ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อาวาริยชาดก
ชาดกที่ ๓๗๖ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

อาวาริยชาดก

ว่าด้วยการกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๓๑ · บรรทัด ๓๘๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอาวาริยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภติตถนาวิกคนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่ามาสุ กุชฺฌ ภูมิปติ ดังนี้.

ได้ยินว่า เขาเป็นคนโง่ไม่รู้อะไร ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเลย ไม่รู้คุณของบุคคลอื่น ๆ ด้วยเป็นคนดุร้ายหยาบคาย ผลุนผลันพลันแล่น. ภายหลังภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่ง มาด้วยความตั้งใจว่า เราจักทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถึงท่าน้ำแม่น้ำอจิรวดี ได้พูดกับนายติตถวานิกอย่างนี้ว่า :-

ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักข้ามฟาก ขอโยมจงให้เรืออาตมภาพเถิด.

นายติตถวานิก ตอบว่า:-

ท่านครับ บัดนี้นอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในที่นี้.

ภิ. ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักอยู่ที่ไหนในที่นี้ ขอจงรับอาตมาไปส่งเถิด.

เขาโกรธพูดว่า มาที่นี่โว้ยสมณะ เราจะนำไปส่ง แล้วได้ให้พระเถระลงเรือ ไม่ตรงไปส่ง แต่พายเรือไปข้างล่าง ทำให้เรือโคลงบาตรและจีวรของท่านเปียกน้ำไปถึงฝั่งโดยลำบาก ส่งขึ้นฝั่งเวลามืดค่ำ. ต่อมาท่านได้ไปถึงวิหาร วันนั้นไม่ได้โอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารแล้ว เมื่อถูกพระศาสดาตรัสถามว่าเธอมาถึงเมื่อไร ? ทูลว่า เมื่อวานนี้พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่าเหตุไฉน จึงมาที่อุปัฏฐาก ในวันนี้ ? ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุไม่ใช่เพียงบัดนี้เท่านั้น ถึงในชาติก่อน นายคนนี้ก็ดุร้าย ยาบคายเหมือนกัน. อนึ่ง เขาไม่ใช่ให้เธอลำบาก แต่ในชาติปัจจุบันนี้ แม้ในชาติก่อน ก็ทำให้บัณฑิตลำบากมาแล้ว ถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ได้เรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่าง ที่ตักกศิลา แล้วบวชเป็นฤษี เลี้ยงอัตภาพด้วยผลไม้น้อยใหญ่ ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปเมืองพาราณสี พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นจึงเข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นท่านมาถึงพระลานหลวง เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงทรงนำเข้าไปภายในเมืองให้ฉันเสร็จ ทรงรับปฏิญญาแล้วให้ท่านอยู่ในพระราชอุทยาน ได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากวันละครั้ง. พระโพธิสัตว์เมื่อทูลถวายโอวาทพระราชานั้นทุกวันว่า ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาพระราชาควรเว้นการลุอำนาจอคติทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติพระเมตตา และพระกรุณาธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม จึงถวายพระพรคาถา ๒ คาถา ว่า:-

ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่ มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา ผู้ไม่ทรงพิโรธตอนผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว. อาตมภาพขอถวาย อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า หรือที่ดอนที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺสฺส ปูชิโต มีเนื้อความว่าพระราชาแบบนี้ เป็นผู้ที่ประชาชนของรัฐบูชาแล้ว. บทว่า สพฺพตฺถมนุสาสามิ ความว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพเมื่ออยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ ก็จะถวายอนุศาสน์พระองค์ ด้วยข้ออนุศาสน์ข้อนี้นั่นแหละ คือว่า จะถวายอนุศาสน์ในที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นที่บ้านหลังเดียวก็ตาม สัตวโลกตัวเดียวก็ตามบทว่า มาสุ กุชฺฌ รเถสภ ความว่า อาตมภาพ ถวายอนุศาสน์พระองค์อยู่อย่างนี้นั่นแหละ ธรรมดาพระราชา ไม่ควรจะพิโรธ. เพราะเหตุไร ? เพราะว่าธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีพระบรมราชโองการเป็นอาวุธ คนมากมายถึงความสิ้นชีวิตด้วยเหตุเพียงพระบรมราชโองการ ของพระราชาเหล่านั้น ผู้ทรงพิโรธแล้ว เท่านั้น.

ในทุกวันที่พระราชาเสด็จมา พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวายอย่างนี้. พระราชามีพระราชหฤหัยเลื่อมใส ได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีให้ ๑ ตำบลเก็บส่วยได้ ๑ แสนกหาปณะ แก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ทูลปฏิเสธ. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้อยู่ ณ ที่นั้นแห่งเดียวเป็นเวลา ๑๒ ปี ดำริว่า เราอยู่ที่นี้มานานนักหนาแล้ว เราจักไปเที่ยวจาริกชนบทก่อนแล้วจึงจะมา ไม่ทูลลาพระราชาเลย เรียกคนเฝ้าสวนมาสั่งว่า อาตมาจักไปจาริกชนบท แล้วจึงจะมา ขอให้ท่านทูลให้พระราชาทรงทราบด้วย แล้วก็หลีกไปถึงท่าเรือที่แม่น้ำคงคา. ที่ท่านั้นมีคนแจวเรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา. เขาเป็นคนพาลไม่รู้จักคุณของผู้มีคุณเลยทั้งไม่รู้จักอุบายเพื่อตนเองด้วย. เขาสั่งคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำคงคา ข้ามก่อนแล้วจึงขอค่าจ้างภายหลัง เมื่อทะเลาะกับคนที่ไม่ให้ค่าจ้าง ก็ใช้วิธีด่าและทุบตีกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าจ้างมาก. พระศาสดาทรงเป็นผู้รู้ยิ่งได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ไว้ ทรงหมายถึงนายอาวาริยปิตานั้น ผู้มีลาภน้อยเป็นอันธพาลอย่างนี้ ว่า:-

ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อน แล้วจึง ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้น เขาจึงมี การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาริยปิตา ความว่า เขามีธิดาชื่อว่า อาวาริยา ด้วยอำนาจของธิดานั้น เขาจึงกลายเป็นผู้มีชื่อว่าอาวาริยปิตาพ่อของอาวาริยา. บทว่า เตนสฺส ภณฺฑนํ ความว่าเพราะเหตุนั้น เขาจึงได้มีการทุ่มเถียงกัน. อีกอย่างหนึ่ง เขาได้มีการทุ่มเถียงกับคน ๆ นั้น ที่ถูกขอค่าจ้างภายหลัง.

พระโพธิสัตว์เข้าไปหาคนแจวเรือจ้างคนนั้น แล้วพูดว่า ขอจงนำอาตมภาพข้ามฟากเถิด. เขาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงตอบว่า:-

ท่านสมณะ ท่านจักให้ค่าจ้างเรือผมเท่าไร.

พ. โยม ธรรมดาอาตมภาพจักบอกความเจริญแห่งโภคทรัพย์ความเจริญแห่งอรรถ และความเจริญแห่งธรรมให้.

คนแจวเรือจ้างครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว เข้าใจว่า สมณะรูปนี้จักให้อะไรแก่เราแน่นอน จึงนำท่านข้ามฟาก แล้วกล่าวว่าขอพระคุณเจ้าจงให้ค่าจ้างเรือแก่ผมเถิด. พระโพธิสัตว์นั้นตอบว่าดีแล้วโยม เมื่อจะบอกความเจริญแห่งโภคะแก่เขาก่อน จึงกล่าวคาถาว่า:-

ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะ คนที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ ของคนที่ข้ามฟากแล้ว เป็นอย่างหนึ่ง ของ คนที่ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็น อีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปารํ ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือโยมจงขอค่าจ้างกะคนที่ยังไม่ข้ามฟาก ยังยืนอยู่ฝั่งนี้เท่านั้น และรับเอาค่าจ้างที่ได้จากเขา เก็บไว้ในที่ ๆ คุ้มครองรักษาแล้วจึงนำคนส่งข้ามฟากภายหลัง อย่างนี้โยมก็จักเจริญด้วยโภคทรัพย์. บทว่า อญฺโ หิ ติณฺณสฺส มโน ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ เพราะว่าจิตใจของคนที่ข้ามฟากไปแล้วเป็นอย่างหนึ่ง คือไม่อยากจะให้ จะไปถ่ายเดียว แต่ธรรมดาว่า ผู้ใดจะข้ามฟาก คือจะข้ามฝั่ง ได้แก่ ประสงค์จะไปฝั่งข้างหน้า ผู้นั้นอยากจะไป แม้เกินราคาค่าจ้างก็ให้ได้ ก็ใจของผู้ต้องการข้ามฟาก ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นโยมควรขอกะผู้ยังไม่ข้ามฟากเท่านั้นดังนี้ ชื่อว่า ความเจริญแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลายของโยมก่อนดังนี้แล.

คนแจวเรือได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักมีโอวาทนี้ก่อน แต่บัดนี้ สมณะนี้ จักให้อะไรอื่นแก่เราอีก. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวกะเขาว่า โยมนี้เป็นความเจริญแห่งโภคทรัพย์ของโยมก่อน บัดนี้โยมจงฟังความเจริญแห่งอรรถและธรรม เมื่อให้โอวาทเขา จึงได้กล่าวคาถาไว้ว่า:-

อาตมาจะตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง ในบ้านทั้งในป่า ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน ดูก่อน โยมชาวเรือ ขอโยมจงอย่าโกรธนะ.

พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกความเจริญแห่งอรรถและธรรม ด้วยคาถานี้ แก่เขาแล้ว จึงกล่าวว่า นี้เป็นความเจริญแห่งอรรถและความเจริญแห่งธรรมของโยม. แต่เขาเป็นคนดุ ไม่สำคัญโอวาทนั้นว่าเป็นอะไร จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านสมณะ นี้หรือคือค่าจ้างเรือที่ท่านให้ผม

พระโพธิสัตว์ ถูกแล้วโยม. คนแจวเรือ ผมไม่มีงานตามค่าจ้างนี้. พระโพธิสัตว์ โยมนอกจากโอวาทนี้แล้ว อาตมาไม่มีอย่างอื่น

คนแจวเรือกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร? ท่านจึงลงเรือผม แล้วผลักดาบสให้ล้มลงที่ฝั่งแม่น้ำคงคา นั่งทับอกแล้วตบปากท่านทีเดียว.

พระศาสดาครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดาบสได้ถวายโอวาทพระราชา แล้วจึงได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดี ในราชสำนักแต่ได้บอกโอวาทนั้นนั่นเอง แก่คนแจวเรือจ้างอันธพาล กลับประสบการตบปากด้วยประการดังนี้. เพราะฉะนั้น ผู้จะให้โอวาทควรให้แก่คนที่เหมาะสม ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังนี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว ลำดับต่อจากนั้นได้ตรัสพระคาถาว่า :-

พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส.

เมื่อคนแจวเรือนั้นกำลังตบอยู่นั่นแหละ. ภรรยาถืออาหารมาเห็นดาบสเข้า จึงบอกว่า พี่ ดาบสนี้เป็นชีต้นประจำราชตระกูล พี่อย่าตีท่าน เขาโกรธแล้วพูดว่า แกนี่แหละ ไม่ให้ข้าตีดาบสขี้โกงคนนี้แล้วลุกขึ้นตบภรรยานั้นให้ล้มลงไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถาดข้าวก็ตกแตกและเด็กในท้องของภรรยาท้องแก่ ได้คลอดออกตกลงที่พื้นดิน. ครั้นนั้นมนุษย์ทั้งหลายจึงพากันมาล้อมดู แล้วจับเขามัดด้วยความเข้าใจว่า เป็นโจรฆ่าคน แล้วนำไปมอบถวายพระราชา. พระราชาทรงวินิจฉัยแล้วลงพระราชอาญาแก่เขา.

พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้ว่า:-

ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก ในครรภ์ก็ตกลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ประโยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้นเพราะทองคำ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ภินฺนํ ความว่า ถาดข้าวก็ตกแตกแล้ว. บทว่า หตา ได้แก่ ตบแล้ว. บทว่า ฉมา ได้แก่ ที่พื้นดิน. บทว่า มิโคว ชาตรูเปน มีอธิบายว่า เนื้อเหยียบย่ำทองเงินหรือแก้วมุกดา แก้วมณีเป็นต้นไปบ้าง นอนที่บ้าง ไม่สามารถจะใช้ทองคำนั้น เพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ฉันใด คนอันธพาลนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฟังโอวาทที่บัณฑิตให้แล้ว ก็ไม่สามารถเพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. คนแจวเรือครั้งนั้นคือคนแจวเรือเวลานี้นั่นเอง พระราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓–๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๓๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Chakkanipātajātakaṭṭhakathā

āvāriyavaggavaṇṇanā

-------

āvāriyajātakaṃ

māsu kujjha bhūmipatīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ titthanāvikaṃ ārabbha kathesi.

So kira bālo ahosi aññāṇo neva so buddhādīnaṃ ratanānaṃ na aññesañca puggalānaṃ guṇaṃ jānāti caṇḍo pharuso sāhasiko. Atheko jānapado bhikkhu buddhupaṭṭhānaṃ karissāmīti āgacchanto sāyaṃ aciravatītitthaṃ patvā taṃ evamāha upāsaka paratīraṃ gamissāmi nāvaṃ me dehīti. Bhante idāni akālo ekasmiṃ ṭhāne idha vasassūti. Upāsaka idha kuhiṃ vasissāmi maṃ gaṇhitvā gacchāhīti. So kujjhitvā ehi redha samaṇa vahāmīti vatvā theraṃ nāvaṃ āropetvā ujukaṃ agantvā heṭṭhā nāvaṃ netvā ullolaṃ katvā tassa pattacīvaraṃ temetvā kilametvā tīraṃ patvā andhakāravelāyaṃ uyyojesi. Atha so vihāraṃ gantvā taṃ divasaṃ buddhupaṭṭhānassa okāsaṃ alabhitvā punadivase satthāraṃ upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisīditvā satthārā katapaṭisanthāro kadā āgatosīti vutte hiyyo bhanteti atha kasmā ajja buddhupaṭṭhānaṃ Āgatosīti vutte tamatthaṃ ārocesi. Taṃ sutvā satthā na kho bhikkhu idāneva pubbepesa caṇḍo pharusova idāni pana tena tvaṃ kilamito pubbepi paṇḍite kilamesīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā dīghamaddhānaṃ himavante phalāphalena yāpetvā loṇambilasevanatthāya bārāṇasiyaṃ gantvā rājuyyāne vasitvā punadivase nagaraṃ bhikkhāya pāvisi. Atha naṃ rājaṅgaṇe pattaṃ rājā disvā tassa iriyāpathe pasīditvā antepuraṃ ānetvā bhojetvā paṭiññaṃ gahetvā rājuyyāne vasāpesi ekadivase sakiṃ upaṭṭhānaṃ agamāsi. Tamenaṃ bodhisatto raññā nāma mahaṃārāja cattāri agatigamanāni vajjetvā appamattena khantimettānudayasampannena hutvā dhammena rajjaṃ kāretabbanti vatvā devasikaṃ ovadanto

māsu kujjha bhūmipati māsu kujjha rathesabha

kuddhaṃ appaṭikujjhanto rājā raṭṭhassa pūjito.

Gāme vā yadi vāraññe ninne vā yadi vā thale

sabbatthamanusāsāmi māsu kujjha rathesabhāti dve gāthā vadati.

Tattha raṭṭhassa pūjitoti evarūpo rājā raṭṭhassa pūjito hotīti attho. Sabbatthamanusāsāmīti etesu gāmādīsu yatthakatthaci Vasanto ahaṃ mahārāja imāyaeva anusiṭṭhiyā tamanusāsāmi etesu gāmādīsu yatthakatthaci ekasmiṃpi ekasattepi anusāsāmi. Māsu kujjha rathesabhāti evamevāhaṃ taṃ anusāsāmi raññā nāma kujjhituṃ na vaṭṭati. Kiṃkāraṇā. Rājāno nāma vācāvudhā tesaṃ kuddhānaṃ vacanamatteneva bahū jīvitakkhayaṃ pāpuṇantīti.

Evaṃpi bodhisatto rañño āgatāgatadivase imā gāthā abhāsi. Rājā pasannacitto mahāsattassa satasahassuṭṭhānakaṃ ekaṃ gāmavaraṃ adāsi. Bodhisatto paṭikkhipi. Iti so tattheva dvādasa saṃvacchare vasitvā aticiraṃ nivuṭṭhosmi janapadacārikaṃ tāva caritvā āgamissāmīti rañño akathetvāva uyyānapālaṃ āmantetvā tāta ukkaṇṭhitarūposmi janapadaṃ caritvā āgamissāmi tvaṃ rañño katheyyāsīti vatvā pakkanto gaṅgāya nāvātitthaṃ pāpuṇi. Tattha āvāriyapitā nāma nāviko ahosi so bālo neva guṇavantānaṃ guṇaṃ jānāti na attanova upāyaṃ jānāti. So gaṅgātaritukāmaṃ janaṃ paṭhamaṃ taritvā pacchā vetanaṃ yācati vetanaṃ adentehi saddhiṃ kalahaṃ karonto akkosappahāreyeva bahū labhati. Appalābhaṃ evarūpaṃ andhabālaṃ taṃ sandhāya satthā abhisambuddho hutvā tatiyaṃ gāthamāha

āvāriyapitā nāma ahū gaṅgāya nāviko

pubbe janaṃ tārayitvā pacchā yācati vetanaṃ

tenassa bhaṇḍanaṃ hoti na ca bhogehi vaḍḍhatīti.

Tattha āvāriyapitāti āvāriyā nāma tassa dhītā tassā Vasena āvāriyapitā nāma jāto. Tenassa bhaṇḍananti tena kāraṇena tena vā pacchā yāciyamānena saddhiṃ tassa bhaṇḍanaṃ hoti.

Bodhisatto taṃ nāvikaṃ upasaṅkamitvā āvuso paratīraṃ maṃ nehīti āha. Taṃ sutvā so āha samaṇa kiṃ me vetanaṃ dassasīti. Āvuso ahaṃ bhogavuḍḍhiṃ atthavuḍḍhiṃ dhammavuḍḍhiṃ nāma kathessāmīti. Taṃ sutvā nāviko dhuvaṃ esa mayhaṃ kiñci dassatīti taṃ paratīraṃ netvā dehi me nāvāya vetananti āha. So tassa sādhu āvusoti paṭhamaṃ bhogavuḍḍhiṃ kathento

atiṇṇaññeva yācassu apāraṃ tāta nāvika

añño hi tiṇṇassa mano añño hoti tiresinoti gāthamāha.

Tattha apāranti tāta nāvika paratīraṃ atiṇṇameva janaṃ orimatīre ṭhitaññeva vetanaṃ yācassu tato laddhañca gahetvā guttaṭṭhāne ṭhapetvā pacchāpi manusse paratīraṃ niyyāsi evaṃ te bhogavuḍḍhi bhavissatīti. Añño hi tiṇṇassa manoti tāta nāvika paratīraṃ gatassa hi añño mano bhavati adatvāva gantukāmo hoti yo paratīresī nāma tīraṃ esati paratīraṃ gantukāmo hoti so atirekatarampi datvā gantukāmo hoti iti tīresino ca añño mano hoti tasmā tvaṃ atiṇṇameva yāceyyāsīti ayaṃ tāva te bhogānaṃ vuḍḍhi nāmāti.

Taṃ sutvā nāviko cintesi ayaṃ tāva me ovādo bhavissati Idāni panesa aññaṃ kiñci mayhaṃ dassatīti. Atha naṃ bodhisatto ayaṃ tāva te āvuso bhogavuḍḍhi idāni atthadhammavuḍḍhiṃ suṇāhīti vatvā taṃ ovadanto

gāme vā yadi vāraññe ninne vā yadi vā thale

sabbatthamanusāsāmi māsu kujjhitha nāvikāti gāthamāha. Iti tassa imāya gāthāya atthadhammavuḍḍhiṃ kathetvā ayaṃ te atthavuḍḍhi ca dhammavuḍḍhi cāti āha. So pana duṭṭhapuriso taṃ ovādaṃ na kiñci maññamāno idaṃ samaṇa tayā mayhaṃ dinnaṃ nāvāya vetananti āha. Āmāvusoti. Mayhaṃ iminā kammaṃ natthi aññaṃ me dehīti. Āvuso imaṃ ṭhapetvā mayhaṃ aññaṃ natthīti. Atha tvaṃ kasmā mama nāvaṃ ārūbhosīti tāpasaṃ gaṅgātīre pātetvā ure nisīditvā mukhamevassa pothesi.

Satthā iti so bhikkhave tāpaso ovādaṃ datvā rañño santike gāmavaraṃ labhati tameva ovādaṃ andhabālassa nāvikassa kathetvā mukhapothanaṃ pāpuṇi tasmā ovādaṃ dentena yuttajanasseva dātabbo na ayuttajanassāti vatvā abhisambuddho hutvā tadanantaraṃ gāthamāha

yāyeva anusāsaniyā rājā gāmavaraṃ adā

tāyeva anusāsaniyā nāviko paharī mukhanti.

Tassa taṃ paharantasseva bhariyā bhattaṃ gahetvā āgatā tāpasaṃ disvā sāmi ayaṃ tāpaso rājakulupako mā paharīti āha. So kujjhitvā tvameva imaṃ kūṭatāpasaṃ paharituṃ na desīti uṭṭhāya taṃ paharitvā pātesi. Atha bhattapāṭi patitvā bhijji. Bhariyāya ca garugabbhāya gabbho bhūmiyaṃ pati. Atha naṃ manussā samparivāretvā purisaghātakacoroti gahetvā bandhitvā rañño dassesuṃ. Rājā vinicchinitvā tassa rājāṇaṃ kāresi.

Satthā abhisambuddho hutvā tamatthaṃ pakāsento osānagāthamāha

bhattaṃ bhinnaṃ hatā bhariyā gabbho ca patito chamā

migova jātarūpena na tenatthaṃ avaḍḍhitunti.

Tattha bhattaṃ bhinnanti bhattapāṭi bhinnā. Hatāti pahatā. Chamāti bhūmiyaṃ. Migova jātarūpenāti yathā migo suvaṇṇaṃ vā hiraññaṃ vā muttāmaṇiādīni vā madditvā gacchantopi attharitvā nipajjantopi tena jātarūpena attano atthaṃ vaḍḍhituṃ nibbattetuṃ na sakkoti evameva so andhabālo paṇḍitehi dinnaṃ ovādaṃ sutvāpi attano atthaṃ vaḍḍhituṃ nibbattetuṃ na sakkotīti vuttaṃ hoti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā nāviko idāni nāvikova rājā ānando tāpaso pana ahamevāti.

Āvāriyajātakaṃ paṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๗๕. กโปตกชาดกชาดกถัดไป๓๗๗. เสตเกตุชาดก