Evamevāti niratthakameva. Idaṃ vuttaṃ hoti mahārāja aññatra ovādānusiṭṭhīsaṅkhātā sucaritasubhāsitā maraṇakāle tāyituṃ rakkhituṃ samattho nāma añño natthi yaṃ etaṃ itaraṃ dhanaṃ taṃ evameva niratthakameva hoti tvañhi idāni mayhaṃ koṭisatasahassamattampi dhanaṃ dadanto jīvitaṃ na labheyyāsi tasmā veditabbametaṃ dhanato sucaritasubhāsitameva uttaritaranti.
Sesagāthāyapi ayaṃ saṅkhepattho mahārāja ye purisā ayaṃ maṃ akkosi ayaṃ maṃ pahari ayaṃ maṃ ajini ayaṃ mama santakaṃ ahāsīti evaṃ veraṃ upanayhanti bandhitvā viya hadaye ṭhapenti tesaṃ veraṃ na vūpasammati ye panetaṃ na upanayhanti hadaye na ṭhapenti tesaṃ vūpasammati verāni hi na kadāci verena sammanti avereneva pana sammanti esa dhammo sanantanoti porāṇako dhammo cirakālappavatto sabhāvoti.
Evañcapana vatvā bodhisatto ahaṃ mahārāja tayi na dubbhāmi tvaṃ pana maṃ mārehīti tassa hatthe asiṃ ṭhapesi. Rājāpi nāhaṃ tayi dubbhāmīti sapathaṃ katvā tena saddhiṃ nagaraṃ gantvā taṃ amaccānaṃ dassetvā ayaṃ bhaṇe kosalarañño putto dīghāvukumāro imināpi mayhaṃ jīvitaṃ dinnaṃ na labbhā imaṃ kiñci kātunti vatvā attano dhītaraṃ datvā pitu santake rajje patiṭṭhāpesi. Tato paṭṭhāya ubhopi samaggā sammodamānā rajjaṃ kāresuṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā mātāpitaro mahārājakulāni ahesuṃ dīghāvukumāro pana ahamevāti.
Dīghītikosalajātakaṃ paṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗