ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มูสิกชาดก
ชาดกที่ ๓๗๓ · ปัญจกนิบาตชาดก · อัฑฒวรรค

มูสิกชาดก

ว่าด้วยควรเรียนทุกอย่างแต่ไม่ควรใช้ทุกอย่าง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๑๓ · บรรทัด ๓๗๖๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมูสิกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุหึคตา กตฺถ คตา ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารมาแล้วในถุสชาดก ในหนหลังนั่นแลส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาทรงเห็นพระราชาทรงหยอกเล่นกับพระโอรสพลาง ทรงฟังธรรมพลางอย่างนั้น ทรงทราบว่า ภัยจักเกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะอาศัยพระโอรสนั้น จึงตรัสว่า มหาบพิตรพระราชาครั้งเก่าก่อนทั้งหลาย ทรงรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ ได้ทรงการทำโอรสของพระองค์ไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ด้วยทรงดำริว่าพระโอรสจงครองราชสมบัติในเวลาเราแก่ชราตามัว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ในเมืองตักกศิลา ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. โอรสของพระเจ้าพาราณสี พระนามว่ายวกุมาร ได้เรียนศิลปะทุกอย่างในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วให้การซักถามคือทดสอบวิชาแล้ว ประสงค์จะกลับมาบ้านเมือง จึงอำลาอาจารย์นั้น. อาจารย์รู้ได้ด้วยอำนาจวิชาดูอวัยวะว่า อันตรายจักมีแก่กุมารนี้เพราะอาศัยบุตรเป็นเหตุ คิดว่าเราจักบำบัดอันตรายของพระกุมารนั้น จึงเริ่มไตร่ตรองหาข้อเปรียบเทียบสักข้อหนึ่ง. ก็ในกาลนั้น ม้าของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นมีอยู่ตัวหนึ่งแผลเกิดขึ้นที่เท้าของม้านั้น. พวกคนเลี้ยงม้าจึงกระทำม้าตัวนั้นไว้เฉพาะในเรือน เพื่อจะตามรักษาแผล. ในที่ไม่ไกลเรือนนั้นมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่งครั้งนั้น หนูตัวหนึ่งออกจากเรือนกัดแผลที่เท้าของม้า. ม้าไม่สามารถจะห้ามมันได้. วันหนึ่ง ม้านั้นไม่อาจอดกลั้นเวทนาได้ จึงเอาเท้าดีดหนูซึ่งมากัดกินแผลให้ตายตกลงไปในบ่อน้ำ. พวกคนเลี้ยงม้าไม่เห็นหนูมาจึงกล่าวกันว่า ในวันอื่น ๆ หนูมากัดแผล บัดนี้ไม่ปรากฏมันไปเสียที่ไหนหนอ. พระโพธิสัตว์กระทำเหตุนั้นให้ประจักษ์แล้วกล่าวว่าคนอื่น ๆ ไม่รู้ จึงพากันกล่าวว่า หนูไปเสียที่ไหน แต่เราเท่านั้นย่อมรู้ว่าหนูถูกม้าฆ่าแล้วดีดลงไปในบ่อน้ำ. พระโพธิสัตว์นั้นจึงกระทำเหตุนี้นั่นแหละให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วประพันธ์เป็นคาถาที่หนึ่งมอบให้แก่พระราชกุมาร. พระโพธิสัตว์นั้นไตร่ตรองหาข้อเปรียบเทียบข้ออื่นอีก ได้เห็นม้าตัวนั้นแหละมีแผลหายแล้ว ออกไปที่ไร่ข้าวเหนียวแห่งหนึ่ง แล้วสอดปากเข้าไปทางช่องรั้ว ด้วยหวังว่าจักกินข้าวเหนียว จึงกระทำเหตุนั้นแหละให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วประพันธ์เป็นคาถาที่ ๒ มอบให้แก่พระราชกุมารนั้น ส่วนคาถาที่ ๓พระโพธิสัตว์ประพันธ์โดยกำลังปัญญาของตน มอบคาถาที่ ๓ แม้นั้นให้แก่พระราชกุมารนั้นแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ เธอดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว เวลาเย็นเมื่อจะไปสระโบกขรณีสำหรับสรงสนาน พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๑ ไปจนถึงบันใดอันใกล้ เมื่อจะเข้าไปยังปราสาทอันเป็นที่อยู่ของเธอ พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๒ ไปจนถึงที่ใกล้เชิงบันได ต่อจากนั้นไป พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๓ ไปจนถึงหัวบันไดครั้นกล่าวแล้วจึงส่งพระกุมารไป. พระกุมารนั้นครั้นไปถึงแล้วได้เป็นอุปราช เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้ครองราชสมบัติ. โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ประสูติแล้ว. พระโอรสนั้น ในเวลามีพระวัสสา๑๖ ปี คิดว่าจักปลงพระชนม์พระบิดา เพราะความโลภในราชสมบัติจึงตรัสกะอุปัฏฐาก (มหาดเล็ก) ทั้งหลายว่า พระบิดาของเรายังหนุ่มเราคอยเวลาถวายพระเพลิงพระบิดานี้ จักเป็นคนแก่คร่ำคร่าเพราะชรา ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแม้ที่ได้ในกาลเช่นนั้น. อุปัฏฐากเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่อาจไปยังประเทศชายแดนแล้วกระทำความเป็นโจร พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์ด้วยอุบายบางอย่างแล้วยึดเอาราชสมบัติ. พระโอรสนั้นรับว่าได้ แล้วไปยังที่ใกล้สระโบกขรณีสำหรับสรงสนานตอนเย็นของพระราชา ในภายในพระราชนิเวศน์ ได้ถือพระขรรค์ยืนอยู่ด้วยตั้งใจว่าจักฆ่าพระบิดานั้น ณ ที่นี้. ในเวลาเย็น พระราชาทรงสั่งนางทาสีชื่อหนูไปด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปชำระหลังสระโบกขรณีให้สะอาดแล้วจงมา เราจักอาบน้ำ. นางทาสีนั้นไปชำระหลังสระโบกขรณีอยู่เห็นพระกุมาร. พระกุมารจึงฟันนางทาสีนั้นขาด ๒ ท่อน แล้วทิ้งให้ตกลงไปในสระโบกขรณี เพราะกลัวว่ากรรมของตนจะปรากฏขึ้น. พระราชาได้เสด็จไปเพื่อจะสรงสนาน. ชนที่เหลือกล่าวว่า แม้จนวันนี้นางหนูผู้เป็นทาสียังไม่กลับมา นางหนูไปไหน ไปที่ไร. พระราชาตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :คนพร่ำบ่นอยู่ว่า นางหนูไปไหน นางหนูไปไหน เราคนเดียวเท่านั้นรู้ว่า นางหนูตายอยู่ในบ่อน้ำดังนี้. พระองค์ได้เสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุหึ คตา กตฺถ คตา เป็นคำไวพจน์ของกันและกัน. บทว่า อิติ ลาลปฺปตี ได้แก่ บ่นเพ้ออยู่อย่างนั้น. ดังนั้น คาถานี้แสดงเนื้อความนี้แก่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบเลยแหละว่า ชนผู้ไม่รู้ย่อมพร่ำบ่นว่า นางหนูผู้เป็นทาสีไปไหนแต่เราผู้เดียวเท่านั้นรู้ว่า นางหนูถูกพระราชกุมารฟันขาดสองท่อนแล้วโยนให้ตกลงในสระโบกขรณี. พระราชาได้เสด็จดำเนินตรัสคาถาที่ไปถึงฝั่งสระโบกขรณี. พระกุมารคิดว่า พระบิดาของเราได้ทรงทราบกรรมที่เรากระทำไว้จึงกลัวหนีไปบอกเรื่องนั้นแก่พวกอุปัฏฐาก. พอล่วงไป ๗ - ๘ วันอุปัฏฐากเหล่านั้นจึงทูลพระกุมารนั้นอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าพระราชาจะทรงทราบไซร้ จะไม่ทรงนิ่งไว้ ก็คำนั้นคงจะเป็นคำที่พระราชานั้นตรัสโดยทรงคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดานั้นเถิด. วันรุ่งขึ้น พระกุมารนั้นถือพระขรรค์ประทับยืนที่ใกล้เชิงบันใด ในเวลาพระราชาเสด็จมา ทรงมองหาโอกาสที่จะประหารไปรอบด้าน. พระราชาได้เสด็จดำเนินสาธยายคาถาที่ ๒ ว่า :เหตุใดท่านจึงคิดอย่างนี้ และมองหาโอกาสจะประหารทางโน้นทางนั้นแล้วกลับไปเสมือนลา เพราะฉะนั้น เราจึงรู้ว่า ท่านฆ่าทาสีชื่อว่านางหนูตายทิ้งไว้ในบ่อน้ำ วันนี้ยังปรารถนาจะบริโภคโภชนะข้าวเหนียวอีกหรือ. แม้คาถานี้ก็แสดงเนื้อความนี้สำหรับพระราชาผู้ไม่ทรงทราบเลยว่า เพราะเหตุที่นั้นคิดอย่างนี้ และมองหาโอกาสจะประหารอยู่ทางโน้นทางนี้แล้วกลับไปเสมือนลาฉะนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงรู้จักท่านว่า วันก่อนท่านฆ่าทาสีชื่อนางหนูที่สระโบกขรณี๑ วันนี้ ยังปรารถนาจะบริโภคโภชนะข้าวเหนียวอีก.๑๑. ตรงนี้น่าจะเป็นว่า "วันนี้ ยังปรารถนาจะฆ่าพระเจ้ายวราชอีก." พระกุมารสะดุ้งพระทัยหนีไปด้วยคิดว่า พระบิดาเห็นเราแล้ว. พระกุมารนั้นให้เวลาล่วงไปประมาณกึ่งเดือนแล้วคิดว่า จักเอาท่อนไม้ประหารพระราชาให้ตาย จึงถือท่อนไม้สำหรับประการท่อนหนึ่งมีด้ามยาวแล้วได้ยืนกุมอยู่. พระราชาตรัสว่า :แน่ะเจ้าผู้โง่เขลา เจ้ายังเป็นเด็กอ่อนตั้งอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท มายืนถือท่อนไม้ยาวนี้อยู่ เราจะไม่ยอมยกชีวิตให้แก่เจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมุปฺปตฺติโต๑ ได้แก่ อุบัติคือประกอบด้วยปฐมวัย อธิบายว่า ตั้งอยู่ในปฐมวัย. บทว่า สุสูแปลว่า ยังเป็นหนุ่ม. บทว่า ทีฆํ ได้แก่ ท่อนไม้สำหรับประหารมีด้ามยาว. บทว่า สมาปชฺช ความว่า เจ้ามายืนถือกุมไว้. คาถาแม้นี้ก็ข่มขู่พระกุมาร แสงเนื้อความนี้ สำหรับพระราชาผู้ไม่รู้นั้นแลว่า เจ้าคนโง่เจ้าจักไม่ได้บริโภคข้าวเหนียวของตน บัดนี้เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้าผู้ไม่มีความละอาย เราจักฆ่าตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วให้เสียบไว้บนหลาวนั่นแหละ. พระราชาทรงสาธยายคาถาที่ ๓ พลางขึ้นถึงหัวบันใด. วันนั้นพระกุมารนั้นไม่อาจหลบหนี กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์โปรดประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า แล้วหมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระราชา. พระราชาทรงคุกคามพระกุมารนั้นแล้ว ให้๑. บาลี เป็น ปมุปฺปตฺติโก. จองจำด้วยโซ่ตรวน แล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ ทรงนั่งเหนือราชอาสน์ที่ประดับประดา ณ ภายใต้เศวตฉัตร ทรงดำว่า พราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้อาจารย์ของเรา เห็นอันตรายนี้แก่เรา จึงได้ให้คาถา ๓คาถานี้ จึงร่าเริงยินดี เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงได้ตรัสคาถาที่เหลือว่า :เราเป็นผู้อันบุตรปรารถนาจะฆ่าเสีย จะพ้นจากความตายเพราะภพในอากาศ หรือเพราะบุตรที่รับเปรียบด้วยอวัยวะก็หาไม่ เราพ้นจากความตายเพระคาถาที่อาจารย์ผูกให้. บุคคลควรเรียนวิชาที่ควรเรียนทุกอย่างไม่ว่าจะเลว ดี หรือปานกลาง บุคคลควรรู้ประโยชน์ของวิชาที่เรียนทั้งหมด แต่ไม่ควรประกอบใช้ทั้งหมด ศิลปะที่ศึกษาแล้วนำประโยชน์มาให้ในเวลาใด แม้เวลาเช่นนั้นย่อมจะมีแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานฺตลิกฺขภวเนน ความว่าทิพยวิมานเรียกกว่าภพในอากาศ วันนี้ เรามิได้ขึ้นแม้สู่ภพในอากาศเพราะฉะนั้น เราจึงมิได้พ้นจากความตายในวันนี้ แม้เพราะภพในอากาศ. บทว่า นางฺคปุตฺตสิเรน วา ความว่า หรือว่า เรามิได้พ้นจากความตาย แม้เพราะบุตรอันเห็นเสมอด้วยอวัยวะ. บทว่า ปุตฺเตน หิ ปฏิยิโต ความว่า ก็เราอันบุตรของตนเองปรารถนา. จะฆ่าในวันนี้. บทว่า สิโลเกหิ ปโมจิโต ความว่า เรานั้นเป็นผู้พ้นจากความตาย เพราะคาถาทั้งหลายที่อาจารย์ของตนประพันธ์ให้มาบทว่า สุตํ ได้แก่ ปริยัติการเล่าเรียน. บทว่า อธีเยถ ได้แก่พึงเรียน คือ ศึกษาเอา. ด้วยบทว่า หีนมุกฺกฏฺมชฺฌิมํ นี้ ท่านแสดงว่า วิชาที่เรียนไม่ว่าจะต่ำ ปานกลาง หรือ ชั้นสูงก็ตามบุคคลควรเรียนทั้งหมด. บทว่า น จ สพฺพํ ปโยชเย ความว่าไม่ควรประกอบใช้มนต์ชั้นต่ำ หรือศิลปะชั้นกลาง ควรประกอบใช้แต่ชั้นสูงเท่านั้น. บทว่า ยตฺถ อตฺถำวหํ สุตํ ความว่า ศิลปะที่ได้ศึกษาแล้วชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นการปั้นหม้อของมโหสถบัณฑิตย่อมนำประโยชน์มาให้ในกาลใด กาลแม้นั้นย่อมจะมีทีเดียว. ในกาลต่อมา เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว พระกุมารก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชา กว่า ก็อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถามูสิกชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๖๒–๘๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญจกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มูสิกชาตกํ

กุหึ คตา กตฺถ คตาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อชาตสตฺตุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา ถุสชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ อิธาปิ สตฺถา ตเถว ราชานํ สกึ ปุตฺเตน สทฺธึ กีฬมานํ สกึ ธมฺมํ สุณมานํ ทิสฺวา ตํ นิสฺสาย รญฺโญ ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ญตฺวา มหาราช โปราณกราชาโน อาสงฺกิตพฺพํ อาสงฺกิตฺวา อตฺตโน ปุตฺตํ อมฺหากํ ธูมกาเล รชฺชํ กาเรตูติ เอกมนฺเต อกํสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตกฺกสิลายํ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย อโหสิ ฯ ตสฺส สนฺติเก พาราณสีรญฺโญ ปุตฺโต ยวกุมาโร (เยว) นาม สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อนุโยคํ ทตฺวา อาคนฺตุกาโม ตํ อาปุจฺฉิ ฯ อาจริโย ปุตฺตํ นิสฺสาย ตสฺส อนฺตราโย ภวิสฺสตีติ องฺควิชฺชาวเสน ญตฺวา เอตมสฺส หริสฺสามีติ เอกํ อุปมํ อุปธาเรตุํ อารภิ ฯ ตทา ปนสฺส เอโก อสฺโส อโหสิ ฯ ตสฺส ปาเท วโณ อุฏฺฐหิ ฯ ตํ วณานุรกฺขณตฺถํ เคเหเยว กรึสุ ฯ ตสฺสาวิทูเร เอโก อุทปาโน อตฺถิ ฯ อเถกา มูสิกา เคหา นิกฺขมิตฺวา อสฺสสฺส ปาเท วณํ ขาทติ ฯ อสฺโส วาเรตุํ น สกฺโกติ ฯ โส เอกทิวสํ เวทนํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต มูสิกํ ขาทิตุํ อาคตํ ปาเทน ปหริตฺวา มาเรตฺวา อุทปาเน ปาเตสิ ฯ อสฺสโคปกา มูสิกํ อปสฺสนฺตา อญฺเญสุ ทิวเสสุ มูสิกา อาคนฺตฺวา วณํ ขาทติ อิทานิ น ปญฺญายติ กหํ นุโข คตาติ วทึสุ ฯ โพธิสตฺโต ตํ การณํ ปจฺจกฺขํ กตฺวา อญฺเญ อชานนฺตา กหํ มูสิกา คตาติ วทนฺติ มูสิกาย ปน มาเรตฺวา อุทปาเน ขิตฺตภาวํ อหเมว ชานามีติ ฯ โส อิทเมว การณํ อุปมํ กตฺวา ปฐมํ คาถํ พนฺธิตฺวา ราชกุมารสฺส อทาสิ ฯ โส อปรํ อุปมํ อุปธาเรนฺโต ตเมว อสฺสํ สํรุฬฺหวณํ นิกฺขมิตฺวา เอกํ ยววตฺถุํ คนฺตฺวา ยวํ ขาทิสฺสามีติ วติจฺฉิทฺเทน มุขํ ปเวเสนฺตํ ทิสฺวา ตเมว อุปมํ กตฺวา ทุติยํ คาถํ พนฺธิตฺวา ตสฺส อทาสิ ฯ ตติยคาถํ ปน อตฺตโน ปญฺญาพเลน พนฺธิตฺวา ตมฺปิ ตสฺส ทตฺวา ตาต ตฺวํ รชฺเช ปติฏฺฐาย สายํ นฺหานโปกฺขรณึ คจฺฉนฺโต ยาว ธุรโสปาณา ปฐมํ คาถํ สชฺฌายนฺโต คจฺเฉยฺยาสิ ตว นิวาสนปาสาทํ ปวิสนฺโต ยาว โสปาณปาทมูลา ทุติยํ คาถํ สชฺฌายนฺโต คจฺเฉยฺยาสิ ตโต ยาว โสปาณมตฺถกา ตติยํ คาถํ สชฺฌายนฺโต คจฺเฉยฺยาสีติ วตฺวา เปเสสิ ฯ โส กุมาโร คนฺตฺวา อุปราชา หุตฺวา ปิตุ อจฺจเยน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺเสโก ปุตฺโต วิชายิ ฯ โส โสฬสวสฺสิกกาเล รชฺชโลเภน ปิตรํ มาเรสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อาห มยฺหํ ปิตา ตรุโณ อหํ เอตสฺส ธูมกาลํ โอโลเกนฺโต มหลฺลโก ภวิสฺสามิ ชราชิณฺโณ ตาทิเส กาเล ลทฺเธนปิ รชฺเชน โก อตฺโถติ ฯ เต อาหํสุ เทว น สกฺกา ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา โจรตฺตํ กาตุํ ตว ปิตรํ เกนจิ อุปาเยน มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหาติ ฯ โส สาธูติ อนฺโตนิเวสเน รญฺโญ สายํ นฺหานโปกฺขรณีสมีปํ คนฺตฺวา เอตฺถ นํ มาเรสฺสามีติ ขคฺคํ คเหตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา สายํ มูสิกํ นาม ทาสึ คนฺตฺวา โปกฺขรณีปิฏฺฐึ โสเธตฺวา เอหิ นฺหายิสฺสามีติ เปเสสิ ฯ สา คนฺตฺวา โปกฺขรณีปิฏฺฐึ โสเธนฺตี กุมารํ ปสฺสิ ฯ กุมาโร อตฺตโน กมฺมสฺส ปากฏภาวภเยน ตํ ทฺวิธา ฉินฺทิตฺวา โปกฺขรณียํ ปาเตสิ ฯ ราชา นฺหายิตุํ อคมาสิ ฯ เสสชโน อชฺชาปิ มูสิกา ทาสี น ปุนาคจฺฉติ กุหึ คตา กตฺถ คตาติ อาห ฯ ราชา

กุหึ คตา กตฺถ คตา อิติ ลาลปฺปตี ชโน

อหเมว เอโก ชานามิ อุทปาเน มูสิกา หตาติ ปฐมํ คาถํ ภณนฺโต โปกฺขรณีตีรํ อคมาสิ ฯ

ตตฺถ กุหึ คตา กตฺถ คตาติ อญฺญมญฺญํ เววจนานิ ฯ อิติ ลาลปฺปตีติ เอวํ วิปฺปลปติ ฯ อิติ อยํ คาถา อชานนฺโต ชโน มูสิกา ทาสี กุหึ คตาติ วิปฺปลปติ ราชกุมาเรน ปน ทฺวิธา ฉินฺทิตฺวา มูสิกาย โปกฺขรณิยํ ปาติตภาวํ อหเมว เอโก ชานามีติ รญฺโญ อชานนฺตสฺเสว อิมมตฺถํ ทีเปติ ฯ

ปฐมํ คาถํ ภณนฺโต โปกฺขรณีตีรํ อคมาสิ ฯ กุมาโร มยา กตกมฺมํ มยฺหํ ปิตรา อญฺญาตนฺติ ภีโต ปลายิตฺวา ตมตฺถํ อุปฏฺฐากานํ อาโรเจสิ ฯ เต สตฺตฏฺฐทิวสจฺจเยน ปุน ตํ อาหํสุ เทว สเจ ราชา ชาเนยฺย น ตุณฺหี ภเวยฺย ตกฺกคฺคาเหน ปน เตน ตํ วุตฺตํ ภวิสฺสติ มาเรหิ ตนฺติ ฯ โส ปุเนกทิวสํ ขคฺคหตฺโถ โสปาณปาทมูเล ฐตฺวา รญฺโญ อาคมนกาเล อิโต จิโตจ ปหรโณกาสํ โอโลเกสิ ฯ ราชา

ยญฺเจ ตํ อิติ จินฺตี จ ๑- คทฺรโภว นิวตฺตสิ

อุทปาเน มูสิกํ หนฺตฺวา ยวํ ภกฺขิตุมิจฺฉสีติ ทุติยํ คาถํ สชฺฌายนฺโต อคมาสิ ฯ

อยมฺปิ คาถา ยสฺมา ตฺวํ อิติ จินฺตี จ อิโตจิโตจ ปหรโณกาสํ โอโลเกนฺโต คทฺรโภว นิวตฺตยิ ตสฺมา ตํ ชานามิ ปุริมทิวเส โปกฺขรณิยํ มูสิกาทาสึ หนฺตฺวา อชฺช ยวํ โภชนํ ๒- ภกฺขิตุมิจฺฉสีติ รญฺโญ อชานนฺตสฺเสว อิมมตฺถํ ทีเปติ ฯ

กุมาโร ทิฏฺโฐมฺหิ ปิตราติ อุตฺรสฺโต ปลายิ ฯ โส ปุน อฑฺฒมาสมตฺตํ อติกฺกมิตฺวา ราชานํ ทณฺเฑน ปหริตฺวา มาเรสฺสามีติ เอกํ ทีฆทณฺฑกํ ทณฺฑปฺปหรณํ ๓- คเหตฺวา โอลุมฺพิตฺวา ๔- อฏฺฐาสิ ฯ ราชา อาห

ทหโร จสิ ทุมฺเมธ ปฐมุปฺปตฺติโต สุสู

ทีฆญฺเจตํ สมาปชฺช น เต ทสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ

ตตฺถ ปฐมุปฺปตฺติโตติ ปฐเมน วเยน อุปฺปตฺติโต อุเปโต ปฐมวเย ฐิโตติ อตฺโถ ฯ สุสูติ ตรุโณ ฯ ทีฆนฺติ ทีฆทณฺฑกํ ทณฺฑปฺปหรณํ ฯ สมาปชฺชาติ คเหตฺวา โอลุมฺพิตฺวา ฐิโตสีติ อตฺโถ ฯ อยมฺปิ คาถา ทุมฺเมธ อตฺตโน ยวํ ปริภุญฺชิตุํ น ลภิสฺสสิ น เต อิทานิ นิลฺลชฺชสฺส ชีวิตํ ทสฺสามิ มาเรตฺวา ขณฺฑาขณฺฑํ ฉินฺทิตฺวา สูเลเยว อาวุณาเปสฺสามีติ รญฺโญ

@เชิงอรรถ: ๑ ยเถตํ อิติ จีติ จ ฯ ๒ ยวราชานํ ฯ ๓ ทพฺพีปหรณํ ฯ ๔ โอลมฺเพตฺวา ฯ อชานนฺตสฺเสว กุมารํ สนฺตชฺชยมานา อิมมตฺถํ ทีเปติ ฯ

ตติยํ คาถํ สชฺฌายนฺโต โสปาณมตฺถกํ อภิรุยฺหิ ฯ โส ตํทิวสํ ปลายิตุํ อสกฺโกนฺโต ชีวิตํ เม เทหิ เทวาติ รญฺโญ ปาทมูเล นิปชฺชิ ฯ ราชา ตํ ตชฺเชตฺวา สงฺขลิกาหิ พนฺธาเปตฺวา พนฺธนาคาเร การาเปตฺวา เสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา อลงฺกตราชาสเน นิสีทิตฺวา อมฺหากํ อาจริโย ทิสาปาโมกฺโข พฺราหฺมโณ อิมํ มยฺหํ อนฺตรายํ ทิสฺวา อิมา ติสฺโส คาถา อทาสีติ หฏฺฐตุฏฺโฐ อุทานํ อุทาเนนฺโต เสสคาถา อภาสิ

นานฺตลิกฺขภวเนนาหํ นางฺคปุตฺตสิเรน วา

ปุตฺเตน หิ ปฏฺฐยิโต สิโลเกหิ ปโมจิโต

สพฺพสุตมธีเยถ หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมํ

สพฺพสฺส อตฺถํ ชาเนยฺย น จ สพฺพํ ปโยชเย

โหติ ตาทิสโก กาโล ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตนฺติ ฯ

ตตฺถ นานฺตลิกฺขภวเนนาติ อนฺตลิกฺขภวนํ วุจฺจติ ทิพฺพวิมานํ อหํ อชฺช อนฺตลิกฺขภวนมฺปิ น อารุฬฺโห ตสฺมา อนฺตลิกฺขภวเนนาปิ อชฺช มรณโต น โมจิโตมฺหิ ฯ นางฺคปุตฺตสิเรน วาติ องฺคสริกฺขเกน วา ปุตฺเตนาปิ น ปโมจิโต ฯ ปุตฺเตน หิ ปฏฺฐยิโตติ อหํ ปน อตฺตโน ปุตฺเตเนว อชฺช มาเรตุํ ปฏฺฐิโต ฯ สิโลเกหิ ปโมจิโตติ โสมฺหิ อตฺตโน อาจริเยน พนฺธิตฺวา ทินฺนาหิ คาถาหิ ปโมจิโต ฯ สุตนฺติ ปริยตฺตึ ฯ อธีเยถาติ คณฺเหยฺย สิกฺเขยฺย ฯ หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมนฺติ หีนํ วา โหตุ มชฺฌิมํ วา อุตฺตมํ วา สพฺพํ อธียิตพฺพเมวาติ ทีเปติ ฯ น จ สพฺพํ ปโยชเยติ หีนํ มนฺตํ วา สิปฺปํ วา มชฺฌิมํ วา น ปโยชเย อุตฺตมเมว ปโยเชยฺยาติ อตฺโถ ฯ ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตนฺติ ยสฺมึ กาเล มโหสถปณฺฑิตสฺส กุมฺภการกมฺมกรณํ วิย ยํกิญฺจิ สิกฺขิตสิปฺปํ อตฺถาวหํ โหติ ตาทิโสปิ กาโล โหติเยวาติ อตฺโถ ฯ

อปรภาเค รญฺโญ อจฺจเยน กุมาโร รชฺเช ปติฏฐาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ

มูสิกชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๗๒. มิคโปตกชาดกชาดกถัดไป๓๗๔. จุลลธนุคคหชาดก