ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ทรีมุขชาดก
ชาดกที่ ๓๗๘ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

ทรีมุขชาดก

ว่าด้วยโทษของกาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๔๓ · บรรทัด ๓๘๗๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากทรีมุขชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปงฺโกว กาม ดังนี้เรื่องในปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง.

ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่า มคธราช ครองราชสมบัติที่อยู่ในนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ได้ถือกำเนิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์. พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามพระองค์ว่า พรหมทัตกุมาร. ในวันที่พระราชกุมารประสูตินั่งเอง ฝ่ายบุตรของปุโรหิต ก็เกิด. ใบหน้าของเด็กนั้น สวยงามมากเพราะเหตุนั้นญาติของเขา จึงได้ตั้งชื่อของเด็กนั้นว่า ทรีมุข. กุมารทั้ง ๒ นั้น เจริญเติบโตแล้ว ในราชตระกูลนั้นเอง. ทั้งคู่นั้นเป็นสหายรักของกัน เวลามีชนมายุ ๑๖ ชันษา ได้ไปยังเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทุกอย่างแล้ว พากันเที่ยวไปในตามนิคมเป็นต้น ด้วยความตั้งใจว่า จักพากันศึกษาลัทธิทุกลัทธิ และจักรู้จารีตของท้องถิ่นด้วยถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ที่ศาลเจ้า รุ่งเช้าพากันเข้าไปเมืองพาราณสีเพื่อภิกษา. ตนในตระกูล ๆ หนึ่ง ในเมืองพาราณสีนั้น ตั้งใจว่า พวกเราจักเลี้ยงพราหมณ์ แล้วถวายเครื่องบูชา จึงหุงข้าวปายาส แล้วปูอาสนะไว้. คนทั้งหลายเห็นคนทั้ง ๒ นั้น กำลังเที่ยวภิกขาจาร เข้าใจว่า พราหมณ์มาแล้ว จึงให้เข้าไปในบ้าน ปูผาขาวไว้สำหรับพระมหาสัตว์ ปูผ้ากัมพลแดงไว้สำหรับทรีมุขกุมาร. ทรีมุขกุมารเห็นนิมิตรนั้นแล้ว รู้ชัดว่า วันนี้สหายของเราจักเป็นพระเจ้าพาราณสี ส่วนเราจักเป็นเสนาบดี. ทั้ง ๒ ท่านบริโภค ณ นั้น แล้วรับเอาเครื่องบูชากล่าวมงคลแล้วออกไป ได้พากันไปถึงพระราชอุทยานนั้น. ในจำนวนคนทั้ง ๒ นั้น พระมหาสัตว์บรรทมแล้ว บนแผ่นศิลามงคล ส่วนทรีมุขกุมารนั่งนวดพระบาทของพระมหาสัตว์นั้น วันนั้น เป็นวันที่ ๗แห่งการสวรรคตของพระเจ้าพาราณสี. ปุโรหิต ถวายพระเพลิงพระศพแล้ว ได้เสี่ยงบุษยราชรถในวันที่ ๗ เพราะราชสมบัติไม่มีรัชทายาท. กิจเกี่ยวกับบุษยราชรถ จักมีแจ้งชัด ในมหาชนกชาดก. บุษยราชรถออกจากพระนครไป มีจตุรงคเสนาห้อมล้อม พร้อมด้วยดุริยางค์หลายร้อย ประโคมขัน ถึงประตูพระราชอุทยาน. ครั้งนั้น ทรีมุขกุมารได้ยินเสียงดุริยางค์ แล้วคิดว่า บุษยราชรถมาแล้ว เพื่อสหายของเราวันนี้สหายของเราจักเป็นพระราชา แล้วประทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา เราจักประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เราจักออกบวช ดังนี้แล้ว จึงไม่ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ เลยไปยังที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ยืนอยู่ในที่กำบัง. ปุโรหิตหยุดรถที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเข้าไปยังพระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์บรรทมบนแผ่นศิลามงคล ตรวจดูลักษณะที่เท้าลายพระบาท แล้วทราบว่า เป็นคนมีบุญ สามารถครองราชสมบัติ สำหรับมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒ พันเป็นบริวารได้แต่คนเช่นนี้ คงเป็นคนมีปัญญาเครื่องทรงจำ จ่งได้ประโคมดุริยางค์ทั้งหมดขึ้น. พระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมแล้ว ทรงนำผ้าสาฎกออกจากพระพักตร์ ทรงทอดพระเนตรเห็นมหาชน แล้วทรงเอาผ้าสาฎกปิดพระพักตร์อีก บรรทมหน่อยหนึ่ง ระงับความกระวนกระวาย แล้วเสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา. ปุโรหิตคุกเข่าลงแล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติ กำลังตกถึงพระองค์.

พ. ราชสมบัติไม่มีรัชทายาทหรือ ? ปุ. ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า. พ. ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว จึงทรงรับไว้.

ประชาชนเหล่านั้น ได้พากันทำการอภิเษก พระโพธิสัตว์นั้นที่พระราชอุทยานนั่นอง. พระองค์มิได้ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เพราะความมียศมา. พระองค์เสด็จขึ้นพระราชรถ มีบริวารห้อมล้อม เข้าไปสู่พระนคร ทรงการทำปทักษิณ แล้วประทับยืนที่ประตูพระราชนิเวศน์นั่นเอง ทรงพิจารณาถึงฐานันดรของอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท. ขณะนั้น ทรีมุขกุมาร คิดว่า บัดนี้ พระราชอุทยานว่างแล้ว จึงมานั่งที่ศิลามงคล. ลำดับนั้น ใบไม้เหลืองได้ร่วงลงมาข้างหน้าของเขา. เขาเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไป ในใบไม้เหลืองนั้นนั่นเอง พิจารณาไตรลักษณ์ให้แผ่นดินกึกก้องไป พร้อมกับให้พระปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่าน ก็อันตรธานไป. บาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ล่องลอยมาจากอากาศสวมที่สรีระของท่าน. ทันใดนั้นนั่นเอง ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘สมบูรณ์ด้วยอิริยาบท เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาร้อยพรรษา เหาะไปในอากาศด้วยฤทธิ์ ได้ไปยังเงื้อมนันทมูลกะในท้องถิ่นป่าหิมพานต์. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสวยราชสมบัติโดยธรรม. แต่เพราะเป็นผู้มียศมากจึงทรงเป็นผู้มัวเมาด้วยยศ ไม่ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เป็นเวลาถึง๔๐ ปี. แต่เมื่อเวลาเลย ๔๐ ปี ผ่านไปแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงเขาแล้ว จึงตรัสว่า ฉันมีสหายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า ทรีมุข เขาอยู่ที่ไหนหนอ ? ดังนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะพบพระสหายนั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ก็ตรัสถามหา ภายในเมืองบ้าง ท่ามกลางบริษัทบ้างว่า ทรีมุขกุมาร สหายของฉันอยู่ที่ไหน ? ผู้ใดบอกที่อยู่ของเขาแก่ฉันฉันจะให้ยศสูงแก่ผู้นั้น. เมื่อพระองค์ทรงระลึกถึงเขาอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้นั่นแหละ ปีอื่น ๆ ได้ผ่านไปถึง ๑๐ ปี. โดยเวลาผ่านไปถึง ๕๐ ปีแม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทรีมุข ทรงรำลึกถึงอยู่ ก็ทรงทราบว่า สหายรำลึกถึงเราอยู่แล แล้วทรงดำริว่า บัดนี้ พระโพธิสัตว์นั้น ทรงพระชรา จำเริญด้วยพระโอรสพระธิดา เราจักไปแสดงธรรมถวายให้พระองค์ทรงผนวช ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จมาทางอากาศ ด้วยฤทธิ์ ลงที่พระราชอุทยาน นั่งบนแผ่นศิลา เหมือนพระพุทธรูปทองคำก็ปานกัน. เจ้าหน้าที่รักษาพระราชอุทยาน เห็นท่านแล้ว เข้าไปเฝ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาจากที่ไหน ?

พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า มาจากเงื้อมเขานันทมูลกะ จ. ท่านเป็นใคร ? พ. อาตมภาพ คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรีมุข โยม.

จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้จักในหลวงของข้าพระองค์ทั้งหลายไหม ?

พ. รู้จักโยม เวลาเป็นคฤหัสถ์ พระองค์ทรงเป็นสหายของอาตมา.

จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในหลวงมีพระราชประสงค์จะพบพระองค์ ข้าพระองค์ จักทูลบอกว่า พระองค์เสด็จมาแล้ว.

พ. เชิญโยม ไปทูลบอกเถิด.

จ. รับพระบัญชาแล้ว รีบด่วนไปทีเดียว ทูลในหลวงถึงความที่พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่แผ่นศิลาแล้ว.

ในหลวงตรัสว่า ได้ทราบว่า พระสหายของฉันมาแล้ว ฉันจักไปเยี่ยมท่าน แล้วเสด็จขึ้นรถไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำการปฏิสันถาร แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงทำปฏิสันถารกะพระองค์ พลางทูลคำมีอาทิว่า ขอถวายพระพร พระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติโดยธรรมอยู่หรือ ? ไม่ทรงลุอำนาจอคติหรือ ? ไม่ทรงเบียดเบียนประชาสัตว์ เพื่อต้องการทรัพย์หรือ ? ทรงบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้นอยู่หรือ ? ดังนี้แล้ว ทูลว่าขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงพระชราภาพแล้ว บัดนี้เป็นสมัยของพระองค์ที่จะทรงละกาม เสด็จออกผนวชแล้ว. เมื่อจะทรงแสดงธรรมถวายพระองค์ จึงได้ทูลคาถาที่ ๑ ว่า :-

กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลาย เหมือนพุ ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ ธุลีและควัน อาตมาภาพก็ได้ถวายพระพรแล้ว ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัตมหาบพิตร ขอพระองค์ จงทรงละสิ่งเหล่านั้น เสด็จออกผนวชเถิด.

บรรดาบสเหล่านั้น บทว่า ปงฺโก พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสหมายถึง พืชทั้งหลาย มีหญ้า สาหร่าย ไม้อ้อและกอหญ้าเป็นต้นที่เกิดขึ้นในน้ำ. อุปมาเหมือนหนึ่งว่า พืชเหล่านั้น ยังมีกำลังน้ำ ให้ติดอยู่ฉันใด เบญจกามคุณทั้งหลาย หรือว่า วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปลัก คือปังกะ ด้วยอำนาจยังพระโยคาวจรผู้กำลังข้ามสงสารสาคร ให้ติดข้องอยู่. เพราะว่า เทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม สัตว์เดียรฉานทั้งหลายก็ตาม ผู้ข้องแล้ว ติดแล้ว ในปลักนั้นจะลำบาก ร้องไห้ คร่ำครวญอยู่. ที่หล่มใหญ่ พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า พุ คือปลิปะ ในคำว่า ปลิโปว กามา ซึ่งสัตว์ทั้งหลายมีสุกรและเนื้อเป็นต้นก็ตาม สิ่งโตก็ตาม ช้างก็ตาม ที่ติดแล้ว ไม่สามารถจะถอนตนขึ้น แล้วไปได้, ก็วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายท่านเรียกว่า ปลิปะ เพราะเป็นเสมือนกับพุนั้น. เพราะว่า สัตว์ทั้งหลาย ถึงจะมีบุญก็ไม่สามารถทำลายกามเหล่านั้น รีบลุกขึ้น แล้วเข้าไปสู่การบรรพชาที่ไม่มีกังวล ไม่มีปลิโพธ เป็นที่รื่นรมย์ ได้เริ่มต้นแต่เวลาติดอยู่คราวเดียว ในกามทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า ภยญฺจ เมตํ ได้แก่ ภยญฺจ เอตํ และอาตมาภาพได้กล่าวภัยนี้ ม อักษร ท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการต่อบท ด้วยพยัญชนะ. บทว่า ติมูลํ ความว่า ไม่หวั่นไหว เหมือนตั้งมั่นอยู่ด้วยราก ๓ ราก. คำนี้ เป็นชื่อของภัยที่มีกำลัง. บทว่า ปวุตฺตํ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ ทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวกทั้งหลาย ทั้งพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัพพัญญูทั้งหลาย ตรัสแล้วคือทรงบอกแล้ว อธิบายว่า ทรงแสดงไว้แล้วว่า ชื่อว่าเป็นภัยมีกำลัง เพราะหมายความว่า เป็นปัจจัยแห่งภัย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและสัมปรายิกภพ มีภัยคือการติเตียนตนเองเป็นต้น และที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ และโรค ๗๘ ชนิด. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า ภยญฺจ เมตํ ความว่า ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ พึงทราบเนื้อความในบทนี้ ดังที่พรรณนามานี้นั่นเอง. บทว่ารโช จ ธูโม จ ความว่า กามทั้งหลาย อาตมาภาพประกาศไว้แล้วว่าเป็นธุลีด้วย เป็นควันด้วย เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน. อุปมาเหมือนหนึ่งว่า ร่างกายของชายที่อาบน้ำสะอาดแล้ว ลูบไล้และตกแต่งดีแล้ว แต่มีฝุ่นที่ละเอียดตกลงที่ร่างกาย จะมีสีคล้ำ ปราศจากความงาม ทำให้หม่นหมอง ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มาแล้ว โดยทางอากาศเหาะได้ ด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏแล้วในโลก เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็มีสีมัวหมอง ปราศจากความงาม เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว เริ่มแต่เวลาที่ธุลี คือกามตกลงไปในภายในครั้งเดียว เพราะคุณความดี คือสี คุณความดี คือความงามและคุณความดี คือความบริสุทธิ์ ถูกขจัดแล้ว. อนึ่ง คนทั้งหลายแม้จะสะอาด ดีแล้ว ก็จะมีสีดำเหมือนฝาเรือน เริ่มต้นแต่เวลา ถูกควันรม ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีญาณบริสุทธิ์เหลือเกิน ก็จะปรากฏเป็นเหมือนคนผิวดำ ท่ามกลางมหาชนทีเดียว เพราะถึงความพินาศแห่งคุณความดี เริ่มต้นแต่เวลาที่ถูกควันคือกามารมณ์ ดังนั้น กามเหล่านี้ อาตมภาพ จึงประกาศแก่มหาบพิตรว่า เป็นทั้งธุลี เป็นทั้งควัน เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควันเพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทรงให้พระราชาทรงเกิดอุตสาหะในการบรรพชา ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระราชสมภารพรหมทัตเจ้า ขอพระองค์ จงทรงละกามเหล่านี้ ทรงผนวชเถิด

พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกความที่พระองค์ทรงคิดอยู่ ด้วยกิเลสทั้งหลาย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-

ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้ง ยินดี ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมี ชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัว ได้ แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคธิโต ได้แก่ ถูกกายคันถะ คืออภิชฌาผูกมัดไว้. บทว่า รตฺโต ได้แก่ ถูกราคะย้อมใจแล้ว. บทว่า อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ สลบไสลไปมากเหลือเกิน. บทว่า กาเมสฺวาหํ ความว่า โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง ๒. พระราชาตรัสเรียก พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าว่า พราหมณ์. บทว่า ภึสรูปํ ได้แก่ มีรูปมีพลัง. บทว่า ตํ นุสฺสเห ความว่า โยมไม่อาจ คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒อย่างนั้นได้. ด้วยคำว่า ชีวิกตฺโก ปาหาตุํ พระราชาตรัสว่า โยมยังต้องการความเป็นอยู่นี้ จึงไม่อาจละกามนั้นได้. บทว่า กาหามิ ปุญฺานิ ความว่า แต่โยมจักทำบุญ คือทานศีลและอุโบสถกรรมไม่น้อย คือมาก ดังนี้. ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนี้ ไม่สามารถจะนำออกไปจากใจได้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว พระมหาบุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสอันใดเล่า แม้เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสถืงคุณของบรรพชาแล้ว ก็ยังตรัสว่า โยมไม่สามารถจะบวชได้ พระเจ้าพรหมทัตพระองค์นี้ใด เมื่อทรงตรวจตราดูพุทธการกธรรม ด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นในพระองค์ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ทรงเห็นเนกขัมมบารมีที่ ๓ แล้ว จึงทรงสรรเสริญคุณในเนกขัมมะอย่างนี้ว่า :-

ถ้าพระองค์ปรารถนาบรรลุโพธญาณไซร้ พระองค์จงสมาทานบารมีที่ ๓ นี้ไว้ให้มั่นคง ก่อน แล้วจึงไปสู่เนกขัมมบารมี. คนที่อยู่ ในเรือนจำมานาน ๆ ถึงความทุกข์ จะไม่ให้ ความยินดีเกิดขึ้นในเรือนจำนั้น จะแสวงหา ทางพ้นทุกข์อย่างเดียวฉันใด พระองค์ก็เช่น นั้นเหมือนกัน จงเห็นภพทั้งหมดเหมือนเรือนจำ เป็นผู้บ่ายหน้าสู่เนกขัมมะแล้ว จักบรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณ.

พระเจ้าพรหมทัตนั้น แม้เป็นผู้ที่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสสรรเสริญการบรรพชา แล้วถวายพระพรว่า ขอมหาบพิตร จะทรงทอดทิ้งกิเลสทั้งหลาย แล้วทรงเป็นสมณะเถิด. จึงตรัสว่า โยมไม่อาจจะทอดทิ้งกิเลสเป็นสมณะได้.

ได้ทราบว่าคนบ้าในโลกนี้มี ๘ จำพวก เพราะฉะนั้นโบราณาจารย์ จึงได้กล่าวไว้ว่า คนที่ได้สัญญาว่าเป็นบ้ามี ๘ จำพวก คือ :-

๑. บ้ากาม (กามุมฺมตฺตโก) มัวเมาในกาม คือ :- ตกอยู่ใต้อำนาจจิต (จิตฺตวสงฺคโต) ของผู้อื่น - ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ (โลภวสงฺคโต) ๒. บ้าโกรธผู้อื่น (โกธุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ใต้อำนาจวิหึสา (วิหึสาวสงฺคโต) คนอื่น ๓ บ้าความเห็น (ทิฏฺฐุมฺมตฺตโก) บ้าทฤษฎีหรือบ้าลัทธิ - ตกอยู่ใต้อำนาจความเข้าใจผิด (วิปลฺลาสวสงฺคโต) ๔ บ้าความหลง (โมหุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ในอำนาจความไม่รู้ ๕ บ้ายักษ์ (ยกฺขุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ในอำนาจยักษ์ (ยกฺขวสงฺคโต) ๖ บ้าดีเดือด (ปิตฺตุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ในอำนาจของดี (ปิตฺตวสงฺคโต) ๗ บ้าสุรา (สุรุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ใต้อำนาจการดื่ม (ปานนวสงฺคโต) ๘. บ้าเพราะความสูญเสีย (พฺยสมุมฺมตฺตโก) คือ :- ตกอยู่ใต้อำนาจของความเศร้าโศก (โสกวสฺคโต)

ในจำนวนบ้า ๘ จำพวกเหล่านี้ พระมหาสัตว์ ในชาดกนี้เป็นผู้บ้ากามตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ จึงไม่รู้คุณของบรรพชา. ถามว่าก็โลภะนี้ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำลายคุณความดี ด้วยประการดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่เหุตุไฉนสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่อาจหลุดพ้นไปได้. ตอบว่า เพราะความโลภนั้นเจริญมาแล้ว โดยรวมกันเป็นเวลาหลายแสนโกฏิกัปป์ ในสงสารที่ไม่มีใครตามพบเงื่อนต้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บัณฑิตทั้งหลาย จึงละด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาหลายอย่างมีอาทิว่า กามทั้งหลายมีความชื่นใจน้อย.

แม้เมื่อพระมหาสัตว์นั้นนั่นเอง ตรัสว่า โยมไม่อาจจะบวชได้พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่ทรงทอดธุระ เมื่อจะถวายพระโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๗–๔๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๕๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ทรีมุขชาตกํ

ปงฺโกว กามาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุํ เหฏฺฐา กถิตเมว ฯ

อตีเต ปน ราชคหนคเร มคธราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ พฺรหฺมทตฺต- กุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ ตสฺส ชาตทิวเสเยว ปุโรหิตสฺสาปิ ปุตฺโต วิชายิ ฯ ตสฺส มุขํ อติวิย โสภติ เตนสฺส ทรีมุโขติ นามํ อกํสุ ฯ เต อุโภปิ ราชกุเลเยว สํวฑฺฒา ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปิยสหายกา หุตฺวา โสฬสวสฺสกาเล ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา สพฺพสมยสิปฺปญฺจ สิกฺขิสฺสาม เทสจาริตญฺจ ชานิสฺสามาติ คามนิคมาทีสุ จรนฺตา พาราณสึ ปตฺวา เทวกุเล วสิตฺวา ปุนทิวเส พาราณสึ ภิกฺขาย ปวิสึสุ ฯ ตตฺถ เจกสฺมึ กุเล พฺราหฺมเณ โภเชตฺวา หวนกํ ทสฺสามาติ ปายาสํ ปจิตฺวา อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ ฯ มนุสฺสา เต อุโภปิ ภิกฺขาย จรนฺเต ทิสฺวา พฺราหฺมณา อาคตาติ เคหํ ปเวสิตฺวา มหาสตฺตสฺส อาสเน สุทฺธวตฺถํ ปญฺญเปตฺวา ทรีมุขสฺส รตฺตกมฺพลํ ปญฺญเปสุํ ฯ ทรีมุโข ตํ นิมิตฺตํ ทิสฺวา อชฺช มยฺหํ สหาโย พาราณสี ราชา ภวิสฺสติ อหํ เสนาปตีติ ปญฺญาสิ ฯ เต ตตฺถ ภุญฺชิตฺวา หวนกํ คเหตฺวา มงฺคลํ วตฺวา นิกฺขมฺม ตํ ราชุยฺยานํ อคมํสุ ฯ ตตฺถ มหาสตฺโต มงฺคลสิลาปฏฺเฏ นิปชฺชิ ฯ ทรีมุโข ปนสฺส ปาเท ปริมชฺชนฺโต นิสีทิ ฯ ตทา พาราณสีรญฺโญ มตสฺส สตฺตโม ทิวโส โหติ ฯ ปุโรหิโต รญฺโญ สรีรกิจฺจํ กตฺวา อปุตฺตเก รชฺเช สตฺตเม ทิวเส ผุสฺสรถํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ ผุสฺสรถกิจฺจํ มหาชนกชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ ผุสฺสรโถ นครา นิกฺขมิตฺวา จตุรงฺคินิยา เสนาย ปริวุโต อเนกสเตหิ ตุริเยหิ วชฺชมาเนหิ อุยฺยานทฺวารํ ปาปุณิ ฯ อถ ทรีมุโข ตุริยสทฺทํ สุตฺวา สหายสฺส เม ผุสฺสรโถ อาคจฺฉติ อชฺเชเวส ราชา หุตฺวา มยฺหํ เสนาปติฏฺฐานํ ทสฺสติ โก เม ฆราวาเสนตฺโถ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ โพธิสตฺตํ อนามนฺเตตฺวาว เอกมนฺตํ คนฺตฺวา ปฏิจฺฉนฺเน อฏฺฐาสิ ฯ ปุโรหิโต อุยฺยานทฺวาเร รถํ ฐเปตฺวา อุยฺยานํ ปวิฏโฐ โพธิสตฺตํ มงฺคลสิลาปฏฺเฏ นิปนฺนํ ทิสฺวา ปาเทสุ ลกฺขณานิ โอโลเกตฺวา ปุญฺญวา สตฺโต ทฺวิสหสฺสปริวารานํ จตุนฺนมฺปิ มหาทีปานํ รชฺชํ กาเรตุํ สมตฺโถ ธีติ ปนสฺส กีทิสาติ สพฺพตุริยานิ ปคฺคณฺหาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ปพุชฺฌิตฺวา มุขโต สาฏกํ อปเนตฺวา มหาชนํ โอโลเกตฺวา ปุน สาฏเกน มุขํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา โถกํ นิปชฺชิตฺวา ปสฺสทฺธทรโถ อุฏฺฐาย สิลาปฏฺเฏ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ฯ ปุโรหิโต ชณฺณุเกน ปติฏฺฐาย เทว ตุมฺหากํ รชฺชํ ปาปุณาตีติ อาห ฯ อปุตฺตกํ ภเณ รชฺชนฺติ ฯ อาม เทวาติ ฯ เตนหิ สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ เต ตสฺส อุยฺยาเนเยว อภิเสกํ อกํสุ ฯ โส ยสมหนฺตตาย ทรีมุขํ น สริ ฯ รถํ อภิรุยฺห มหาชนปริวุโต นครํ ปวิสิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ราชทฺวาเร ฐิโตว อมจฺจานํ ฐานนฺตรานิ วิจาเรตฺวา ปาสาทํ อภิรูหิ ฯ ตสฺมึ ขเณ ทรีมุโข สุญฺญํ ทานิ อุยฺยานนฺติ อาคนฺตฺวา มงฺคลสิลายํ นิสีทิ ฯ อถสฺส ปุรโต ปณฺฑุปลาสํ ปติ ฯ โส ตสฺมึเยว ปณฺฑุปลาเส ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา ติลกฺขณํ สมฺมสิตฺวา ปฐวึ อุนฺนาเทนฺโต ปจฺเจกโพธึ นิพฺพตฺเตสิ ฯ ตสฺส ตํขณญฺเญว คิหิลิงฺคํ อนฺตรธายิ ฯ อิทฺธิมยปตฺตจีวรํ อากาสโต โอตริตฺวา สรีเร ปฏิมุญฺจิ ฯ ตาวเทว อฏฺฐปริกฺขารธโร อิริยาปถสมฺปนฺโน วสฺสสติกตฺเถโร วิย หุตฺวา อิทฺธิยา อากาเส อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส นนฺทมูลกปพฺภารํ อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ยสมหนฺตตาย ปน ยเสน ปมตฺโต หุตฺวา จตฺตาฬีส วสฺสานิ ทรีมุขํ น สริ ฯ จตฺตาฬีสาติกฺกเม สํวจฺฉเร ปน อตีเต ตํ สริตฺวา มยฺหํ สหาโย ทรีมุโข นาม อตฺถิ กหํ นุ โข โสติ ตํ ทฏฺฐุกาโม อโหสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย อนฺเตปุเรปิ ปริสมชฺเฌปิ กหํ นุ โข มยฺหํ สหาโย ทรีมุโข โย เม ตสฺส วสนฏฺฐานํ กเถสิ มหนฺตมสฺส ยสํ ทสฺสามีติ วทติ ฯ เอวํ ตสฺส ปุนปฺปุนํ ตํ สรนฺตสฺเสว อญฺญนิ ทส สํวจฺฉรานิ อติกฺกนฺตานิ ฯ ทรีมุขปจฺเจกพุทฺโธปิ ปญฺญาสวสฺสจฺจเยน อาวชฺเชนฺโต มํ โข สหาโย สรตีติ ญตฺวา อิทานิ โส มหลฺลโก ปุตฺตธีตาหิ วุฑฺฒิปฺปตฺโต คนฺตฺวา ธมฺมํ กเถตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ นนฺติ อิทฺธิยา อากาเสน อาคนฺตฺวา อุยฺยาเน โอตริตฺวา สุวณฺณปฏิมา วิย สิลาปฏฺเฏ นิสีทิ ฯ อุยฺยานปาโล ตํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา ภนฺเต กุโต อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ นนฺทมูลกปพฺภารโตติ ฯ เก นาม ตุมฺเหติ ฯ ทรีมุโข ปจฺเจกพุทฺโธ นามาหํ อาวุโสติ ฯ ภนฺเต อมฺหากํ ราชานํ ชานาสีติ ฯ อาม ชานาม คิหิกาเล โน สหาโยติ ฯ ภนฺเต ราชา ตุมฺเห ทฏฺฐุกาโม กเถสฺสามิ ตสฺส อาคตภาวนฺติ ฯ คจฺฉ กเถหีติ ฯ โส สาธูติ วตฺวา ตุริตตุริโตว คนฺตฺวา ตสฺส สิลาปฏฺเฏ นิสินฺนภาวํ รญฺโญ กเถสิ ฯ ราชา อาคโต กิร มม สหาโย ปสฺสิสฺสามิ นนฺติ รถํ อารุยฺห มหนฺเตน ปริวาเรน อุยฺยานํ คนฺตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถ นํ ปจฺเจกพุทฺโธ กึ พฺรหฺมทตฺต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ อคติคมนํ น คจฺฉสิ ธนตฺถาย โลกํ น ปีเฬสิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรสีติ อาทีนิ วจนานิ วทนฺโต ปฏิสนฺถารํ กตฺวา พฺรหฺมทตฺต มหลฺลโกสิ เอตรหิ กาเม ปหาย ปพฺพชิตุํ เต สมโยติ วตฺวา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต ปฐมํ คาถมาห

ปงฺโกว กามา ปลิโปว กามา

ภยญฺจ เมตํ ติมูลํ ปวุตฺตํ

รโช จ ธูโม จ มยา ปกาสิตา

หิตฺวา ตุวํ ปพฺพช พฺรหฺมทตฺตาติ ฯ

ตตฺถ ปงฺโกติ อุทเก ชาตานิ ติณเสวาลกนฬกุมุทคจฺฉาทีนิ อธิปฺเปตานิ ฯ ยถา หิ อุทกํ ตรนฺตํ ตานิ ลคฺคาเปนฺติ ตถา สํสารสาครํ ตรนฺตสฺส โยคาวจรสฺส ปญฺจกามคุณา สพฺเพ วา ปน วตฺถุกามกิเลสกามา ลคฺคาปนวเสน ปงฺโก นาม อิมสฺมึ หิ ปงฺเก อาสตฺตา วิสตฺตา เทวาปิ มนุสฺสาปิ ติรจฺฉานาปิ กิลมนฺติ โรทนฺติ ปริเทวนฺติ ฯ ปลิโปว กามาติ ปลิโป วุจฺจติ มหากทฺทโม ยมฺหิ ยมฺหิ ลคฺคา สูกรมิคาทโยปิ สีหาปิ วารณาปิ อตฺตานํ อุทฺธริตฺวา คนฺตุํ น สกฺโกนฺติ วตฺถุกามกิเลสกามาปิ ตํสริกฺขตาย ปน ปลิปาติ วุตฺตา ปญฺญวนฺโตปิ หิ สตฺตา เตสุ กาเมสุ สกึ ลคฺคกาลโต ปฏฺฐาย เต กาเม ปทาเลตฺวา สีฆํ อุฏฺฐาย อกิญฺจนํ อปลิโพธํ รมณียํ ปพฺพชฺชํ อุปคนฺตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ภยญฺจ เมตนฺติ ภยญฺจ เอตํ มกาโร พฺยญฺชนปทสนฺธิวเสน วุตฺโต ฯ ติมูลนฺติ ตีหิ มูเลหิ ปติฏฺฐํ วิย อจลํ พลวภยสฺเสตํ นามํ ฯ ปวุตฺตนฺติ มหาราช เอเต กามา นาม ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกสฺส อตฺตานุวาทภยาทิกสฺส เจว ทฺวตฺตึสกมฺมกรณอฏฺฐนวุติโรคาทิวสปฺปวตฺตสฺส จ ภยสฺส ปจฺจยฏฺเฐน พลวภยนฺติ พุทฺธปจฺเจกพุทฺธพุทฺธสาวเกหิ เจว สพฺพญฺญูโพธิสตฺเตหิ จ ปวุตฺตํ กถิตํ ทีปิตนฺติ อตฺโถ ฯ อถวา ภยญฺจ เมตนฺติ ภยญฺจ มยา เอตํ ติมูลํ ปวุตฺตนฺติ เอวญฺเจตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพเยว ฯ รโช จ ธูโม จาติ รชธูมสทิสตฺตา รโชติ จ ธูโมติ จ มยา ปกาสิตา ฯ ยถา หิ สุนหาตสฺส สุวิลิตฺตาลงฺกตสฺส ปุริสสฺส สรีเร สุขุมรชํ ปติตํ ตํ สรีรํ ทุพฺพณฺณํ โสภารหิตํ กิลิฏฺฐํ กโรติ เอวเมว อิทฺธิพเลน อากาเสนาคนฺตฺวา จนฺโท วิย สุริโย วิย จ โลเก ปญฺญาตาปิ สกึ กามรชสฺส อนฺโต ปติตกาลโต ปฏฺฐาย คุณวณฺณคุณโสภาคุณสุทฺธีนํ อุปหตตฺตา ทุพฺพณฺณา โสภารหิตา กิลิฏฺฐาเยว โหนฺติ ยถา จ ธูเมน ปหฏกาลโต ปฏฺฐาย สุปริสุทฺธาปิ ภิตฺติกาลวณฺณา โหนฺติ เอวเมว อติปริสุทฺธญาณาปิ กามธูเมน ปหฏกาลโต ปฏฺฐาย คุณวินาสปฺปตฺติยา มหาชนมชฺเฌ กาลกาว หุตฺวา ปญฺญายนฺติ อิติ รชธูมสริกฺขตาย เอเต กามา รโช จ ธูโม จาติ มยา ตุยฺหํ ปกาสิตา ตสฺมา อิเม กาเม หิตฺวา ตุวํ ปพฺพช พฺรหฺมทตฺตาติ ราชานมฺปิ ปพฺพชฺชาย อุสฺสาหํ ชเนติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา กิเลเสหิ อตฺตโน ปลิพุทฺธภาวํ กเถนฺโต ทุติยํ คาถมาห

เคธิโต จ รตฺโต อธิมุจฺฉิโต จ

กาเมสฺวาหํ พฺราหฺมณ ภึสรูปํ

ตํ นุสฺสเห ชีวิกตฺโถ ปหาตุํ

กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ

ตตฺถ เคธิโตติ อภิชฺฌากายคนฺเถน พนฺโธ ฯ รตฺโตติ ปกติชหาปเนน ราเคน รตฺโต ฯ อธิมุจฺฉิโตติ อติวิย มุจฺฉิโต ฯ กาเมสฺวาหนฺติ ทุวิเธสุ กาเมสุ อหํ ฯ พฺราหฺมณาติ ทรีมุขปจฺเจกพุทฺธํ อาลปติ ฯ ภึสรูปนฺติ พลวรูปํ ฯ ตํ นุสฺสเหติ ตํ ทุวิธมฺปิ กามํ น อุสฺสหามิ น สกฺโกมิ ฯ ชีวิกตฺโถ ปหาตุนฺติ อิมาย ชีวิกาย อตฺถิโก อหํ ตํ กามํ ปหาตุํ น สกฺโกมีติ วทติ ฯ กาหามิ ปุญฺญานีติ ทานสีลอุโปสถกมฺมสงฺขาตานิ ปน ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ พหูนิ กริสฺสามีติ ฯ เอวํ กิเลสกาโม นาเมส สงฺกิลิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย อปเนตุํ น สกฺโกติ ๑- เยน สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต มหาปุริโส ปจฺเจกพุทฺเธน ปน ปพฺพชฺชาย คุเณ กถิเตปิ ปพฺพชิตุํ น สกฺโกมีติ อาห ฯ โยยํ ทีปงฺกรปาทมูเล อตฺตนิ สมฺภเวน ญาเณน พุทฺธการกธมฺเม วิจินนฺโต ตติยํ เนกฺขมฺมปารมึ ทิสฺวา

อิมํ ตฺวํ ตติยํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

เนกฺขมฺมปารมึ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ

ยถา อฏฺฏฆเร โปโส จิรํ วุตฺโถ ทุกฺขตฺติโต

น ตตฺถ ราคํ อภิชเนติ มุตฺติเมว คเวสติ

ตเถว ตฺวํ สพฺพภเว ปสฺส อฏฺฏฆรํ วิย

เนกฺขมฺมาภิมุโข หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสีติ เอวํ เนกฺขมฺเม คุณํ ปริกิตฺเตสิ โส ปจฺเจกพุทฺเธน ปพฺพชฺชาย วณฺณํ วตฺวา กิเลเส ฉฑฺเฑตฺวา สมโณ โหหีติ วุจฺจมาโนปิ นาหํ กิเลเส ฉฑฺเฑตฺวา สมโณ ภวิตุํ สกฺโกมีติ วทติ ฯ อิมสฺมึ กิร โลเก อฏฺฐ อุมฺมตฺตกา นาม เตนาหุ โปราณา อฏฺฐ ปุคฺคลา อุมฺมตฺตกสญฺญํ ปฏิลภนฺติ กามุมฺมตฺตโก จิตฺตวสงฺคโต โลภวสงฺคโต โกธุมฺมตฺตโก วิหึสาวสงฺคโต ทิฏฺฐุมฺมตฺตโก วิปลฺลาสวสงฺคโต โมหุมฺมตฺตโก อญาณวสงฺคโต ยกฺขุมฺมตฺตโก ยกฺขวสงฺคโต ปิตฺตุมฺมตฺตโก ปิตฺตวสงฺคโต สุรุมฺมตฺตโก ปานวสงฺคโต พฺยสนุมฺมตฺตโก โสกวสงฺคโตติ อิเมสุ อฏฺฐสุ อุมฺมตฺตเกสุ มหาสตฺโต อิมสฺมึ ชาตเก กามุมฺมตฺตโก หุตฺวา โลภวสงฺคโต ปพฺพชฺชาย คุณํ น ชานาติ ฯ เอวํ อนตฺถการกํ ปนิมํ คุณปริธํสกํ โลภชาตํ กสฺมา สตฺตา ปริมุญฺจิตุํ น สกฺโกนฺตีติ อนมตคฺเค สํสาเร อเนกานิ กปฺปโกฏิสตสหสฺสานิ เอกโต วฑฺฒิตภาเวน เอวํ สนฺเตปิ ปณฺฑิตา อปฺปสฺสาทา กามาติ อาทิกานํ ปจฺจเวกฺขณานํ วเสน ปชหนฺติ ฯ

เตเนว ทรีมุขปจฺเจกพุทฺโธ มหาสตฺเตน ปพฺพชิตุํ น สกฺโกมีติ วุตฺเตปิ ธุรนิกฺเขปํ อกตฺวา อุตฺตรึปิ โอวทนฺโต เทฺว คาถา อาห

โย อตฺถกามสฺส หิตานุกมฺปิโน

โอวชฺชมาโน น กโรติ สาสนํ

อิทเมว เสยฺโย อิติ มญฺญมาโน

ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท ฯ

โส โฆรรูปํ นิรยํ อุเปติ

สุภาสุภํ มุตฺตกรีสปูรํ

สตฺตา สกาเย น ชหนฺติ คิทฺธา

เย โหนฺติ กาเมสุ อวีตราคาติ ฯ

ตตฺถ อตฺถกามสฺสาติ วุฑฺฒิกามสฺส ฯ หิตานุกมฺปิโนติ หิเตน มุทุจิตฺเตน อนุกมฺปสฺส ฯ โอวชฺชมาโนติ โอวทิยมาโน ฯ อิทเมว เสยฺโยติ ยํ อตฺตนา คหิตํ อเสยฺยํ อนุตฺตมมฺปิ สมานํ ตํ อิทเมว เสยฺโย อิติ มญฺญมาโน ฯ มนฺโทติ โส อญาณปุคฺคโล มาตุกุจฺฉิยํ วาสํ นาติกฺกมติ ปุนปฺปุนํ คพฺภํ อุเปติเยวาติ อตฺโถ ฯ โส โฆรรูปนฺติ มหาราช โส มนฺโท ตํ มาตุกุจฺฉึ อุเปนฺโต โฆรรูปํ ทารุณชาติกํ นิรยํ อุเปติ นาม ฯ มาตุกุจฺฉิ หิ นิรสฺสาทฏฺเฐน อิธ นิรโยติ วุตฺโต จตุกุฏฺฏิกนิรโยติ วุจฺจติ ฯ จตุกุฏฺฏิกนิรโย นาม กตโรติ วุตฺเต มาตุกุจฺฉิเมว วตฺตุํ วฏฺฏติ ฯ อวีจิมหานิรเย นิพฺพตฺตสตฺตสฺส หิ อปราปรํ อาธาวนปริธาวนํ โหติเยว ตสฺมา ตํ จตุกุฏฺฏิกนิรโยติ วตฺตุํ น ลพฺภติ มาตุกุจฺฉิยํ ปน นว วา ทส วา มาเส จตูหิปิ ปสฺเสหิ อิโตจีโต จ ธาวิตุํ นาม น สกฺกา อติสมฺพาเธ โอกาเส จตุโกเฏน จตุสงฺกุฏฺฏิเตเนว หุตฺวา อจฺฉิตพฺพํ ตสฺมา เอส จตุกุฏฺฏิกนิรโยติ วุจฺจติ ฯ สุภาสุภนฺติ สุภานํ อสุภํ ฯ สุภานํ หิ สํสารภีรุกานํ โยคาวจรกุลปุตฺตานํ มาตุกุจฺฉิ เอกนฺตอสุภสมฺมโต ฯ เตน วุตฺตํ

อชญฺญํ ชญฺญสงฺขาตํ อสุจึ สุจิสมฺมตํ

นานากุณปปริปูรํ ชญฺญรูปํ อปสฺสโต ฯ

ธิรตฺถุ มํ อาตุรํ ปูติกายํ

ทุคฺคนฺธิยํ อสุจึ พฺยาธิธมฺมํ

ยตฺถปฺปมตฺตา อธิมุจฺฉิตา ปชา

หาเปนฺติ มคฺคํ สุคตูปปตฺติยาติ ฯ

สตฺตาติ อาสตฺตา วิสตฺตา อาลคฺคา ลคฺคิตาติ อตฺโถ ฯ สกาเย น ชหนฺตีติ ตํ มาตุกุจฺฉึ น ปริจฺจชนฺติ ฯ คิทฺธาติ เคธิตาเยว ฯ เย โหนฺตีติ เย กาเมสุ อวีตราคา โหนฺติ เต เอตํ คพฺภวาสํ น ชหนฺตีติ ฯ

เอวํ ทรีมุขปจฺเจกพุทฺโธ คพฺเภ โอกฺกนฺติมูลกญฺจ ปริหารมูลกญฺจ ทุกฺขํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ คพฺภวุฏฺฐานมูลกํ ทสฺเสตุํ ทิยฑฺฒคาถมาห

มีฬฺเหน ลิตฺตา รุหิเรน มกฺขิตา

เสมฺเหน ลิตฺตา อุปนิกฺขมนฺติ

ยํ ยํ หิ กาเยน ผุสนฺติ ตาวเท

สพฺพํ อสาตํ ทุกฺขเมว เกวลํ ฯ

ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺญโต สวํ

ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ สรามีติ ฯ

ตตฺถ มีฬฺเหน ลิตฺตาติ มหาราช อิเม สตฺตา มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขมนฺตา น จตุชาติคนฺเธหิ วิลิมฺปิตฺวา สุรภิมาลํ ปิลนฺธิตฺวา นิกฺขมนฺติ ปุราณคูเถน ปน มกฺขิตา ปลิพุทฺธา หุตฺวา นิกฺขมนฺติ ฯ รุหิเรน มกฺขิตาติ รตฺตโลหิตจนฺทนานุปลิตฺตามิว หุตฺวา น นิกฺขมนฺติ รตฺตโลหิตมกฺขิตา ปน หุตฺวา นิกฺขมนฺติ ฯ เสมฺเหน ลิตฺตาติ น จาปิ เสตจนฺทนวิลิตฺตา นิกฺขมนฺติ พหลปิจฺฉิลเสมฺเหน ลิตฺตา ปน หุตฺวา นิกฺขมนฺติ อิตฺถีนํ หิ คพฺภวุฏฺฐานกาเล เอตานิ อสุจีนิ นิกฺขมนฺติ ฯ ตาวเทติ ตสฺมึ สมเย อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช อิเม สตฺตา ตสฺมึ มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขมนสมเย เอวํ มีฬฺหาทิลิตฺตา นิกฺขมนฺตา ยํ ยํ นิกฺขมนมคฺคปฺปเทสํ วา หตฺถํ วา ผุสนฺติ ตํ สพฺพํ อสาตํ อมธุรํ เกวลํ อสุจิมิสฺสํ ทุกฺขเมว ผุสนฺติ สุขํ นาม เนสํ ตสฺมึ สมเย นตฺถีติ ฯ ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺญโต สวนฺติ มหาราช อหํ อิมํ เอตฺตกํ วทนฺโต น อญฺญโต สวํ อญฺญสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา ตํ สุตฺวา น วทามิ อตฺตโน ปน ปจฺเจกพุทฺธญาเณน ทิสฺวา ปฏิวิชฺฌิตฺวา ปจฺจกฺขํ กตฺวา วทามีติ อตฺโถ ฯ ปุพฺเพนิวาสํ พหุกนฺติ อิทํ อตฺตโน อานุภาวํ ทสฺเสนฺโต อาห ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช อหํปิ ปุพฺเพ นิวุฏฺฐขนฺธปฏิปาฏิสงฺขาตํ ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ สรามิ สตสหสฺสกปฺปาธิกานิ เทฺว อสงฺเขยฺยานิ สรามีติ ฯ

อิทานิ สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา เอวํ โส ปจฺเจกพุทฺโธ ราชานํ สุภาสิตคาถาย สงฺคณฺหีติ วตฺวา โอสาเน อุปฑฺฒคาถมาห

จิตฺราหิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ

ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธนฺติ ฯ

ตตฺถ จิตฺราหีติ อเนกตฺถสนฺนิสฺสิตาหิ ฯ สุภาสิตาหีติ สุกถิตาหิ ฯ ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธนฺติ ภิกฺขเว โส ทรีมุโข ปจฺเจกพุทฺโธ ตํ สุเมธํ สุนฺทรปญฺญํ การณาการณชานนสมตฺถํ ราชานํ นิชฺฌาเปสิ สญฺญาเปสิ อตฺตโน วจนํ คณฺหาเปสีติ อตฺโถ ฯ

เอวํ ปจฺเจกพุทฺโธ กาเมสุ โทสํ ทสฺเสตฺวา อตฺตโน วจนํ คาหาเปตฺวา มหาราช อิทานิ ปพฺพช วา มา วา มยา ปน ตุยฺหํ กาเมสุ อาทีนโว ปพฺพชฺชาย จ อานิสํโส กถิโต ตฺวํ อปฺปมตฺโต โหหีติ วตฺวา สุวณฺณราชหํโส วิย อากาเส อุปฺปติตฺวา พลาหกคพฺภํ มทฺทนฺโต นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ มหาสตฺโต ทสนขสโมธานสมุชฺชลํ อญฺชลึ สิรสฺมึ ฐเปตฺวา นมสฺสมาโน ตสฺมึ ทสฺสนวิสยํ อติกฺกนฺเต เชฏฺฐปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา รชฺชํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา มหาชนสฺส โรทนฺตสฺส ปริเทวนฺตสฺส กาเม ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปณฺณสาลํ มาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา นจิรสฺเสว อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อายุหปริโยสาเน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุํ ฯ ตทา ราชา อหเมว อโหสีติ ฯ

ทรีมุขชาตกํ ตติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๗๗. เสตเกตุชาดกชาดกถัดไป๓๗๙. เนรุชาดก