เสตเกตุชาดก
ว่าด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๓๗ · บรรทัด ๓๘๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุผู้โกหก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุโกโธ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีชัดในกุททาลชาดก.
ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสีสอนมนต์มาณพ ๕๐๐ คน. หัวหน้ามาณพเหล่านั้นชื่อว่า เสตเกตุเป็นมาณพเกิดในสกุลอุททิจพราหมณ์. เขาได้มีมานะมาก เพราะอาศัยชาติตระกูล. อยู่มาวันหนึ่ง เขาออกจากพระนครไปพร้อมกับมาณพอื่น ๆได้เห็นจัณฑาลคนหนึ่ง กำลังเข้าพระนคร จึงถามว่า เจ้าเป็นใคร ? เมื่อเขาตอบว่า เป็นจัณฑาล จึงพูดว่า ฉิบหาย ไอ้จัณฑาล กาลกรรณีเอ็งจงไปใต้ลมดังนี้ เพราะกลัวลมที่พัดผ่านตัวของเขาจะมากระทบร่างของตน แล้วได้ไปเหนือลมโดยเร็ว. แต่คนจัณฑาลเดินเร็วกว่า จึงได้ไปยินเหนือลมเขา. เมื่อมีเหตุการณ์อยู่หมั้น มาณพนั้น ก็ได้ด่าแช่งเขาอย่างหนักว่า ฉิบหาย ไอ้ถ่อย กาลกรรณี. คนจัณฑาล ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามว่า คุณเป็นใคร ?
พ. ฉันเป็นพราหมณมาณพสิ จ. เป็นพราหมณ์ ก็เป็นไม่ว่า แต่คุณสามารถจะตอบปัญหา ที่ผมถามได้ไหม ? พ. เออได้ซิ จ. ถ้าแม้ว่าคุณไม่สามารถตอบได้ไซร้ ผมจะให้คุณลอดหว่าง ขาผม เขาตรึกตรองดูตัวเองแล้ว พูดว่า แกถามได้
บุตรคนจัณฑาล ให้บริษัทเพื่อนของมาณพนั้น. ยึดถือถ้อยคำสัญญานั้นแล้ว ถามปัญหาว่า ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาทิศมีเท่าไร ?
พ. ธรรมดาทิศมี ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น.
คนจัณฑาลพูดว่า ผมไม่ได้ถามคุณถึงทิศนั้น แม้เท่านี้คุณก็ไม่รู้ยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวผม. แล้วจับคอเขาโน้มลงมาลอดหว่างขาของตน. มาณพทั้งหลายได้บอกพฤติการณ์นั้นแก่อาจารย์. อาจารย์ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามเขาว่า พ่อเสตเกตุ จริงไหม ? ได้ทราบว่าเจ้าถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา.
มาณพตอบว่า จริงอาจารย์ ลูกของอีทาสีจัณฑาลนั้นว่าผมว่าแม้เพียงแต่ทิศคุณก็ไม่รู้ แล้วให้ผมลอดหว่างขาของตน ทีนี้ผมเห็นมันแล้ว จักแก้แค้นมัน. โกรธแล้ว ด่า แช่ง ลูกคนจัณฑาล. ครั้งนั้นอาจารย์ เมื่อโอวาทเขาว่า พ่อเสตเกตุเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธเขา ลูกคนจัณฑาลเป็นบัณฑิต เขาไม่ได้ถามเจ้าถึงทิศนั้น แต่เขาถามถึงทิศอื่น ก็ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นไม่ได้ยินและยังไม่รู้นั่นแหละ มีมากกว่าทิศที่เจ้าได้เห็นได้ยินและได้รู้มาแล้ว. ดังนี้แล้วจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:-
พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความ โกรธไม่ดี ที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ได้ยินมี เป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็น ทิศ ๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะ พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้เรียกร้อง บัณฑิตทั้ง หลายเรียกสมณะและพราหมณ์ แม้นั้นว่าเป็น ทิศ ๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุเอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความ สุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ สาธุ โกโธ ความว่า ธรรมดาความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้รู้คำสุภาษิตและพุทธภาษิต ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ความเกื้อกูลและไม่เกื้อกูล เพราะฉะนั้น ความโกรธจึงไม่ดีเลย. บทว่า พหุมฺปิ เต อทิฏฺํ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นด้วยตา และยังไม่ได้ยินด้วยหูยังมีมากกว่า. ทิศเหล่านั้นคือมารดาบิดา ผู้ชื่อว่ากลายเป็นทิศเบื้องหน้าคือตะวันออก เพราะเกิดก่อนกว่าบุตรทั้งหลาย. บทว่า อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺา ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวแล้วคือบอก ได้แก่แสดงหรือพูดว่า แต่อาจารย์ทั้งหลาย ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คือเป็นทิศเบื้องขวา เพระเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือการเคารพ. บทว่า อคาริโนได้แก่คฤหัสถ์นั่นเอง บทว่า อนฺนปานวตฺถทา ได้แก่ เป็นผู้ให้ข้าวเป็นผู้ให้น้ำและเป็นผู้ให้ผ้านุ่งห่ม. บทว่า อวฺหายิกา ได้แก่เป็นผู้ร้องนิมนต์ว่า นิมนต์มาเถิด นิมนต์รับไทยธรรม. บทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้ผู้นั้นว่าเป็นทิศนั้นทิศหนึ่ง. ด้วยบทนี้ อาจารย์แสดงว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ถวายปัจจัย ๔ ชื่อว่าเป็นทิศนั้นเพราะเป็นผู้ที่สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม จะต้องเข้าไปหาโดยเรียกร้องปัจจัย ๔. อีกนัยหนึ่ง สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม ชื่อว่าผู้เรียกร้องคืออวหายิกะ เพราะเรียกร้องคุณความดีสูง ๆ ขึ้นไปมาให้โดยความหมายว่า เป็นผู้ให้ซึ่งสวรรค์สมบัติในฉกามาวจรแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม. ด้วยบทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ท่านอาจารย์แสดงว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้สมณะพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นว่า ชื่อว่าเป็นทิศเบื้องบน. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :-
มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า - ตะวันออก อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวาขวา - ใต้ บุตรภรรยาเป็น ทิศเบื้องหลัง - ตะวันตก มิตรและอำมาตย์เป็น ทิศเบื้องซ้าย - เหนือ ทาสและกรรมกรเป็นทิศ เบื้องล่าง สมณะพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมาท ควรนมัสการ ทิศเหล่านี้.
ก็คำว่า เอสา ทิสา นี้ อาจารย์กล่าวหมายเอาพระนิพพาน. เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นทุกข์ เพราะทุกข์นานัปปการมีความเกิดเป็นต้น บรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว จะหมดทุกข์ คือเป็นผู้มีความสุข. และทิศนั่นเอง คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นทิศที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคย ไปแล้ว. อนึ่ง ด้วยคำว่า เอสา ทิสา นั้นนั่นเอง อาจารย์จึงกล่าวถึงพระนิพพานว่า เป็นทิศชั้นยอด. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า :-
บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือพระนิพพาน ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอ ขอบปาก ไม่มีพร่องไว้ฉะนั้น.
พระมหาสัตว์ บอกทิศทั้งหลายแก่มาณพด้วยอาการอย่างนี้. แต่มาณพคิดเสียใจว่า เราถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา ละอายเพื่อน จึงไม่อยู่ในที่นั้น ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปทุกอย่าง ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ จบแล้วอาจารย์อนุญาตให้ไป จึงออกจากเมืองตักกศิลา เที่ยวหาเรียนศิลปะของทุกลัทธิ. เข้าไปถึงบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง อาศัยบ้านนั้นอยู่ เห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงบวชในสำนักของท่านแล้วเรียนศิลปะบ้าง มนต์บ้าง จรณะบ้าง ที่ท่านเหล่านั้นรู้ ได้เป็นหัวหน้าคณะ มีดาบสเหล่านั้นห้อมล้อมไปยังนครพาราณสี รุ่งขึ้นไปเที่ยวภิกขาจาร ได้ไปถึงพระลานหลวง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของดาบสทั้งหลาย นิมนต์ให้ฉันภายในพระนิเวศน์ แล้วทรงให้ท่านเหล่านี้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงอังคาสดาบสทั้งหลายแล้วตรัสว่า วันนี้เวลาเย็นโยมจะไปพระราชอุทยาน ไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เสตเกตุดาบส ไปยังพระราชอุทยานแล้ว ประชุมดาบสพูดว่า ดูก่อนสหายร่วมชีวิตทั้งหลาย วันนี้พระราชาจักเสด็จมา. ท่านชี้แจงว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงโปรดปรานครั้งเดียว ก็สามารถให้คนดำรงชีพอยู่เป็นได้ชั่วอายุ วันนี้ขอให้พวกเราบางพวกเดินเป็นกลุ่ม ๆ ไป บางพวกนอนบนหนาม บางพวกบำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง บางพวกประกอบความเพียรวิธีกระโหย่งเท้าบางพวกลงน้ำ บางพวกสาธยายมนต์ ดังนี้แล้วตัวท่านเอง นั่งบนตั่งที่ไม่มีพนักพิง ที่ประตูบรรณศาลาวางคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ ที่รุ่งเรืองด้วยรงคเบญจวรรณแวววาว ไว้บนกากะเยียที่มีสีงดงาม แล้วแก้ปัญหาที่มาณพสี่ ห้า คนซักถามมา. ขณะนั้นพระราชาเสด็จมา ทอดพระเนตรเห็นดาบสเหล่านั้นบำเพ็ญมิจคฉาตบะ คือตบะผิดพอพระราชหฤทัย จึงเสด็จเข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีพื้นสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ที่มีกีบเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ได้สีฟัน. บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซักไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่าได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม. บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฎิลเหล่านี้ได้ร่ายมนต์อยู่. บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้วความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน. บทว่า อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายาความว่า ถามว่า ฤษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้วคือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ ?
ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่ เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กริตฺวา ได้แก่ กตฺวา แปลว่าทำแล้วบทว่า จรณํ ได้แก่สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยศีล. มีคำอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ใดสำคัญว่า เราเป็นพหูสูต แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่ประพฤติสุจริต ๓ อย่าง ทำแต่บาปอย่างเดียว ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรมเหล่านั้นแล้ว อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณะ กล่าวคือศีลและสมาบัติ ก็คงไม่พ้นทุกข์ คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย.
พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลาย ลำดับนั้น เสตเกตุดาบส จึงคิดว่าพระราชานี้ได้เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว. แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความเลื่อมใสนั้น เหมือนเอามีดฟัน เราควรจะทูลกับพระราชานั้น.
ท่านเมื่อทูลกับพระราชา ได้ถวายพระพรคาถาที่ ๕ ว่า :คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมภาพ เข้าใจว่า พระเวททั้งหลาย เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละ เป็น ของจริง.
คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า แม้ผู้มีเวทมนต์ตั้งพันบทอาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ยังไม่บรรลุจรณะ ก็จะเปลื้องตนออกจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพจึงเข้าใจว่า พระเวท ๓ คัมภีร์เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะที่มีศีลอิงสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นของจริง.
ปุโรหิตได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้น เป็นของจริงก็หามิ ได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้.
คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ คือ ไม่ใช่พระเวท ๓ อย่างไม่มีผล ไม่เฉพาะจรณะ คือ การสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริง คือดีกว่าได้แก่สูงสุด หมายความว่าประเสริฐ. เพราะเหตุไร ? เพราะคนอาศัยพระเวท คืออาศัยพระเวท ๓ อย่าง ได้รับเพียงเกียรติ เพียงยศ เพียงลาภเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น พระเวทเหล่านั้นจึงชื่อว่า ไม่มีผล. บทว่า สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโต ได้แก่ผู้ฝึกตนด้วยจรณะแล้วจะบรรลุความสงบได้ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้สมาบัติเกิดขึ้น เจริญวิปัสสนามีสมาบัติ เป็นปทัฏฐาน ย่อมบรรลุความสงบโดยส่วนเดียว คือธรรมอย่างเอกที่มีชื่อว่าพระนิพพาน.
ปุโรหิตหักล้างคำของท่านเสตเกตุดาบสอย่างนี้แล้ว ได้ทำดาบสเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นคฤหัสถ์ คือให้สึก ให้ถือโล่และอาวุธ จักให้เป็นการกชนเป็นทหารหมู่ใหญ่ ให้ทำการบำรุงพระราชา. ได้ทราบว่านี้คือวงศ์ของการกชนหมู่ใหญ่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า เสตเกตุดาบสในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ บุตรของคนจัณฑาลในครั้งนั้น ได้แก่พระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนปุโรหิตได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๔–๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๔๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
เสตเกตุชาตกํ
มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กุหกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุํ กุทฺทาลชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พาราณสิยํ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจสตมาณเว มนฺเต วาเจสิ ฯ เตสํ เชฏฺฐโก เสตเกตุ นาม อุทฺทิจฺจพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺตมาณโว ฯ ตสฺส ชาตึ นิสฺสาย มหนฺโต มาโน อโหสิ ฯ โส เอกทิวสํ อญฺเญหิ มาณเวหิ สทฺธึ นครา นิกฺขมนฺโต นครํ ปวิสนฺตํ เอกํ จณฺฑาลํ ทิสฺวา โกสิ ตฺวนฺติ ปุจฺฉิตฺวา จณฺฑาโลหมสฺมีติ วุตฺเต ตสฺส สรีรํ ปหริตฺวา อาคตวาตสฺส อตฺตโน สรีเร ผุสนภเยน นสฺส จณฺฑาล กาฬกณฺณิ อโธวาตํ ยาหีติ วตฺวา เวเคน ตสฺส อุปริวาตํ อคมาสิ ฯ จณฺฑาโลปิ สีฆตรํ คนฺตฺวา ตสฺส อุปริวาเต อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ โส นสฺส วสล กาฬกณฺณีติ สุฏฺฐุตรํ อกฺโกสิ ปริภาสิ ฯ ตํ สุตฺวา จณฺฑาโล ตฺวํ โกสีติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมณมาณโวหมสฺมีติ ฯ พฺราหฺมโณ โหตุ มยา ปน ปุฏฺฐปญฺหํ กเถตุํ สกฺขิสฺสสีติ ฯ อาม สกฺขิสฺสามีติ ฯ สเจปิ น สกฺโกสิ ปาทนฺตเรน ตํ คเมมีติ ฯ โส อตฺตานํ ตกฺเกตฺวา อาคเมหีติ อาห ฯ จณฺฑาลปุตฺโต ตสฺส กถํ ปริสํ คาหาเปตฺวา มาณว ทิสา นาม กตราติ ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ทิสา นาม ปุรตฺถิมาทโย จตสฺโส ทิสาติ ฯ จณฺฑาโล อหนฺตํ เอตํ ทิสํ น ปุจฺฉามิ ตฺวํ เอตฺตกมฺปิ อชานนฺโต มม สรีเร ปหตวาตํ ชิคุจฺฉสีติ ตํ ขนฺธฏฺฐิเก คเหตฺวา โอนเมตฺวา อตฺตโน ปาทนฺตเรน คเมสิ ฯ มาณวา ตํ ปวตฺตึ อาจริยสฺส อาจิกฺขึสุ ฯ ตํ สุตฺวา อาจริโย สจฺจํ กิร ตาต เสตเกตุ จณฺฑาเลนสิ ปาทนฺตเรน คมิโตติ ฯ อามาจริย โส มํ จณฺฑาลทาสีปุตฺโต ทิสามตฺตมฺปิ น ชานาสีติ วตฺวา อตฺตโน ปาทนฺตเรน คเมสิ อิทานิ ทิสฺวา กตฺตพฺพมสฺส ชานิสฺสามีติ กุทฺโธ จณฺฑาลปุตฺตํ อกฺโกสิ ปริภาสิ ฯ อถ นํ อาจริโย ตาต เสตเกตุ มา ตสฺส กุชฺฌ ปณฺฑิโต จณฺฑาลปุตฺโต น โส ตํ เอตํ ทิสํ ปุจฺฉติ อญฺญํ ทิสํ ปุจฺฉิ ตยา ปน ทิฏฺฐสุตวิญฺญาตโต อทิฏฺฐาสุตอวิญฺญาตเมว พหุตรนฺติ โอวทนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธ
พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐํ อสฺสุตญฺจ
มาตาปิตา ทิสา ตาต เสตเกตุ
อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺฐา
อคาริโน อนฺนปานวตฺถทา
อวฺหายิกา ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ
เอสา ทิสา ปรมา เสตเกตุ
ยํ ปตฺว ทุกฺขี จ สุขิโน ภวนฺตีติ ฯ
ตตฺถ น หิ สาธุ โกโธติ โกโธ นาม อุปฺปชฺชมาโน สุภาสิต- ทุพฺภาสิตํ อตฺถานตฺถํ หิตาหิตํ ชานิตุํ น เทตีติ น หิ สาธุโก ฯ พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐนฺติ ตยา จกฺขุนา อทิฏฺฐํ โสเตน จ อสฺสุตเมว พหุตรํ ทิสํ ตา ทิสา มา ตาปิตโร ปุตฺตานํ ปุริมตรํ อุปฺปนฺนตฺตา ปุรตฺถิมทิสา นาม ชาตาติ วทติ ฯ อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺฐาติ อาจริยา ปน ทกฺขิเณยฺยตฺตา ทิสตํ ปสฏฺฐา ทิกฺขิณทิสาติ พุทฺธาทโย อริยา อาหุ กเถนฺติ ทีเปนฺติ วา วทนฺติ ฯ อคาริโนติ คหฏฺฐาว ฯ อนฺนปานวตฺถทาติ อนฺนทา ปานทา วตฺถทา จ ฯ อวฺหายิกาติ เอถ เทยฺยธมฺมํ ปฏิคฺคณฺหถาติ ปกฺโกสนกา ฯ ตมฺปิ ทิสํ วทนฺตีติ ตมฺปิ พุทฺธาทโย อริยา เอตํ ทิสํ วทนฺติ ฯ อิมินา จตุปจฺจยทายกา คหฏฺฐา ปจฺจเย อวฺหายิตฺวา ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณหิ อุปคนฺตพฺพตฺตา เอตา ทิสา นามาติ ทีเปติ ฯ อปโร นโย เย เอเต อคาริโน อนฺนปานวตฺถทา เตสํ ฉกามสคฺคสมฺปตฺติทายิกฏฺเฐน อุปรุปริ อวฺหายนโต อวฺหายิกา ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณา ฯ ตมฺปิ ทิสํ วทนฺตีติ ตํปิ พุทฺธาทโย อริยา อุปริมทิสํ นาม วทนฺตีติ ทีเปติ ฯ วุตฺตมฺปิ เจตํ
มาตาปิตา ทิสา ปุพฺพา อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา
ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา
ทาสกมฺมกรา เหฏฺฐา อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา
เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย อปฺปมตฺโต กุเล คิหีติ ฯ เอสา ทิสาติ อิทํ ปน นิพฺพานํ สนฺธาย วุตฺตํ ฯ ชาติอาทินา หิ นานปฺปกาเรน ทุกฺเขน ทุกฺขิตา สตฺตา ตํ ปตฺวา นิทฺทุกฺขา สุขิโน ภวนฺติ ฯ เอสาเอว จ สตฺเตหิ อคตปุพฺพา ทิสา นาม ฯ เตเนว จ นิพฺพานํ ปรมาติ อาห ฯ วุตฺตมฺปิ เจตํ
สมติตฺติกํ อนวเสสกํ
เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย
เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเขยฺย
ปตฺถยาโน ทิสํ อคตปุพฺพนฺติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต มาณวสฺส ทิสา กเถสิ ฯ โส ปน จณฺฑาเลนมฺหิ ปาทนฺตเรน คมิโตติ ตสฺมึ ฐาเน อวสิตฺวา ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส สนฺติเก สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาจริเยน อนุญฺญาโต ตกฺกสิลโต นิกฺขมิตฺวา สพฺพสมยสิปฺปํ สิกฺขนฺโต วิจริ ฯ โส เอกํ ปจฺจนฺตคามํ คนฺตฺวา ตํ นิสฺสาย วสนฺโต ปญฺจสเต ตาปเส ทิสฺวา เตสํ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา ยนฺเต ชานนฺติ สิปฺปํ วา มนฺตํ วา จรณํ วา ตํ อุคฺคณฺหิตฺวา คณสตฺถา หุตฺวา เตหิ ปริวาริโต พาราณสึ คนฺตฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขํ จรนฺโต ราชงฺคณํ อคมาสิ ฯ ราชา ตาปสานํ อิริยาปเถ ปสีทิตฺวา อนฺโตนิเวสเน โภเชตฺวา เต อตฺตโน อุยฺยาเน วสาเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ตาปเส ปริวิสิตฺวา อชฺช สายญฺเห อุยฺยานํ คนฺตฺวา อยฺเย วนฺทิสฺสามีติ อาห ฯ เสตเกตุ อุยฺยานํ คนฺตฺวา ตาปเส สนฺนิปาเตตฺวา สมฺม มาริส อชฺช ราชา อาคมิสฺสตีติ อาห ฯ ราชาโน นาม สกึ อาราเธตฺวา ยาวตายุกํ สุขํ ชีวิตุํ สกฺกา อชฺช เอกจฺเจ วคฺคุลิวตฺตํ จรถ เอกจฺเจ กณฺฐกเสยฺยํ กปฺเปถ เอกจฺเจ ปญฺจาตปํ ตปฺเปถ เอกจฺเจ อุกฺกุฏิกปฺปธานํ อนุยุญฺเชถ เอกจฺเจ อุทโกโรหณกมฺมํ กโรถ เอกจฺเจ มนฺเต สชฺฌายถาติ วิจาเรตฺวา สยํ ปณฺณสาลทฺวาเร อปสฺสยปีฐเก นิสีทิตฺวา ปญฺจวณฺณรงฺคสมุชฺชลวาสนํ เอกํ โปตฺถกํ วิจิตฺรวณฺณาธารเก ฐเปตฺวา สุสิกฺขิเตหิ จตูหิ ปญฺจหิ มาณเวหิ ปุจฺฉิเต ปุจฺฉิเต ปญฺเห กเถสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ ราชา อาคนฺตฺวา เต มิจฺฉาตปํ กโรนฺเต ทิสฺวา ตุฏฺโฐ เสตเกตุํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ปุโรหิเตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห
ขราชินา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา
ทุมุกฺขรูปา เยเม ชปนฺติ มนฺเต
กจฺจิ นุ เต มานุสิเก ปโยเค
อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายาติ ฯ
ตตฺถ ขราชินาติ สขุเรหิ อชินจมฺเมหิ สมนฺนาคตา ฯ ปงฺกทนฺตาติ ทนฺตกฏฺฐสฺส อขาทเนน มลคฺคหิตทนฺตา ฯ ทุมุกฺขรูปาติ อนญฺชิต- อมณฺฑิตลูขนิวาสนปารุปนา มาลาคนฺธวิเลปนวชฺชิตา ฯ กิลิฏฺฐรูปาติ วุตฺตํ โหติ ฯ เยเม ชปนฺตีติ เย อิเม มนฺเต สชฺฌายนฺติ ฯ มานุสิเก ปโยเคติ มนุสฺเสหิ กตฺตพฺพปโยเค ฐิตา ฯ อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายาติ อิมสฺมึ ปโยเค ฐตฺวา อิมํ โลกํ วิทิตฺวา ปากฏํ กตฺวา กจฺจิ นุ เอเต อิสโย จตูหิ อปาเยหิ มุตฺตาติ ปุจฺฉติ ฯ
ตํ สุตฺวา ปุโรหิโต จตุตฺถํ คาถมาห
ปาปานิ กมฺมานิ กริตฺว ราช
พหุสฺสุโต เนว จเรยฺย ธมฺมํ
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ
ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวาติ ฯ
ตตฺถ กริตฺวาติ กตฺวา ฯ จรณนฺติ สห สีเลน อฏฺฐ สมาปตฺติโย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช อหํ พหุสฺสุโตมฺหีติ สหสฺสเวโทปิ ติวิธํ สุจริตธมฺมํ น จเรยฺย ปาปาเนว กเรยฺย โส ตานิ ปาปานิ กมฺมานิ กตฺวา ตํ พาหุสจฺจํ ปฏิจฺจ สีลสมาปตฺติสงฺขาตํ จรณํ อปตฺวา ทุกฺขา น มุญฺเจ อปายทุกฺขโต น มุญฺจเตวาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ตาปเสสุ ปสาทํ หริ ฯ ตโต เสตเกตุ จินฺเตสิ อิมสฺส รญฺโญ ตาปเสสุ ปสาโท อุทปาทิ ตํ ปเนส ปุโรหิโต วาสิยา ปหริตฺวา วิย ปจฺฉินฺทิ มยา เอเตน สทฺธึ กเถตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส เตน สทฺธึ กเถนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ
ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา
มญฺญามิ เวทา อผลา ภวนฺติ
สุสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ สหสฺสเวโทปิ ตํ พาหุสจฺจํ ปฏิจฺจ จรณํ อปตฺวา อตฺตานํ ทุกฺขา น ปมุญฺเจ เอวํ สนฺเต อหํ มญฺญามิ ตโย เวทา อผลา โหนฺติ สสีลกํ อฏฺฐสมาปตฺตึ ปฏิจฺจ จรณญฺเญว สจฺจํ โหตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ปุโรหิโต ฉฏฺฐมํ คาถมาห
น เหว เวทา อผลา ภวนฺติ
สุสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ
กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท
สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโตติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ตโย เวทา อผลา น ภวนฺติ สุสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ เสยฺยํ อุตฺตมํ ปวรํ น เหว โหติ ฯ กึการณา ฯ กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท ตโย เวเท อธิจฺจ ทิฏฺฐธมฺเม กิตฺติมตฺตํ ยสมตฺตํ ลาภมตฺตํ ลภติ อิโตปรํ อญฺญํ นตฺถิ ตสฺมา น เต อผลา ฯ สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโตติ สีเล ปติฏฺฐาย สมาปตฺติโย นิพฺพตฺเตตฺวา สมาปตฺติปทฏฺฐานํ วิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต อจฺจนฺตํ สนฺตํ นิพฺพานนามกํ เอกํ ปาปุณาติ ฯ
อิติ ปุโรหิโต เสตเกตุโน วาทํ ภินฺทิตฺวา เต สพฺเพ คิหี กาเรตฺวา ผลกาวุธานิ คาหาเปตฺวา มหนฺตการเก กตฺวา รญฺโญ อุปฏฺฐาเก กาเรสิ ฯ อยํ กิร มหนฺตการกานํ วํโส ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เสตเกตุ กุหโก ภิกฺขุ อโหสิ จณฺฑาลปุตฺโต สารีปุตฺโต อโหสิ ปุโรหิโต ปน อหเมวาติ ฯ
เสตเกตุชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗