จุลลธนุคคหชาดก
ว่าด้วยจุลลธนุคคหบัณฑิต
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๑๘ · บรรทัด ๓๗๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าประเล้าประโลม จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ ภณฺฑํ ดังนี้. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธออันใครทำให้กระสันอยากสึก. ครั้นเมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า ภรรยาเก่า พระเจ้าข้า พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้กระทำความพินาศให้แก่เธอในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน เธออาศัยหญิงนี้ถูกตัดศีรษะด้วยดาบ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ ในกาลนั้น พราหมณ์มาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง เรียนศิลปศาสตร์ทั้งปวงในเมืองตักกศิลาได้บรรลุความสำเร็จในธนูกรรมวิชายิงธนู ได้เป็นผู้มีนามว่า จุลลธนุคคหบัณฑิต. ครั้งนั้นอาจารย์ของจุลลธนุคคหบัณฑิตนั้นคิดว่ามาณพนี้เรียนศิลปศาสตร์ได้เหมือนเรา จึงได้ให้ธิดาของตน. จุลลธนุคคหบัณฑิตนั้นพานางเดินทางไปด้วยหวังใจว่า จักไปเมืองพาราณสี. ในระหว่างทาง ช้างเชือกหนึ่งได้ทำภูมิประเทศแห่งหนึ่งให้ปลอดคน. ใคร ๆ ไม่อาจขึ้นไปยังสถานที่นั้น. จุลลธนุคคหบัณฑิตเมื่อคนทั้งหลายพากันห้ามอยู่ก็พาภรรยาขึ้นสู่ปากดง. ครั้งนั้น ช้างได้ปรากฏขึ้นแก่จุลลธนุคคหบัณฑิตนั้น ในท่ามกลางดง เขาจึงเอาลูกศรยิงช้างนั้นที่กระพองลูกศรทะลุออกทางส่วนเบื้องหลัง ช้างได้ล้มลง ณ ที่นั้นเอง. ธนุคคหบัณฑิตได้กระทำที่นั้นให้ปลอดภัย แล้วได้ไปถึงดงอื่นข้างหน้า. แม้ในดงนั้นก็มีโจร ๕๐ คน คอยปล้นคนเดินทาง. ธนุคคหบัณฑิตนั้นอันคนทั้งหลายพากันห้ามอยู่ ก็ยังขึ้นไปสู่ดงแม้นั้น. เขาได้ไปถึงสถานที่ตั้งของโจรเหล่านั้น ซึ่งฆ่าเนื้อแล้วปิ้งเนื้อกินอยู่ ณ ที่ใกล้หนทาง. ครั้งนั้น โจรทั้งหลายเห็นธนุคคหบัณฑิตนั้นมากับภรรยาผู้ประดับตกแต่งร่างกาย จึงทำความอุตสาหะว่าจักจับธนุคคหบัณฑิตนั้น. หัวหน้าโจรเป็นผู้ฉลาดในลักษณะของบุรุษ, เขาแลดูธนุคคหบัณฑิตนั้นเท่านั้นก็รู้ว่า ผู้นี้เป็นอุดมบุรุษ จึงไม่ให้แม้โจรคนหนึ่งลุกขึ้น. ธนุคคหบัณฑิตส่งภรรยาไปยังสำนักของพวกโจรเหล่านั้นด้วยสั่งว่า เธอจงไปพูดว่า ท่านทั้งหลายจงให้เนื้อย่างไม้หนึ่งแก่เราทั้งสองแล้วนำเนื้อมา. ภรรยานั้นได้ไปพูดว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายจะให้เนื้อย่างไม้หนึ่ง. หัวหน้าโจรคิดว่าบุรุษผู้หาค่ามิได้จึงให้เนื้อย่าง พวกโจรพูดกันว่า พวกเราจะกินเนื้อย่างสุก. จึงได้ให้เนื้อย่างดิบไป. ธนุคคหบัณฑิตยกย่องลำพองตนจึงโกรธพวกโจรว่าให้เนื้อดิบแก่เรา พวกโจรก็โกรธว่า เจ้าคนนี้เท่านั้นเป็นผู้ชายคนเดียวพวกเราเป็นผู้หญิงหรือ จึงพากันลุกฮือขึ้น. ธนุคคหบัณฑิตยิงโจร๔๙ คน ด้วยลูกศร ๔๙ ลูกให้ล้มลง. ลูกศรไม่มียิงหัวหน้าโจร. ได้ยินว่า ในกล่องลูกศรของเขา มีลูกศรอยู่ ๕๐ ลูกพอดี บรรดาลูกศรเหล่านั้น เขายิงช้างเสียลูกหนึ่ง จึงยิงพวกโจรด้วยลูกศร ที่เหลืออยู่ ๔๙ ลูก แล้วทำให้หัวหน้าโจรล้มลง นั่งทับบนอกของหัวหน้าโจรนั้น คิดว่าจักตัดศีรษะของนายโจรนั้น จึงให้นำดาบมาจากมือของภรรยา. ภรรยานั้นกระทำความรักในหัวหน้าโจรขึ้นในทันใดนั้น จึงวางตัวดาบที่มือโจร วางฝักดาบที่มือของสามี นายโจรจับถูกด้ามของตัวดาบจึงชักมีดออกตัดศีรษะของธนุคคหบัณฑิต. นายโจรนั้นครั้นฆ่าธนุคคหบัณฑิตแล้ว จึงพาเอาผู้หญิงไปได้ถามถึงชาติและโคตร. นางบอกว่า ดิฉันเป็นธิดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลา. นายโจรถามว่า ชายผู้นี้ได้เธอด้วยเหตุอะไร ? นางกล่าวว่า บิดาของดิฉันยินดีว่า นายธนุคคหะนี้ศึกษาศิลปะได้เหมือนกับเราจึงได้ให้แม้ดิฉันแก่นายธนุคคะนี้ ดิฉันนั้นมีความเสน่หาในท่าน จึงให้ฆ่าสามีที่ตระกูลให้แก่ตนเสีย. นายโจรเดินคิดไปว่าเบื้องต้น หญิงนี้ให้ฆ่าสามีที่ตระกูลให้ก่อน ก็ครั้นเห็นคนอื่นอีกคนหนึ่งเข้า ก็จักกระทำอย่างนั้นนั่นแหละแม้กะเรา เราควรทิ้งหญิงนี้เสีย ครั้นในระหว่างทางได้เห็นแม่น้ำน้อยสายหนึ่งมีพื้นตื้น มีน้ำเต็มมาชั่วคราวจึงกล่าวว่า นางผู้เจริญจระเข้ในแม่น้ำนี้ดุร้าย พวกเราจะกระทำอย่างไร ? นางกล่าวว่า ข้าแต่สามี ท่านจงกระทำเครื่องอาภรณ์ภัณฑ์ให้เป็นห่อของด้วยผ้าห่มของดิฉัน นำไปฝั่งโน้นแล้วจงกลับมาพาดิฉันไป. นายโจรนั้นรับคำว่า ตกลงแล้วถือเอาเครื่องอาภรณ์ภัณฑ์ทั้งหมดลงสู่แม่น้ำ ทำที่เป็นว่ายข้ามไปถึงฝั่งโน้นแล้ว ได้ทิ้งนางไปเสีย. นางเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่สามี ทำไมท่านจึงทำทีเหมือนจะทิ้งดิฉันไป เพราะเหตุไร ? ท่านจึงกระทำอย่างนี้ มาเถิด จงพาดิฉันไปด้วยเมื่อจะเจรจากับนายโจรนั้น จึงกล่าวคาถา ๑ คาถาว่า :ข้าแต่พราหมณ์ ท่านถือเอาห่อเครื่องประดับทั้งหมดข้ามฝั่งไปแล้ว ขอท่านจงรีบกลับมา รีบนำดิฉันข้ามไปในบัดนี้ด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุํ ขิปฺปํ ความว่า ท่านจงรีบกลับมา ท่านผู้เจริญขอท่านจงรีบนำฉันข้ามไปในบัดนี้ด้วย. นายโจรได้ฟังดังนี้น ยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นนั่นแหละ. จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :แน่ะนางผู้เจริญ ท่านนับถือเราผู้อันท่านไม่เคยเชยชิด ยิ่งเสียกว่าสามีผู้ที่เคยเชยชิดมานาน นับถือเราผู้ไม่ใช่ผัว ยิ่งเสียกว่าผัวนางผู้เจริญจะพึงนับถือผู้อื่นยิ่งกว่าเราอีก เราจักไปจากที่นี้ให้ไกลลิบ. คาถานั้น มีเนื้อความดังกล่าวในหนหลังแล. ส่วนนายโจรกล่าวว่า เราจักไปจากที่แม้นี้ให้ไกลลิบ ท่านจงอยู่เถิด เมื่อนางร่ำร้องอยู่นั่นแล พาเอาสิ่งของเครื่องประดับหนีไป. ลำดับนั้น หญิงพาลนั้นถึงความพินาศฉิบหายเห็นปานนี้ เพราะความอยากได้เกินไป จึงเป็นคนไร้ที่พึ่งพา ได้เข้าไปยังกอตะไคร่น้ำกอหนึ่งในที่ไม่ไกล นั่งร้องไห้อยู่. ขณะนั้น ท้าวสักกะทรงตรวจดูโลกอยู่ ทรงเห็นนางผู้ถูกความอยากได้เกินไปครอบงำผู้เสื่อมจากสามีและโจร กำลังร้องไห้อยู่ทรงดำริว่า จักข่มหญิงนี้ให้ได้อายแล้วจักกลับมา จึงทรงพาสารถีมาตลีและปัญจสิขเทพบุตร เสด็จมา ณ ที่นั้น ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำแล้วทรงรับสั่งว่า ดูก่อนมาตลี เธอจงเป็นปลา ดูก่อนปัญจสิขะ เธอจงเป็นนก ส่วนเราจักเป็นสุนัขจิ้งจอกดาบชิ้นเนื้อไปยังที่ตรงหน้าของนางเมื่อเราไปที่นั้น เธอจงโดดขึ้นจากน้ำตกลงตรงหน้าเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักทิ้งชิ้นเนื้อที่คาบเสีย แล้ววิ่งไปจะงับปลา ขณะนั้น ตัวท่านปัญจสิขะ ที่แปลงเป็นนก จงโฉบเอาชิ้นเนื้อนั้นบินไปในอากาศตัวท่านมาตลี ที่แปลงเป็นปลา จงโดดลงไปในน้ำ เทพบุตรทั้งสองรับเทวบัญชาว่า ดีละ ข้าแต่เทวะ. มาตลีสารถีได้แปลงเป็นปลาปัญจสิขเทพบุตรได้แปลงเป็นนก. ท้าวสักกะแปลงเป็นสุนัขจิ้งจอกคาบชิ้นเนื้อไปยังที่ตรงหน้าของนาง. ปลาโดดขึ้นจากน้ำตกลงตรงหน้าสุนัขจิ้งจอก. สุนัขจิ้งจอกทั้งชิ้นเนื้อที่คาบแล้ววิ่งไปเพื่อจะเอาปลา. ปลากระโดดไปตกลงในน้ำ นกโฉบเอาชิ้นเนื้อบินไปในอากาศ. สุนัขจิ้งจอกไม่ได้ทั้งสองอย่าง มีน้ำนองด้วยน้ำตา หมอบดูกอตะไคร้น้ำอยู่. นางเห็นดังนั้นคิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้ถูกความหยากเกินไปครอบงำไม่ได้ทั้งเนื้อและปลา จึงหัวเราะลั่นประดุจทุบหม้อให้แตกฉะนั้น. สุนับจิ้งจอกได้ฟังเสียงหัวเราะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ใครนี่มาทำการหัวเราะอยู่ที่กอตะไคร่น้ำในที่นี้ก็ไม่มีการฟ้อนรำ ขับร้องหรือการดีดสีตีเป่า แน่ะนางผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ทำไมเจ้าจึงมาหัวเราะในเวลาที่ควรจะร้องไห้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายํ แยกออกเป็น กา อยํ แปลว่า ใครนี้ บทว่า เอฬคณิคุมฺเพ ได้แก่ ที่สุมทุมพุ่มไม้ การหัวเราะดังจนเห็นฟัน ท่านเรียกว่า อหุหาสิยะ. สุนัขจิ้งจอกถามว่าใครนี่มาทำการหัวเราะลั่นอยู่ในพุ่มไม้นั้น. ด้วยบทว่า นยิธ นจฺจํ วานี้ ท่านแสดงว่า ในที่นี้ การฟ้อนรำของใคร ๆ ผู้ฟ้อนรำอยู่ การขับร้องของใคร ๆ ผู้ขับร้องอยู่ หรือเครื่องดุริยางค์ที่บรรเลงด้วยมือซึ่งจัดไว้ดีแล้วของใคร ๆ ผู้กระทำมือให้ตั้งได้ที่ดีแล้วบรรเลงอยู่ ก็ไม่มีท่านเห็นสิ่งใดจึงหัวเราะ. บทว่า อนมฺหิกาเล แปลว่า ในกาลเป็นที่ร้องไห้. บทว่า สุสฺโสณิ แปลว่า ผู้มีตะโพกงาม. บทว่า กินฺนุ ชคฺฆสิ ความว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ร้องไห้ในกาลที่ควรจะร้องไห้ กลับหัวเราะเสียงลั่น. สุนัขจิ้งจอกเมื่อจะสรรเสริญนางร้องเรียกว่า โสภเน แปลว่า แน่ะนางงาม. นางได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :แน่ะสุนัขจิ้งจอกพาลผู้โง่เขลาชาติชัมพุกะ เจ้าเป็นสัตว์มีปัญญาน้อย เสื่อมจากปลาและชิ้นเนื้อ ซบเซาอยู่เหมือนคนกำพร้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชินฺโน ได้แก่ เป็นผู้ถึงความเสื่อมบทว่า เปสิญฺจ ได้แก่ ชิ้นเนื้อ. บทว่า กปโณ วิย ฌายสิ ความว่าท่านซบเซา คือ เศร้าโศก เสียใจ เหมือนคนกำพร้าแพ้ห่อทรัพย์ตั้งพันฉะนั้น. ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เจ้านั่นแหละเสื่อมจากผัวและชายชู้ ซบเซาแม้กว่าเราเสียอีก. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มมฺปิ ตฺวญฺเว ฌายสินี้ พระมหาสัตว์เมื่อจะให้นางละอายแล้วถึงประการอันผิดแผกจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนนางผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก เราจักไม่ให้เหยื่อของเราก่อน แต่เจ้าถูกความหยากเกินไปครอบงำ มีจิตปฏิพันธ์ในโจรที่เห็นชั่วครู่ เสื่อมจากชายชู้นั้นและจากผัวที่ตระกูลแต่งให้ ว่าโดยเปรียบเทียบกะเราแล้ว เจ้าเป็นผู้กำพร้ากว่าร้อยเท่าพันเท่า ซบเซาร้องไห้ ร่ำไรอยู่. นางได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า :แน่ะพระยาเนื้อชาติชัมพุกะ ท่านกล่าวอย่างใด ข้อนี้ก็เป็นอย่างนั้น ฉันไปจากที่นี้แล้ว จักเป็นหญิงอยู่ในอำนาจของผัวแน่นอน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นูน เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าแน่นอน. นางกล่าวว่า ฉันไปจากนี้แล้วได้ผัวใหม่ จักอยู่ในอำนาจคือเป็นไปในอำนาจของผัวนั้น โดยแน่นอนทีเดียว. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชครั้นทรงสดับถ้อยคำของนางผู้ทุศีลไร้อาจาระจึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :ผู้ใดนำภาชนะดินไป แม้ภาชนะสำริดผู้นั้นก็จะต้องนำไป บาปที่เจ้าทำไว้นั่นแหละเจ้าจะทำอย่างนั้นอีก. คำที่เป็นคาถานั้น มีความหมายว่า ดูก่อนนางผู้อาจาระ เจ้าพูดอะไร ผู้ใดนำภาชนะดินไปได้ แม้ภาชนะสำริดชนิดภาชนะทองและภาชนะเงินเป็นต้น ผู้นั้นก็จะนำเอาไปเหมือนกัน ก็บาปนี้เจ้าทำไว้นั่นแหละ ใคร ๆ ไม่อาจชำระสะสางให้แก่เจ้า เจ้านั้นจักกระทำอย่างนี้อีกแน่นอน. ท้าวสักกะนั้น ครั้นทรงทำนางให้ได้อายถึงประการอันแปลกอย่างนี้แล้ว ได้เสด็จไปยังสถานที่ของพระองค์ทีเดียว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ธนุคคหบัณฑิตในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้กระสันจะสึก หญิงนั้นในครั้งนั้น ได้มาเป็นภรรยาเก่า ส่วนท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจุลลธนุคคหชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๗๑–๘๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญจกนิบาตชาดก ๔๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จุลฺลธนุคฺคหชาตกํ
สพฺพํ ภณฺฑนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณทุติยิกาย ปโลภนํ (ภิกฺขุํ) อารพฺภ กเถสิ ฯ
เกน ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐาปิโตติ วุตฺเต ปุราณทุติยิกาย ภนฺเตติ วุตฺเต สตฺถา เอสา ภิกฺขุ อิตฺถี น อิทาเนว ตุยฺหํ อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ เต เอตํ นิสฺสาย อสินา สีสํ ฉินฺนนฺติ วตฺวา ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกฺโก อโหสิ ฯ ตทา เอโก พาราณสีวาสี พฺราหฺมณมาณโว ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ธนุกมฺเม นิปฺผตฺตึ ปตฺโต จุลฺลธนุคฺคหปณฺฑิโต นาม อโหสิ ฯ อถสฺส อาจริโย อยํ มยา สทิสํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหีติ อตฺตโน ธีตรํ อทาสิ ฯ โส ตํ คเหตฺวา พาราณสึ คมิสฺสามีติ มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ อนฺตรามคฺเค เอโก วารโณ เอกํ ปเทสํ สุญฺญมกาสิ ฯ ตํ ฐานํ อภิรุยฺหิตุํ น โกจิ อุสฺสหติ ฯ จุลฺลธนุคฺคหปณฺฑิโต มนุสฺสานํ วาเรนฺตานญฺเญว ภริยํ คเหตฺวา อฏวีมุขํ อภิรุยฺหิ ฯ อถสฺส อฏวีมชฺเฌ วารโณ อุฏฺฐหิ ฯ โส ตํ กุมฺเภ สเรน วิชฺฌิ ฯ สโร วินิวิชฺฌิตฺวา ปจฺฉาภาเคน นิกฺขมิ ฯ วารโณ ตตฺเถว ปติ ฯ ธนุคฺคหปณฺฑิโต ตํ ฐานํ เขมํ กตฺวา ปุรโต อญฺญํ อฏวึ ปาปุณิ ฯ ตตฺถาปิ ปญฺญาส โจรา มคฺคํ หนนฺติ ฯ ตมฺปิ โส มนุสฺเสหิ วาริยมาโน อภิรุยฺหิ ฯ เตสํ โจรานํ มิเค วธิตฺวา มคฺคสมีเป มํสํ ปจิตฺวา ขาทนฺตานํ ฐิตฏฺฐานํ ปาปุณิ ฯ ตทา ตํ โจรา อลงฺกตปฏิยตฺตาย ภริยาย สทฺธึ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา คณฺหิสฺสาม นนฺติ อุสฺสาหํ กรึสุ ฯ โจรเชฏฺฐโก ปุริสลกฺขณกุสโล ฯ โส ตํ โอโลเกตฺวาว อุตฺตมปุริโส อยนฺติ ญตฺวา เอกสฺสปิ อุฏฺฐหิตุํ นาทาสิ ฯ ธนุคฺคหปณฺฑิโต คจฺฉ อมฺหากมฺเปกํ มํสสูลํ เทถาติ วตฺวา มํสํ อาหราติ เตสํ สนฺติกํ ภริยํ เปเสสิ ฯ สา คนฺตฺวา เอกํ กิร มํสสูลํ เทถาติ อาห ฯ โจรเชฏฺฐโก อนคฺโฆ ปุริโสติ มํสสูลํ ทาเปสิ ฯ โจรา อมฺเหหิ กิร ปกฺกํ ขาทิตนฺติ อปกฺกมํสสูลํ อทํสุ ฯ ธนุคฺคโห อตฺตานํ สมฺภาเวตฺวา มยฺหํ อปกฺกมํสํ ททนฺตีติ โจรานํ กุชฺฌิ ฯ โจรา กึ อยเมว เอโก ปุริโส มยํ อิตฺถิโยติ กุชฺฌิตฺวา อุฏฺฐหึสุ ฯ ธนุคฺคโห เอกูนปญฺญาส ชเน เอกูนปญฺญาสกณฺเฑหิ วิชฺฌิตฺวา ปาเตสิ ฯ โจรเชฏฺฐกํ วิชฺฌิตุํ กณฺฑํ นาโหสิ ฯ ตตฺถ ๑- กิร กณฺฑนาฬิยํ สมปณฺณาสเมว กณฺฑานิ ฯ เตสุ เอเกน วารณํ วิชฺฌิ ฯ เอกูนปญฺญาสกณฺเฑหิ โจเร วิชฺฌิตฺวา โจรเชฏฺฐกํ ปาเตตฺวา ตสฺส อุเร นิสินฺโน สีสมสฺส ฉินฺทิสฺสามีติ ภริยาย หตฺถโต อสึ อาหราเปสิ ฯ สา ตํขณํเยว โจรเชฏฺฐกโลภํ กตฺวา โจรสฺส หตฺเถ ตนุํ ๒- สามิกสฺส หตฺเถ ตลํ ๓- ฐเปสิ ฯ โจโร ตนุทณฺฑํ ปรามสิตฺวา อสึ นีหริตฺวา ธนุคฺคหสฺส สีสํ ฉินฺทิ ฯ โส ตํ ฆาเตตฺวา อิตฺถึ อาทาย คจฺฉนฺโต ชาติโคตฺตํ ปุจฺฉิ ฯ สา ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส ธีตามฺหีติ อาห ฯ เกน ตฺวํ อิมินา ลทฺธาติ ฯ มยฺหํ ปิตา อยํ มยา สทิสํ กตฺวา สิปฺปํ สิกฺขตีติ ตุสิตฺวา มมฺปิ อิมสฺส อทาสิ สาหํ ตยิ สิเนหํ กตฺวา อตฺตโน กุลทตฺติยํ สามิกํ มาราเปสินฺติ ฯ โจรเชฏฺฐโก กุลทตฺติยํ ตาเวสา สามิกํ มาราเปสิ อญฺญํ ปเนกํ ทิสฺวา มมฺปิ เอวเมว กริสฺสติ อิมํ ฉฑฺเฑตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค เอกํ กุนฺนทึ อุตฺตานตลํ ตํขณาคตํ ปูรํ ๔- ทิสฺวา ภทฺเท อิมิสฺสา นทิยา สุํสุมารา กกฺขลา กึ กโรมาติ อาห ฯ สามิ ตฺวํ อาภรณภณฺฑํ มม อุตฺตราสงฺเคน ภณฺฑิกํ กตฺวา ปรตีรํ เนตฺวา ปุน อาคนฺตฺวา มํ คเหตฺวา คจฺฉาติ ฯ โส สาธูติ สพฺพํ อาภรณภณฺฑํ อาทาย นทึ โอตริตฺวา ตรนฺโต วิย ปรตีรํ ปตฺวา ตํ ฉฑฺเฑตฺวา ปายาสิ ฯ สา ตํ ทิสฺวา สามิ กึ มํ
@เชิงอรรถ: ๑ ตสฺส ฯ ๒ ถรุํ ฯ ๓ ถลํ ฯ ๔ ตํขโณทกปูรํ ฯ ฉฑฺเฑตฺวา วิย คจฺฉสิ กสฺมา เอวํ กโรสิ เอหิ มมฺปิ อาทาย คจฺฉาติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺตี ปฐมํ คาถมาห
สพฺพํ ภณฺฑํ สมาทาย ปารํ ติณฺโณสิ พฺราหฺมณ
ปจฺฉา คจฺฉ ลหุํ ขิปฺปํ มมฺปิ ตาเรหิ ทานิ โภติ ๑- ฯ
ตตฺถ ลหุํ ขิปฺปนฺติ ลหุํ ปจฺฉา คจฺฉ ขิปฺปํ มมฺปิ ตาเรหิ อิทานิ โภติ อตฺโถ ฯ
โจโร ตํ สุตฺวา ปรตีเร ฐิโตเยว ทุติยํ คาถมาห
อสนฺถุตํ มํ จิรสนฺถุเตน
นิมิสิ โภตี อธุวํ ธุเวน
มยาปิ โภตี นิมิเนยฺย อญฺญํ
อิโต อหํ ทูรตรํ คมิสฺสนฺติ ฯ
สา เหฏฺฐา วุตฺตตฺถาเยว ฯ
โจโร ปน อิโตปิ อหํ ทูรตรํ คมิสฺสํ ติฏฺฐ ตฺวนฺติ วตฺวา ตสฺสา วิรวนฺติยาว อาภรณภณฺฑํ อาทาย ปลายิ ฯ ตโต สา พาลา อตฺริจฺฉตาย เอวรูปํ พฺยสนํ ปตฺตา อนาถา หุตฺวา อวิทูเร เอกํ เอฬคณิคุมฺพํ ๒- อุปสงฺกมิตฺวา โรทมานา นิสีทิ ฯ
ตสฺมึ ขเณ สกฺโก โลกํ โวโลเกนฺโต ตํ อตฺริจฺฉตาหตํ สามิกา จ โจรา จ ปริหีนํ โรทมานํ ทิสฺวา เอตํ นิคฺคณฺหิตฺวา ลชฺชาเปตฺวา อาคมิสฺสามีติ มาตลิญฺจ ปญฺจสิขญฺจ อาทาย ตตฺถ
@เชิงอรรถ: ๑ ตาเรหิ ทานิโต ฯ ๒ เอฬคลาคุมฺพํ ฯ อาคนฺตฺวา นทีตีเร ฐตฺวา มาตลิ ตฺวํ มจฺโฉ ภว ปญฺจสิข ตฺวํ สกุโณ ภว อหํ ปน สิคาโล หุตฺวา มุเขน มํสปิณฺฑํ คเหตฺวา เอติสฺสา สมฺมุขฏฺฐานํ คมิสฺสามิ ตฺวํ มยิ ตตฺถ คเต อุทกโต อุลฺลงฺฆิตฺวา มม ปุรโต ปต อถาหํ มุเขน คหิตมํสปิณฺฑํ ฉฑฺเฑตฺวา มจฺฉํ คเหตุํ ปกฺขนฺทิสฺสามิ ตสฺมึ ขเณ ตฺวํ ปญฺจสิข ตํ มํสปิณฺฑํ คเหตฺวา อากาเส อุปฺปติ ตฺวํ มาตลิ อุทเก ปตาติ อาณาเปสิ ฯ สาธุ เทวาติ ฯ มาตลิ มจฺโฉ อโหสิ ฯ ปญฺจสิโข สกุโณ อโหสิ ฯ สกฺโก สิคาโล หุตฺวา มํสปิณฺฑํ มุเขนาทาย ตสฺสา สมฺมุขฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ มจฺโฉ อุทกา อุปฺปติตฺวา สิคาลสฺส ปุรโต ปติ ฯ โส มุเขน คหิตํ มํสปิณฺฑํ ฉฑฺเฑตฺวา มจฺฉสฺสตฺถาย ปกฺขนฺทิ ฯ มจฺโฉ อุปฺปติตฺวา อุทเก ปติ ฯ สกุโณ มํสปิณฺฑํ คเหตฺวา อากาเส อุปฺปติ ฯ สิคาโล อุโภปิ อลภิตฺวา เอฬคณิคุมฺพํ โอโลเกนฺโต ทุมฺมุโข นิสีทิ ฯ สา ตํ ทิสฺวา อยํ อตฺริจฺฉตาหโต เนว มํสํ น มจฺฉํ ลภตีติ กูฏํ ภินฺทนฺตี วิย มหาหสิตํ หสิ ฯ ตํ สุตฺวา สิคาโล ตติยํ คาถมาห
กายํ เอฬคณิคุมฺเพ กโรติ อหุหาสิยํ
นยิธ นจฺจํ วา คีตํ วา ตาฬํ วา สุสมาหิตํ
อนมฺหิกาเล สุสฺโสณิ กินฺนุ ชคฺฆสิ โสภเนติ ฯ
ตตฺถ กายนฺติ กา อยํ ฯ เอฬคณิคุมฺเพติ คุมฺโพปคุมฺเพ ๑- ฯ อหุหาสิยนฺติ ทนฺตวิทํสกํ มหาหสิตํ วุจฺจติ ฯ ตํ กา เอสา
@เชิงอรรถ: ๑ คุมฺโพชิคุมฺเพ ฯ เอตสฺมึ คุมฺเพ กโรตีติ ปุจฺฉติ ฯ นยิธ นจฺจํ วาติ อิมสฺมึ ฐาเน กสฺสจิ นจฺจนฺตสฺส นจฺจํ วา คายนฺตสฺส คีตํ วา หตฺเถ สุสมาหิเต กตฺวา วาเทนฺตสฺส สุสมาหิตํ หตฺถตาฬํ วา นตฺถิ ยํ ทิสฺวา ตฺวํ หเสยฺยาสีติ ทีเปติ ฯ อนมฺหิกาเลติ โรทนกาเล ฯ สุสฺโสณีติ สุนฺทรโสณิ ฯ กินฺนุ ชคฺฆสีติ เกน นุ การเณน ตฺวํ โรทิตุํ ยุตฺตกาเล อโรทมานาว มหาหสิตํ หสิ ฯ โสภเนติ ตํ ปสํสนฺโต อาลปติ ฯ
ตํ สุตฺวา สา จตุตฺถํ คาถมาห
สิคาล พาล ทุมฺเมธ อปฺปปญฺโญสิ ชมฺพุก
ชินฺโน มจฺฉญฺจ เปสิญฺจ กปโณ วิย ฌายสีติ ฯ
ตตฺถ ชินฺโนติ ชานิปฺปตฺโต หุตฺวา ฯ เปสิญฺจาติ มํสเปสึ ฯ กปโณ วิย ฌายสีติ สหสฺสภณฺฑิกํ ปราชิโต กปโณ วิย ฌายสิ โสจสิ จินฺเตสิ ฯ
ตโต สิคาโล ปญฺจมํ คาถมาห
สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
ชินฺนา ปติญฺจ ชารญฺจ มมฺปิ ตฺวญฺเญว ฌายสีติ ฯ
ตตฺถ มมฺปิ ตฺวญฺเญว ฌายสีติ ปาปธมฺเม ทุสฺสีเล อหํ ตาว มม โคจรํ น ลภิสฺสามิ ตฺวํ ปน อตฺริจฺฉตาย หตา ตํ มุหุตฺตทิฏฺฐเก โจเร ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา ตญฺจ ชารํ กุลทตฺติกญฺจ ปตึ ชินฺนา มํ อุปาทาย สตคุเณน สหสฺสคุเณน กปณตรา หุตฺวา ฌายสิ โรทสิ ปริเทวสีติ ลชฺชาเปตฺวา วิปฺปการํ ปาเปนฺโต มหาสตฺโต เอวมาห ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา คาถมาห
เอวเมตํ มิคราช ยถา ภาสสิ ชมฺพุก
สา นูนาหํ อิโต คนฺตฺวา ภตฺตุ เหสฺสํ วสานุคาติ ฯ
ตตฺถ นูนาติ เอกํสฏฺเฐ นิปาโต ฯ สา อหํ อิโต คนฺตฺวา ปุน อญฺญํ ภตฺตารํ ลภิตฺวา เอกํเสเนว ตสฺส วสานุคา วสวตฺตินี ภวิสฺสามีติ ฯ
อถสฺสา อนาจาราย ทุสฺสีลาย กถํ สุตฺวา สกฺโก เทวราชา โอสานคาถมาห
โย หเร มตฺติกํ ถาลํ กํสถาลมฺปิ โส หเร
กตํเยว ตยา ปาปํ ปุนเปวํ กริสฺสสีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อนาจาเร กึ กเถสิ โย มตฺติกํ ถาลํ หรติ สุวณฺณถาลรชตถาลาทิเภทํ กํสถาลมฺปิ โส หรเตว อิทญฺจ ตยา ปาปํ กตเมว น สกฺกา ตว สุทฺธาตุํ ๑- สา ตฺวํ ปุนปิ เอวํ กริสฺสสิเยวาติ ฯ
เอวํ โส ตํ ลชฺชาเปตฺวา วิปฺปการํ ปาเปตฺวา สกฏฺฐานเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ธนุคฺคโห อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อโหสิ สา อิตฺถี
@เชิงอรรถ: ๑ สนฺธาเรตุํ ฯ ปุราณทุติยิกา สกฺโก เทวราชา ปน อหเมวาติ ฯ
จุลฺลธนุคฺคหชาตกํ จตุตฺถํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗